เหตุวิวาท “นักเรียนผู้ดีกับนักเรียนไพร่” สมัยรัชกาลที่ 5 ครูฝรั่งตัดสินอย่างไร?

ซามูเอล แมคฟาร์แลนด์ หรือ “หมอแมคฟาร์แลนด์” (ภาพ : Wikimedia Commons)

สมัยรัชกาลที่ 5 มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษกว้างขวางขึ้นกว่าสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเปิดกว้างให้บุตรเจ้านาย ขุนนาง และสามัญชนมาเรียน เพื่อป้อนคนเข้าสู่ระบบราชการ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะพระราชโอรส พระราชธิดา และเจ้านายฝ่ายในในพระบรมมหาราชวังเท่านั้น แต่การเรียนร่วมกันระหว่าง “นักเรียนผู้ดีกับนักเรียนไพร่” สมัยรัชกาลที่ 5 กลับเกิดการทะเลาะวิวาท สุดท้ายลงเอยอย่างไร?

ห้องเรียน สมัย รัชกาลที่ 5 นักเรียนผู้ดี
บรรยากาศในห้องเรียนที่จัดการศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5

โรงเรียนสวนนันทอุทยาน โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษยุคบุกเบิก

ดร. อาวุธ ธีระเอก เล่าในหนังสือ “ภาษาเจ้า ภาษานาย การเมืองเบื้องหลังการศึกษาภาษาอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ ๕” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า

การตั้ง โรงเรียนสวนนันทอุทยาน เป็นการจัดการศึกษาภาษาอังกฤษเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากโรงเรียนในพระบรมมหาราชวัง รัฐบาลทำสัญญาจ้าง ซามูเอล แมคฟาร์แลนด์ หรือ “หมอแมคฟาร์แลนด์” อดีตมิชชันนารีนิกายเพรสไบทีเรียนชาวอเมริกัน ที่ทำงานเผยแผ่ศาสนาและตั้งโรงเรียนสอนหนังสือที่เมืองเพชรบุรีตั้งแต่ พ.ศ. 2404 ให้เข้ามาบริหารโรงเรียนภาษาอังกฤษ ในบริเวณ พระราชวังนันทอุทยาน ฝั่งธนบุรี ทำสัญญากันครั้งแรก 5 ปี

โรงเรียนสวนนันทอุทยาน หรือที่มักเรียกกันว่า “สวนอนันต์” เริ่มเปิดการสอนในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2421

เหตุที่รัชกาลที่ 5 ทรงจ้างแมคฟาร์แลนด์ มาจากการที่ได้ทรงอ่านจดหมายเปิดผนึกของแมคฟาร์แลนด์ ลงวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2420 ที่เชิญชวนให้ชาวอเมริกันร่วมกันบริจาคเงินตั้งวิทยาลัย (college) ให้เด็กนักเรียนที่กรุงเทพฯ

เมื่อแมคฟาร์แลนด์เดินทางจากเพชรบุรีเข้ามากรุงเทพฯ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2420 พระองค์จึงทรงให้ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ราชเลขานุการ แจ้งให้แมคฟาร์แลนด์ทราบว่า พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะจัดโรงเรียนในลักษณะดังกล่าว และต้องการให้แมคฟาร์แลนด์เข้ารับผิดชอบจัดการ

หลังจากไตร่ตรองอยู่สักพัก แมคฟาร์แลนด์ก็ตัดสินใจยุติงานมิชชันนารี แล้วรับงานบริหารโรงเรียน ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการโรงเรียนจำนวน 8 คน

เหตุวิวาท “นักเรียนผู้ดีกับนักเรียนไพร่”

ดร. อาวุธ เล่าในหนังสือว่า การจัดการศึกษาในครั้งนี้มีความในหนังสือสัญญาว่าประสงค์ให้ผู้เรียน “ได้ความรู้หนังสือไทย์ ตลอดจน ทั้งลายมือให้ใช้การเสมียนอย่างดีได้จริงๆ แลให้รู้หนังสือแลภาษาอังกฤษเขียนอ่านแปลใช้ราชการได้ดี แลให้รู้เลขแลวิชาต่างๆ บ้างตามสมควรแก่สติปัญญาของเด็ก”

ส่วนผู้เรียนนั้น “กอมมิตตีจะจัดเด็กมาให้เปนนักเรียนหลวง ๕๐ คน ประจำอยู่ในโรงเรียนเสมอ ให้ศึกษาเล่าเรียนวิชากว่าจะครบ ๕ ปี”

