“แพทย์เชลยศักดิ์” หมอไทยยุคแรก ตำรา 1 เล่มรับจบ ไม่ต้องเรียนก็เป็นแพทย์ได้

โรงเรียนแพทย์แห่งแรก โรงศิริราชพยาบาล หรือ โรงพยาบาลศิริราช ประกอบเรื่อง แพทย์เชลยศักดิ์
าภพประกอบเนื้อหา - โรงเรียนแพทย์แห่งแรก ณ โรงศิริราชพยาบาล (โรงพยาบาลศิริราช)

แพทย์เชลยศักดิ์ คำเรียกอย่างกว้าง ๆ ที่หมายถึง “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านการแพทย์ สุขภาพ และการรักษาโรคของชุมชน โดยที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใครก็เป็นแพทย์กลุ่มนี้ได้ เพียงมีตำราการแพทย์ติดตัวสักเล่ม!

รศ. ดร. ชาติชาย มุกสง เล่าไว้ในหนังสือ โรคาโลกาภิวัฒน์ ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ (แสงดาว : 2568) ว่า สังคมไทยโบราณมีระบบการดูแลสุขภาพที่ครอบครัวและชุมชนรักษากันเอง ราชสำนักหรือส่วนกลางมีบทบาทค่อนข้างน้อย การเรียนแพทย์เพื่อผลิต “หมอ” จึงเป็นบทบาทของชุมชน

เนื่องจากสมัยก่อนมีธรรมเนียมว่า ถ้าหมอรักษาหายค่อยจ่ายค่าตอบแทน หากไม่หายก็ไม่ต้องให้อะไรตอบแทน อาชีพแพทย์ในยุคจารีตจึงไม่มีความมั่นคง เว้นแต่จะเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก ที่มีทั้งความมั่นคงทางการเงินและสถานะทางสังคม แต่ก็ถ่ายทอดองค์ความรู้กันเพียงในสำนักหรือวงศ์ตระกูลเท่านั้น

แพทย์ส่วนใหญ่ที่รักษาคนในสังคมเรียกว่า “แพทย์เชลยศักดิ์” ซึ่งไม่มีระบบบการเรียนการสอนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คือไม่มีสถาบันหรือกฎเกณฑ์จากรัฐมาควบคุมหรือวัดคุณภาพ แพทย์เชลยศักดิ์จึงมีอิสระในตัวสูง ดังที่ ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงผู้เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสยามสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เล่าถึงหมอประเภทนี้ว่า

“นอกจากหมอหลวงแล้ว ก็ยังมีหมอเชลยศักดิ์อีกเป็นอันมากที่ไม่ต้องเรียนอะไรหนักหนา ไม่มีปริญญาประกาศนียบัตรอะไรทั้งนั้น ตั้งตนเองเป็นหมอ เพียงซื้อหนังสือตำรา (tamra) หรือวิธีปรุงยามาเล่มหนึ่ง มีล่วมยาแบ่งเป็นช่อง ๆ ใส่เม็ดยา น้ำมันทา มีขวดหัวน้ำมัน หรือผงยาจาม การบูร น้ำมันเทียน แต่ข้อสำคัญต้องรู้วิธีพูดพล่ามน้ำท่วมทุ่งและโอ่สรรพคุณยาเข้าไว้

ตามปรกติแล้ว บุคคลที่เริ่มตั้งต้นเป็นหมออาจจะยังไม่ได้รับผลสำเร็จ ในระยะเวลา 8 ถึง 10 ปีแรก แต่หลังจากนั้นโดยอาศัยความจัดเจนเข้าช่วย ก็จะกลายเป็นหมอดีไปได้เหมือนกัน”

ปาลเลอกัวซ์
พระสังฆราชฌัง บัปติสต์ ปาลเลอกัวซ์ ผู้ริเริ่มนำกล้องดาแกโรไทป์เข้ามาในสยาม (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ชาติชาย ชี้ว่า การเรียนแพทย์สมัยโบราณของไทยก็เหมือนการศึกษาวิชาอื่น ๆ ในสังคม คือดำเนินไปท่ามกลางความไม่เป็นทางการมากกว่าการมีระบบที่ชัดเจน ใช้วิธีการเป็นเด็กฝึกหัดในบ้านหมอที่เก่งและมีความรู้เป็นหลัก คล้ายระบบการฝึกงาน (apprenticeship) ในโลกตะวันตก

นอกจากนี้ ในระบบการเรียนและวิธีคิดเกี่ยวกับ “ความรู้” ของสังคมไทยจะเน้นเรื่องศีลธรรมในการใช้ความรู้ พอ ๆ กับองค์ความรู้ที่พร่ำสอนกัน การถ่ายทอดความรู้จึงเป็นระบบความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่าระบบสถาบัน จะเห็นว่าแม้แต่ความรู้ใน “วัด” ที่เป็นสถาบันหลักในการถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ ก็คัดเลือกคนจากคุณธรรมมากกว่าคุณสมบัติอื่น

ยิ่งเป็นวิชาการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นความตาย” ของคนด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของมิชชันนารีชาวอเมริกันในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการแพทย์ต่อสังคมไทย จากการนำเสนอการแพทย์แผนตะวันตกที่เหนือกว่าการแพทย์สยามในด้านประสิทธิภาพการป้องกันและรักษาโรค

ตัวอย่างสำคัญที่ชี้ว่าสังคมไทยเริ่มเปิดรับวิชาความรู้เหล่านั้นมากขึ้นก็คือการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงไปเรียนรู้เทคนิคการ “ปลูกฝี” จากมิชชันนารีชาวอเมริกัน เพื่อป้องกันโรคไข้ทรพิษ

สถาบันการแพทย์แบบตะวันตกลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงเมื่อเกิด “โรงพยาบาลศิริราช” ซึ่งเปิดให้ใช้บริการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 และโรงเรียนการแพทย์ชื่อ “โรงเรียนแพทยากร” ในอีก 2 ปีต่อมา บทบาทของ “แพทย์เชลยศักดิ์” จึงค่อย ๆ เสื่อมหายไปจากสังคมไทย

โรงพยาบาลศิริราช สายสกุลกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
อาคารผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศิริราช ตั้งอยู่ในพื้นที่วังหลัง (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ชาติชาย มุกสง. (2568). โรคาโลกาภิวัฒน์ ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์. กรุงเทพฯ : แสงดาว.

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. ยุครัฐไทย(โบราณ)ที่การเจ็บป่วย-ตายของประชาชนเป็น “เวรกรรม” สู่สมัยแห่งการปรับเปลี่ยน. 22 เมษายน พ.ศ. 2564. (ออนไลน์)


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤศจิยายน 2568