“ผ้าขาว” สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อพระราชวงศ์ชั้น “หม่อมเจ้า” ขึ้นไป ทรงได้รับโทษ

รูปปั้น หม่อมไกรสร กรมหลวงรักษรณเรศ วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ กลุ่มอำนาจ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1 ผ้าขาว สิ่งที่ขาดไม่ได้
รูปปั้น หม่อมไกรสร หรือกรมหลวงรักษรณเรศร ตามจินตนาการของช่างปั้นในปัจจุบันในศาลกรมหลวงรักษรณเรศร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2534 ณ วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ หรือวัดเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ผ้าขาว สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อพระราชวงศ์ชั้น หม่อมเจ้า ขึ้นไป ทรงได้รับโทษ

เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่จะมีความผิดพลาด แม้แต่ชนชั้นเจ้านายเองก็มีหลายพระองค์ที่ทรงได้รับโทษ จากการกระทำผิด แต่ด้วยมีฐานันดรศักดิ์จึงทำให้มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง

ในหนังสือ “ราชสำนักรัชกาลที่ 6” (สำนักพิมพ์มติชน) ของวรชาติ มีชูบท เล่าไว้ว่า การลงโทษพระราชอาญา ที่เรียกว่า “จำสนม” หรือ “ติดสนม” นั้น หากผู้ต้องรับโทษเป็นพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป จะต้องทรงถูกพันธนาการด้วยเครื่องสังขลิก ที่หุ้มด้วย “ผ้าขาว” อีกทีหนึ่ง

อะไรคือ “จำสนม-ติดสนม”

มีข้อมูลระบุไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันว่า จำสนม คือ การกักบริเวณผู้มีฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตลอดจนข้าทูลละอองธุลีพระบาทเฉพาะฝ่ายหน้า ที่ต้องคำพิพากษาศาลรับสั่งกระทรวงวัง หรือต้องพระราชอาญาให้จำขังไว้ในเขตพระราชฐานฝ่ายหน้า

ขณะที่ ติดสนม คือพระราชวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน ที่มีความผิดโดยตัดสินของอธิบดีกรมโขลน หรือมีพระบรมราชโองการ หรือมีพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระบรมราชินีสั่งลงโทษให้ไปกักบริเวณ หากเป็นโทษเบาก็จะกักไว้ที่ศาลาว่าการกรมโขลน

เจ้านายฝ่ายในเฝ้ารับเสด็จฯที่พลับพลาท่าราชวรดิษฐ์

เครื่องสังขลิกที่ใช้ลงโทษมีทั้งหมด 5 อย่าง ได้แก่

1. ตรวนใส่เท้า

2. เท้าติดขื่อ

3. โซ่ล่ามคอ

4. คาไม้ใส่คอทับโซ่

5. มือทั้งสองสอดเข้าไปในคานั้น

อย่างที่กล่าวไป คือ หากผู้รับโทษเป็นพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป จะต้องมีผ้าขาวหุ้มเครื่องพันธนาการนั้นไว้ด้วย 

ผ้าขาวนี้อาจเป็นหนึ่งหรือสองชั้นก็ได้ ตามอิสริยยศของพระราชวงศ์พระองค์นั้น ๆ 

ตัวอย่างที่มีให้เห็นก็คือกรณี “หม่อมไกรสร” (เดิมคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ) พร้อมพวกที่ต้องหาว่าคิดกบฏในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ดังที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ กล่าวไว้ดังนี้

หม่อมไกรสร สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์
รูปปั้นหม่อมไกรสร หรือกรมหลวงรักษรณเรศร ตามจินตนาการของช่างปั้นในปัจจุบัน ในศาลกรมหลวงรักษรณเรศร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2534 ณ วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ หรือวัดเมือง จ. ฉะเชิงเทรา

“พระยาราชสุภาวดีเข้าไปเฝ้า ทูลลอองธุลีพระบาทในท้องพระโรง สักครู่หนึ่งจึ่งออกมามีบัญชาสั่ง ให้เจ้ากรมสนมพลเรือน ลงพระราชอาญาจำครบ (คือจำตรวนสามชั้น จำกุญแจโซ่คอด้วย) เรียกว่าลงพระราชอาญา ‘สังขลิกพันธนาการ’ คำสามัญร้องเรียกว่า ‘ลงเหล็กจำห้าประการ’ โซ่ตรวนนั้นพันผ้าขาวตามอย่างยศจ้าวโบราณ

ครั้นเวลาดึกสองยามเศษ เจ้าคุณศาสดีออกมาจากที่เฝ้ามาแวะที่ศาลาเล็กจวนต้นโศรกอีก มีบัญชาสั่งให้กรมสนมพลเรือนจำโซ่คอกรมหลวงรักษ์ด้วย โซ่คอนั้นพันผ้าขาวตลอดสาย กุญแจนั้นก็พันผ้าขาวด้วย เว้นไว้แต่ช่องลูกกุญแจเท่านั้น

ในค่ำวันนั้นพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาสั่งให้กรมสนมพลเรือนไปเชิญเสด็จสมเด็จพระจ้าวน้องยาเธอ จ้าวฟ้าอาภรณ์ มาจำตรวนพันผ้าขาวไว้ในทิมแถวข้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกันกับหม่อมจ้าวบุตรชายกรมหลวงรักษ์ด้วยกันทั้งสิ้น

แต่จ้าวอาภรณ์จำตรวนสองชั้นพันผ้าขาวด้วย หม่อมจ้าวบุตรหม่อมไกรสรจำตรวนชั้นเดียว ไม่ได้พันผ้าขาวทุกคน”

ส่วนข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ที่ได้รับคำพิพากษาศาลรับสั่งกระทรวงวังในความผิดฐานละเมิดอาญาวังถึงให้จำคุกนั้น จะถูกส่งตัวไปเรือนจำของกรมพระตำรวจวัง หรือถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ก็จะส่งตัวไปให้ศาลพิพากษา จากนั้นจึงจะส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

วรชาติ มีชูบท. ราชสำนักรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, มีนาคม 2561.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2568