ในรายชื่อนักเรียนแรกเข้าพบว่า นักเรียนหลวงทั้งหมดเป็นสมาชิกราชนิกุลและบุตรขุนนาง

การจัดการศึกษาของโรงเรียนสวนนันทอุทยานจึงต้องการให้ผู้เรียนที่เป็นบุตร “ผู้ดี” ได้มีความรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการอ่าน การเขียน และการแปล พอที่จะรับราชการได้ โดยกอมมิตตีจะดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อาคารเรียน นักเรียนผู้ดี
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ในภาพเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพ : Wikimedia Commons)

ถึงอย่างนั้น ในหนังสือสัญญามีข้อความระบุด้วยว่า “ถ้ามีบุตรข้าราชการ หรือบุตรราษฎรพลเรือนแลบุตรของคนต่างประเทศ สมักมาเรียนในโรงสกูลหลวง บิดามารดาเอามาฝากให้อยู่ประจำก็ดี ให้มาเรียนเปนเวลาก็ดี หมอแม็กฟารแลนด์ผู้เปนอาจารย์ใหญ่ยอมรับเด็กเหล่านี้ไว้ สอนได้อีก ๑๐ นอกจากเด็กนักเรียน ๕๐ คนที่กำหนดไว้” ซึ่งกอมมิตตีจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของนักเรียนกลุ่มนี้ด้วย

เรื่องที่จะให้รับนักเรียนอื่นรวมถึงบุตรราษฎรเข้าเรียนร่วมกับนักเรียนหลวง ซึ่งถือว่าเป็น “นักเรียนผู้ดี” นั้น ไม่เคยปรากฏในแผนการจัดการศึกษาของรัฐมาก่อน โดยเฉพาะโรงเรียนภาษาอังกฤษ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าข้อเสนอดังกลาวมาจากแมคฟาร์แลนด์

ในเอกสารต้นฉบับประวัติโรงเรียน แมคฟาร์แลนด์กล่าวถึงวัตถุประสงค์แต่แรกเริ่มว่า ต้องการนำบุตรจากทุกชนชั้นให้มาเรียนรวมกัน และให้ได้รับการสั่งสอนดูแลจากครูอย่างเสมอภาคทั่วหน้ากัน ไม่ว่าจะบุตรเจ้านาย ขุนนาง หรือสามัญชน

อย่างไรก็ตาม การเรียนรวมกันระหว่างผู้ดีกับไพร่ ก็นำสู่เหตุวุ่นวายครั้งสำคัญที่ทำให้โรงเรียนเกือบต้องปิดตัวลงตั้งแต่ยังไม่พ้นปีแรก

นั่นเพราะเกิดเหตุวิวาทชกต่อยกันในคืนหนึ่ง ระหว่าง “นักเรียนเจ้านาย” กับ “นักเรียนสามัญชน” เมื่อแมคฟาร์แลนด์ทราบเรื่องก็ให้คำตอบเพียงว่าให้แยกย้ายไปพักผ่อนก่อน แล้วจะชำระความให้ในเช้าวันรุ่งขึ้น

นักเรียนเจ้านายและพรรคพวกที่ไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับ จึงไปหาครูใหญ่แผนกภาษาไทย ซึ่งไม่ได้ห้ามปราม แต่กลับให้ท้ายฝ่ายนักเรียนเจ้านาย จนนักเรียนเหล่านี้หนีออกจากโรงเรียนในคืนนั้น ทำให้แมคฟาร์แลนด์จำเป็นต้องไล่นักเรียนสามัญชนออกจากโรงเรียนทันที และขอให้คณะกรรมการโรงเรียนช่วยไกล่เกลี่ย

ท้ายที่สุดนักเรียนผู้ดีก็ทยอยกลับมาเข้าเรียน และการวิวาทระหว่างนักเรียนต่างชนชั้นในลักษณะนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีก

“บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงเป็นดังที่แมคฟาร์แลนด์กล่าวว่านักเรียนต่างชนชั้นดูมีเอกภาพกันดีในชั้นเรียน แต่เมื่ออยู่นอกห้องเรียนพวกเขาก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างกันทางฐานันดรด้วย” ดร. อาวุธ ระบุ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

ดร. อาวุธ ธีระเอก. ภาษาเจ้า ภาษานาย การเมืองเบื้องหลังการศึกษาภาษาอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ ๕. กรุงเทพฯ: มติชน, 2560.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 เมษายน 2568