| ผู้เขียน | สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
พระองค์เจ้าอมฤตย์ พระราชโอรส ร.3 ผู้สืบข่าววังหลวงมาเล่าถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ
ตลอดระยะเวลา 27 ปี ที่ “วชิรญาณภิกขุ” หรือ “ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ” ทรงอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ก่อนจะทรงขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) นอกจากจะทรงศึกษาพระธรรมและทรงก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย รวมทั้งทรงศึกษาวิทยาการตะวันตกจากบาทหลวงต่างชาติแล้ว
พระองค์ยังทรงรู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหวภายใน “วังหลวง” ที่มีเจ้านายบางพระองค์ทรงเล่าถวายให้ทรงทราบอีกด้วย

เรื่องนี้ปรากฏในบทความ “พระราชศรัทธาในรัชกาลที่ ๓ กับพระราชวิจารณ์ในรัชกาลที่ ๔” โดย สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2566 ตอนหนึ่งว่า
ช่วงที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงพระผนวช ไม่มีใครไปมาหาสู่พระองค์อย่างเปิดเผย แม้ผู้สนิทชิดใกล้ยังต้องแอบไปเฝ้าในเวลากลางคืน
ในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงองค์พระนโรดม กรุงกัมพูชา ก็ยังทรงเท้าความหลังครั้งก่อนว่า
“คิดดูเถิดถึงการเมื่อเวลาปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวเธออยู่ในกรุงเทพฯ นี้ เปนอย่างไรกับข้าพเจ้า เธอก็ย่อมแจ้งใจอยู่ทุกประการ เมื่อคับใจแคบจิตรก็ย่อมไปมาหาสู่กันมืดๆ เวลา ๒ ยาม ๓ ยามมิใช่ฤา”
ไม่เพียงแต่ขุนนางหรือเจ้านายกัมพูชา ที่ต้องมาพบกันในเวลา 2 ยาม 3 ยาม แม้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่อย่าง กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ผู้เป็นพระปิตุลา ก็ยังต้อง “ลอบ” มาหา
ประเด็นนี้ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงบรรยายสภาพภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎในยามนั้นไว้ในพระนิพนธ์มหามกุฎราชคุณานุสรณ์ ว่า
“ฟ้าชีมีเมื่อกลุ้ม แกลรทม ทุรนรา
หวลกระถดลาพรตพรหม พร่ำเพ้อ
เถระบพิตร์กรม หมื่นนุชิต ชิดท่าน
เสด็จลอบปลอบประโลมง้อ รงับล้างหมางสมร”

ใช่เพียงเท่านี้ เพราะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ยังทรงส่งพระราชโอรส คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอมฤตย์ มาเป็นศิษย์ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎอีกด้วย นัยว่าเพื่อให้สอดส่อง
แต่พระองค์เจ้าอมฤตย์กลับทรงหันไปภักดีภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ จนการณ์กลายเป็นว่า ทรงนำเรื่องในวังหลวงมาเล่าถวายให้ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงทราบแทน
ในพระนิพนธ์เรื่องเดียวกันนี้ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงเล่าว่า
“ภราดิศรทรงฝากเจ้า อมฤตย์ ลูกท่าน
เป็นศิษย์เนาสนิธพฤติ – เหตุแว้ง
กลับสมัคภักดียึด ยิ่งชนก นะนาถรา
ทราบตรัสทูลรหัศแจ้ง พระฟ้าอาว์สงฆ์”
เมื่อภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 แล้ว ก็โปรดให้พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 พระองค์นั้นทรงกรมเป็น กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย ด้วยเหตุผลว่า “ประกอบด้วยพระปรีชารอบรู้ในราชกิจจานุกิจมิได้ทรงเกียจคร้าน และมีพระทัยรักใคร่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาช้านาน”
อย่างไรก็ดี ขณะทรงพระผนวช ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎไม่ได้ทรงทราบข่าวความเคลื่อนไหวในพระบรมมหาราชวังจากเจ้านายชั้นสูงเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ในพระราชหัตถเลขาถึง กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงกล่าวถึงคราวเมื่อยังเป็นภิกษุอยู่ ว่า (จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)
“ฉันคิดไปถึงการครั้งเมื่อฉันบวชอยู่นั้น เมื่อไปเที่ยวไกลๆ ถึงเมืองเหนือฤากลางทะเลห่างกรุงหลายวัน…คิดถึงแต่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นแลมากกว่าผู้อื่นสิ่งอื่น เปนความสัตย์จริง เพราะท่านเปนหัวใจแผ่นดิน ท่านเปนสุขสบายพระทัยอยู่แล้ว พวกพ้องแลที่อยู่ที่อาศรัยของฉัน ที่อยู่ในแผ่นดินของท่านก็จะเปนปรกติอยู่หมด
อนึ่งอยากจะฟังข่าวราชการแผ่นดิน ว่าเดี๋ยวนี้ในกรุงฤาในพระราชวังมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ท่านทรงโปรดปรานฤาขัดเคืองใครบ้าง เพราะสิ่งไรบ้าง การอะไรถ้อยความอะไรเกิดบ้างอยากทราบนัก คอยไถ่คอยถามเรือขึ้นเรือล่องแลคนที่จะเชื่อได้ไปจากกรุงไม่ขาด…
จนครั้งโน้นฉันจะมีที่ไปที่ข้างไหนหลายวันก็สั่งให้คนสามคน คือ พระยาอภัยรณฤทธิ์ ๑ พระนรินทรเสนี ๑ พระอินทรเดช ๑ ผลัดเปลี่ยนกันคอยฟังราชการส่งหนังสือข่าวไปถึงเนืองๆ…”
เป็นอันสิ้นสงสัยว่า ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงทราบความเป็นไปต่างๆ ในวังหลวงได้อย่างไร
อ่านเพิ่มเติม :
- รัชกาลที่ 4 ทรงเคยมี “พระเชษฐา” ร่วมพระราชมารดา?
- รัชกาลที่ 4 ทรงยกเลิกจิ้มก้อง เหตุล่าม (ตั้งใจ) แปลพลาด ทำจีนเข้าใจว่าไทยเป็นเมืองขึ้น
- เหตุใดรัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศพระบรมราชโองการ “ห้ามขายหมี่ให้พระ”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กันยายน 2568





