ทำไม “คนสระบุรี” อู้กำเมือง, กินข้าวนึ่ง ฯลฯ เหมือนคนล้านนา ?

คนสระบุรี
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสมุหประดิษฐาราม ต.สวนดอกไม้ อ.เสาไห้ แสดงอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมชาวไทยวน ตอนบนของภาพจะเห็นเด็กสวมว่อม (หมวก), มีถง(ย่าม) วางอยู่, แม่หญิงไว้ผมยาว สวมลายซิ่นปลายขวางตีนซิ่นสีแดง ซึ่งเป็นเอกลัษณ์ของไทยวน (ภาพถ่ายโดย ยุทธวงษ์ วงษ์ทอง)

ทำไม “คนสระบุรี” อู้กำเมือง, กินข้าวนึ่ง ฯลฯ เหมือนคนล้านนา ?

จังหวัดสระบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศ แต่ทำไม “คนสระบุรี” ในหลายอำเภอ กลับมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา, อาหาร, การแต่งกาย ฯลฯ เช่นเดียวกับคนล้านนาทางภาคเหนือ

คนสระบุรี กลุ่มดังกล่าวนี้เรียกตัวเองว่า “คนไทยวน” 

คนสระบุรี
ลูกหลานชาวไทยวน สระบุรี ในงานบุญกฐิน ตามไทยวน  (ภาพจาก Facebook เพจ หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี )

คนไทยวน สระบุรี มาจากไหน

แรกเริ่มชุมชนไทยวนก่อตั้งบริเวณเมืองเชียงแสน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 มี ต่อมาได้ย้ายมาสร้าง “เมืองโยนก” ซึ่งเป็นที่มาของชนชาวไทยวน ภายหลังเมื่อเมืองโยนกล่มสลายจากภัยพิบัติ ผู้คนเคลื่อนย้ายลงทางใต้สู่ที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน สร้างเมืองใหม่คือ “อาณาจักรล้านนา”

ส่วนการอพยพชาวไทยวน (ล้านนา) มาตั้งอยู่ที่เมืองสระบุรีนั้น เกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลังจากตีเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว โปรดให้กวาดต้อนครอบครัวชาวเชียงใหม่ลงมาที่กรุงศรีอยุธยา ส่วนหนึ่งได้ส่งไปอยู่ที่ลพบุรี รวมทั้งสระบุรี ดังความในพระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน ว่า

“…แลได้เมืองเชียงใหม่ในเพลารุ่งขึ้นวันนั้น แล้วก็ไล่จับพญาแสนหลวงเจ้าเมือง แลบุตรภรรยาญาติวงษได้สิ้น แลได้ครัวตัวแสนท้าวพญาเสนาบดีทังหลาย แลครอบครัวอพยพชาวเมืองทังปวงเปนอันมาก ได้ช้างม้าเครื่องสาตราวุทธปืนใหญ่ปืนน้อยแลสิ่งของต่างๆ ก็มาก แล้วก็คุมครอบครัวส่งออกไปยังค่ายหลวงสิ้น

…แลเสดจ์ประทับยับยั้งอยู่ที่นั้นประมาณสิบห้าเวนกว่าหัวเมืองจะสงบก็ส่งไปบ้านเมือง แลหัวเมืองทังหลายซึ่งขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เปนปรกติแล้ว จึ่งเลีกทับหลวงกวาดเอาครอบครัวลาวชะเลยทังหลายที่ตีได้นั้น เสดจ์พระราชดำเนีรกลับมาโดยทางสวรรคโลก ก็เสดจ์มาประทับแรมอยู่ ณ เมืองศุขโขไท สิบห้าวัน…”

ชาวไทยวนที่อพยพมาในครั้งนี้นั้นน่าจะอาศัยอยู่ในบริเวณพระนครศรีอยุธยา รวมถึงจังหวัดลพบุรี และที่สระบุรีด้วย

จากเชียงแสน ถึงสระบุรี

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสน เมื่อตีเมืองเชียงแสนแตกแล้ว ได้มีการอพยพผู้คนจากเมืองเชียงแสนลงมาอยู่ที่เมืองสระบุรีและเมืองราชบุรี (คูบัว) เมื่อ พ.ศ. 2347 ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ว่า

“…กองทัพกวาดได้ครอบครัว 23,000 เศษ รื้อกำแพงเผาบ้านเมืองเสีย แล้วแบ่งปันครอบครัวกันเป็น 5 ส่วน ให้ไปแก่เมืองเชียงใหม่ ส่วน 1 เมืองนครลำปาง ส่วน 1 เมืองน่าน ส่วน 1 เมืองเวียงจัน ส่วน 1 อีกส่วนหนึ่งถวายลงมา ณ กรุงเทพฯ โปรดให้ตั้งบ้านอยู่เมืองสระบุรีบ้าง แบ่งไปอยู่เมืองราชบุรีบ้าง…”

ชาวเชียงแสนที่อพยพมาครั้งรัชกาลที่ 1 ตั้งถิ่นฐานอยู่ทุกอำเภอในจังหวัดสระบุรี ยกเว้นอำเภอหนองโดน และอำเภอดอนพุด

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าชาวเชียงแสนที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 1 มีหัวหน้าชื่อปู่คัมภีระ มาตั้งบ้านเรือนที่บ้านไผ่ล้อม ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยารัตนกาศ (คัมภีระ) เจ้าเมืองสระบุรี

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “คนสระบุรี” อู้กำเมือง, กินข้าวนึ่ง ฯลฯ เหมือนกับคนล้านนา

คนสระบุรี
ป้ายทางเข้า “หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี” เขียนด้วยอักษรล้านนา (ภาพจาก Facebook เพจ หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี )

อนึ่ง ปัจจุบันลูกหลานไทยวน สระบุรี มีการรวมตัวกันในนาม “หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยยวน สระบุรี” ที่ก่อตั้งโดยออาจารย์ทรงชัย วรรณกุล เพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญา วัฒนธรรม ชาติพันธ์ไทยยวนสระบุรี และมีฝึกอบรมให้แก่เยาวชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

อัสรี อาหาะมะ. “ไทยวน” ใน https://ethnicity.sac.or.th/ 

ศานติ ภักดีคำ. “บทที่ 10 เมืองสระบุรีเมืองสำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๔” ใน, ประวัติศาสตร์เมืองสระบุรี จากศรีทวารวดี สู่ ศรีรัตนโกสินทร์. สุทธิพงษ์ จุลเจริญ และ วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, เจ้าของลิขสิทธิ์และจัดทำ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มติชน, 2567


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 ธันวาคม 2567