| ผู้เขียน | สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
เปิดพิกัด “หมี่ผัดร้านดัง” ที่ชาวบ้านยุคปลายรัชกาลที่ 5 นิยมกิน คือร้านใด?
“หมี่ผัด” เป็นอีกหนึ่งอาหารจานเด็ดที่นิยมกินกันมานับร้อยปี ปรากฏเป็นพระกระยาหารสำหรับพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงเป็นจานโปรดของชาวบ้านทั่วไป แล้วในยุคปลายรัชกาลที่ 5 มีหมี่ผัดร้านไหนบ้างที่ขึ้นชื่อ?
บทความ “จากโรงหมี่ถึงหมี่กรอบ : เครื่องเสวย ‘ของโปรด” ของพระปิยมหาราช’ โดย ศรัณย์ ทองปาน ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2568 เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า

“กาญจนาคพันธุ์” (ขุนวิจิตรมาตรา พ.ศ. 2440-2523) บันทึกความทรงจำเรื่องหมี่ผัดในวัยเด็ก ยุคปลายรัชกาลที่ 5 ไว้ในหนังสือ “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 และ “กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้” ว่า ยุคนั้นมีหมี่ผัด 2 เจ้า ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
หมี่ผัดร้านดังเจ้าแรกคือ “หมี่ตลาดพลู” ที่กาญจนาคพันธุ์บรรยายว่า
“ที่ตลาดพลูนี้มีของดีอีกอย่างหนึ่งคือหมี่ เรียกว่าหมี่ตลาดพลู มีชื่อเสียงนัก ข้าพเจ้าเคยไปดูเขาผัด ดูแล้วประหลาดใจ คือกระทะที่ผัดนั้นใหญ่เหลือเกิน ข้าพเจ้าเป็นเด็กโอบปากกระทะไม่รอบ
เวลาเขาผัดนั้น เส้นหมี่กับเครื่องลงไปอยู่ก้นกระทะนิดเดียว แทบไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะกระทะลึกมาก เสร็จแล้วเขาช้อนมาใส่กระทงใบตองขนาดกลาง ดูมากเหมือนกัน หมี่ตลาดพลูนี้เขาผัดไม่หยุดมือ เพราะรสดีมีคนติดกันทั่วไป”
ส่วนหมี่ผัดร้านดังอีกเจ้าคือ “หมี่วัดมหรรณพ์” (วัดมหรรณพาราม)
“ถัดจากที่ว่างริมถนนตะนาวไป เป็นห้องแถวไม้ราวสักสี่ห้าห้องก็จดเขตวัดมหรรณพ์ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับศาลเจ้าพ่อเสือ ห้องแถวไม้ห้องสุดเป็นร้านจีนผัดหมี่ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุด คือ ‘หมี่วัดมหรรณพ์’ เป็นคู่กับข้าวเหนียวแม่เจิม
สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กรู้สึกว่า ‘หมี่’ เป็นของขึ้นชื่อลือชาวิเศษที่สุด ยิ่งกว่าอาหารจีนใดๆ ทั้งสิ้น ดูจะเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงมานาน…เมื่อข้าพเจ้าอยู่คลองบางหลวง หมี่ตลาดพลูมีชื่อ มาอยู่ถนนตะนาว หมี่วัดมหรรณพ์มีชื่อ คนมาซื้อกันไม่ขาด หมี่สมัยนั้นทั้งที่ตลาดพลูและหมี่วัดมหรรณพ์ ผัดแล้วใส่กระทงใบตองเล็กๆ ไม่ใหญ่อะไรเลย แต่มีรสอร่อยที่สุด”
เมื่อหมี่ผัดถือเป็นอาหารระดับ “ขึ้นชื่อลือชาวิเศษที่สุด” และ “อร่อยที่สุด” ในพระนคร ดังที่กาญจนาคพันธุ์บรรยายไว้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อคราวงานแซยิด ฉลองพระชันษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 60 ปี เมื่อ พ.ศ. 2465 หนึ่งในอาหารที่พระองค์ประทานเลี้ยงก็คือ หมี่ตลาดพลู
ดังที่พระองค์ทรงเล่าไว้ใน “สาส์นสมเด็จ” เล่ม 1 ว่า “เมื่อหม่อมฉันซายิด เคยหาหมี่ตลาดพลูมาตั้งเตาผัดเลี้ยง ดูคนก็ชอบกันมาก”

“หมี่ผัด” ที่ว่า หน้าตาเป็นแบบไหน?
ชิต บุรทัต มหากวีแห่งยุค แต่ง “นิราศแมวคราว” ลงในนิตยสารศรีกรุง รายเดือน เล่ม 1 ตอน 8 เดือนเมษายน พ.ศ. 2457 อยู่ในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 ตอนหนึ่งกล่าวถึงอาหารยอดฮิตนี้ไว้ว่า
“แลในโรงกับข้าว ขายแกง
อั้งโล่ใส่ไฟแดง พัดซ้ำ
ผัดหมี่ฉี่ฉู่แรง ฤทธิ์ถ่าน
เส้นกรอบเกรียมไหม้ช้ำ ฉ่าเคล้าคลุกระคน
ถ่านร้อนรนเปรียบร้อน ใจเรียม ร้อนฤๅ
เส้นหมี่กรอบไหม้เกรียม นั่นแล้
พันร้อนหมื่นกรอบเทียม เทียบกับ
ร้อนราคเกรียมรักแม้ มาตรน้อยหนึ่งไฉน?”
ถอดความได้ว่า ในโรงขายกับข้าว พี่เห็นไฟในเตาอั้งโล่คุแดงด้วยแรงพัด เสียงผัดหมี่ดังฉู่ฉี่ ใจของพี่ร้อนรุ่มเหมือนถ่านในเตา ส่วนเส้นหมี่ที่กรอบเกรียมเปรียบได้กับความรักอันร้อนแรงของพี่
ศรัณย์ ผู้เขียนบทความ “จากโรงหมี่ถึงหมี่กรอบ : เครื่องเสวย ‘ของโปรด’ ของพระปิยมหาราช” บอกว่า หมี่ผัดที่กล่าวมานี้ต้อง “กรอบ” แน่นอน
ดังนั้น ผัดหมี่หรือหมี่ผัดคงเป็นสิ่งเดียวกับ “หมี่กรอบ” ในทุกวันนี้นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- เหตุใดรัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศพระบรมราชโองการ “ห้ามขายหมี่ให้พระ”
- “ผัดหมี่” พระกระยาหารโปรดในรัชกาลที่ 5 ถึงขั้นทรงมีเจ้าประจำ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 กันยายน 2568





