| ผู้เขียน | วิภา จิรภาไพศาล |
|---|---|
| เผยแพร่ |
“สาธารณรัฐประชาชนจีน” ที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ กับ “ไต้หวัน” (ชื่อทางการว่า สาธารณรัฐจีน) ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งแพ้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อ พ.ศ. 2492 จนต้องหนีจากแผ่นดินใหญ่ไปอยู่เกาะไต้หวัน แล้วสาเหตุที่แพ้คืออะไร
เรื่องดังกล่าวมีผู้วิเคราะห์ไว้ไม่น้อย หนึ่งในจำนวนนั้นคือ พระยาอภิบาลราชไมตรี (ต่อม บุนนาค) เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐจีน ประจำนานกิง คนสุดท้าย ที่วิเคราะห์เหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ในบันทึกของเขา ทำให้รู้ว่ารัฐบาลก๊กมินตั๋งแพ้เพราอะไร
หมดไฟ หมดศรัทธา
ปณิธานอันแน่วแน่ของพรรคก๊กมินตั๋ง คือ “การล้มราชวงศ์แมนจู” เมื่อภารกิจดังกล่าวลุล่วง ก็ไม่มีเรื่องอันใดที่ทำให้สมาชิกก๊กมินตั๋งรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันได้เช่นนั้นอีก หากที่ผ่านมาพรรคยังมั่นคงอยู่ได้ก็ด้วยศรัทธาต่อผู้นำอย่าง “ซุนยัตเซน”

ซุนยัตเซน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ผู้นำประเทศที่ชื่อเสียงไม่ด่างพร้อย ประชาชนเชื่อถือและยกย่องเป็น “รัฐบุรุษ” เมื่อเขาถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2468 ก็ไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ต้องตั้งคำถามว่า “ทำไมรวยผิดปกติ”
หากเจียงไคเชกที่ขึ้นมาเป็นผู้นำคนต่อมาก็ไม่ได้ใจประชาชนเท่า ทั้งชื่อเสียงก็มีแนวโน้มในทางไม่สุจริต และสนับสนุนพวกพ้อง ขณะที่มาดามเจียง (ซ่งเหม่ยหลิง) โดดเด่นไม่แพ้กัน ครั้งหนึ่งเธอเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อขอความช่วยเหลือในการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ แต่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเธอนำทรัพย์สินมีค่าออกนอกประเทศ เตรียมการให้ครอบครัวหลบหนี
พ.ศ. 2480 เมื่อเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 พรรคก๊กมินตั๋งจึงร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อรับศึกภายนอกประเทศ แต่ก็ไม่ไว้ใจกันเสียทีเดียว โดยพยายามรักษาความมั่นคงของพรรค ขณะที่สมาชิกบางส่วนกลับค้าขายกับญี่ปุ่น
ข้าราชการคอร์รับชั่น
ขณะที่ข้าราชการมีเงินเดือน แต่อัตราเงินเฟ้อรุนแรง รายได้ที่มีจึงไม่พอเลี้ยงครอบครัว บางคนจึงเลือกทำงานหารายได้เพิ่มเติม แต่จำนวนไม่น้อยก็เลือกหนทางสบายด้วยการ “รับสินบน” จากนักธุรกิจเอกชนชนิดที่ผู้รับผู้ให้ต่างไม่ละอายใจ
เรื่องราวดังกล่าวเป็นประเด็นร้อนบนหน้าหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนหลักเวลานั้น แต่ก็ตามมาด้วย “การอุ้มหาย” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ หรือมีคำสั่งปิดหนังสือพิมพ์, โรงพิมพ์
จากนั้นพ่อค้ากับนักธุรกิจที่แค่เกื้อกูลกัน ก็กลายเป็น “นายทุน” ร่วมกัน โดยเฉพาะข้าราชการชั้นสูง ข้าราชการที่ไม่โกงกินก็ถูกผลักให้เป็น “คนอื่น” ก่อนจะเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุด

ส่วนทหารรัฐบาลที่ต้องต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ ก็จำใจรบเพราะกลัวอำนาจผู้บังคับบัญชา เมื่อมีโอกาสก็หลบหนี เพราะรู้สึกว่าขณะที่ตนเสี่ยงชีวิตในสงคราม บรรดาผู้นำเอาแต่เสพสุข ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ตระหนักว่าความช่วยเหลือของตนไม่คุ้มค่า จึงตัดสินใจยุติความช่วยเหลือทั้งหมดในสิ้นปี 2491
หากพระยาอภิบาลราชไมตรี (ต่อม บุนนาค) วิเคราะห์และบันทึกเหตุที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งแพ้ว่า “…ไม่ได้แพ้เพราะขาดอาวุธยุทธภัณฑ์ แพ้เพราะไม่มีจิตต์ใจรบ จะให้ทหารมีจิตต์ใจรบอย่างไรได้ เพราะเขารู้ดีว่าเขาสละชีวิตเพื่อพรรคไม่ใช่เพื่อชาติ..”
อ่านเพิ่มเติม :
- “ทูตไทย” คนสุดท้ายที่สาธารณรัฐจีน ทำไมเป็นข้าราชการอายุ 64 ปี
- “เจียงไคเชก” ปฎิเสธตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” เพราะไม่มีอำนาจที่แท้จริง
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
พระยาอภิบาลราชไมตรี (ต่อม บุนนาค). รายงานเกี่ยวด้วยสถานการณ์บางประการในกรุงนานกิง ของ พระยาอภิบาลราชไมตรี (ต่อม บุนนาค) เอกอัครราชทูต ณ กรุงนานกิง พ.ศ. 2492 พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงอภิบาลราชไมตรี (รื่น บุนนาค) ณ เมรุวัดธาตุทอง วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2518.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 พฤษภาคม 2568





