“พระเทียรราชา” ตำนานเจ้านาย-พระเจ้าแผ่นดิน ผู้ “บวชลี้ภัย” ถึง 2 รอบ

ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) ภาพกรุงศรีอยุธยา ภาพยูเดีย พระเทียรราชา บวชลี้ภัย
ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

“พระเทียรราชา” (บ้างสะกด พระเฑียรราชา) หรือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ลำดับที่ 15 (พ.ศ. 2091-2111) เป็นเชื้อพระวงศ์ในสมเด็จพระไชยราชาธิราช แม้พระองค์ได้รับการขนานพระนามว่า “พระเจ้าช้างเผือก” เนื่องจากทรงมีช้างเผือกหรือช้างมงคลคู่บารมีอยู่หลายช้าง แต่พระองค์กลับเป็นบุคคลที่ต้อง “บวชลี้ภัย” ทางการเมืองถึง 2 รอบ

ทำไมพระเทียรราชาต้อง “บวช” ครั้งแล้วครั้งเล่า พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเล่าถึงสภาวการณ์ทางการเมืองที่บีบให้พระองค์หันไปพึ่งร่มผ้ากาสาวพัสตร์ถึง 2 หนในพระชนมชีพไว้ ดังนี้

ครั้งที่ 1 บวชลี้ภัยสมัยสมเด็จพระยอดฟ้า

สมเด็จพระยอดฟ้า เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระไชยราชาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์ ได้เสวยราชสมบัติ สืบต่อจากพระราชบิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ (พระชนมายุ 11 พรรษา) เมื่อ พ.ศ. 2089 โดยมีพระราชมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน

พงศาวดารบรรยายว่า “ครั้นถวายพระเพลิงพระชัยราชาธิราชเจ้าเสร็จแล้ว ฝ่ายพระเทียรราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้านั้น จึงดำริว่า ครั้นจะอยู่ในฆราวาส บัดนี้เห็นภัยจะบังเกิดมีเป็นมั่นคงไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระพุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหัต จะเป็นที่พึ่งพำนักพ้นภัยอุปัทวันตราย”

ดำริดังนั้นแล้ว พระเทียรราชาก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดราชประดิษฐาน เพื่อลี้ภัยการเมืองจากฝ่าย “แม่หยัว” ท้าวศรีสุดาจันทร์

ท้าวศรีสุดาจันทร์ ชะตากรรมพระศรีศิลป์
ท้าวศรีสุดาจันทร์ (ภาพ : ละครแม่หยัว ช่อง ONE31)

กระทั่งภายหลังเกิดการโค่นอำนาจท้าวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาธิราช “คนรัก” ที่พระนางผลักดันให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ต่อจากพระยอดฟ้า “ขุนพิเรนทรเทพ” ผู้นำก่อการพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงได้อัญเชิญภิกษุพระเทียรราชาให้ลาผนวชมาเถลิงราชสมบัติ “ทรงพระนาม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า”

ครั้งที่ 2 มอบอำนาจพระราชโอรสต่อกรพระเจ้าสิบทิศ

เมื่อ พระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี หรือ “พระเจ้าสิบทิศ” ได้ขยายอำนาจจากศูนย์กลางในลุ่มน้ำอิรวดีมายังอาณาจักรอยุธยา ความยิ่งใหญ่ของพม่าในยุคนั้น ทำให้หัวเมืองเหนือของอยุธยาไม่สามารถต้านทานอำนาจได้ พระมหาธรรมราชา (ขุนพิเรนทรเทพ) เจ้าเมืองพิษณุโลก และผู้กำกับดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงก็พลอยตกอยู่ใต้อิทธิพลของกรุงหงสาวดีไปด้วย

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงออกผนวช และให้พระราชโอรส คือ สมเด็จพระมหินทราธิราช ดูแลราชการแผ่นดินแทน ดังพงศาวดารเล่าว่า “ถึง ณ วันเดือน ๘ ปีขาลฉอศก (จ.ศ.๙๑๖ พ.ศ. ๒๐๙๗) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกก็เสด็จทรงผนวช ข้าราชการก็บวชโดยเสด็จเป็นอันมาก”

สมเด็จพระมหินทราธิราชสำเร็จราชการอยู่ได้ไม่ถึงขวบปี ก็พยายามอัญเชิญพระราชบิดาให้ทรงสึกกลับมาครองราชสมบัติอีกหน เพราะสถานการณ์ข้างพม่ายังไม่มีทีท่าว่าจะสงบเรียบร้อยได้ง่าย ๆ

ครั้นพระองค์ลาผนวชกลับมา ได้ออกว่าราชการบัญชาการปกป้องพระนครในสงครามกับกรุงหงสาวดี จนทรงพระประชวรหนักอยู่ได้ราว 24 วัน ก็เสด็จสวรรคต

อย่างไรก็ตาม ความพยายามถ่ายโอนอำนาจให้สมเด็จพระมหินทราธิราชไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงปรารถนา เพราะกลับยิ่งสร้างความระหองระแหงระหว่างหัวเมืองเหนือกับกรุงศรีอยุธยาให้ร้าวลึกยิ่งขึ้นไปอีก เป็นผลให้พระมหาธรรมราชาพาหัวเมืองเหนือไปเข้าร่วมกับพม่าอย่างเต็มตัว แถมยังช่วยพระเจ้าบุเรงนองในสงครามกับกรุงศรีอยุธยา จนนำไปสู่เหตุการณ์เสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2112

อนุสาวรีย์บุเรงนอง หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของพม่า ฉากหลังเป็นทางเข้าพระธาตุชเวมอดอ ในเมืองพะโค หรือ หงสาวดี
(ซ้าย) อนุสาวรีย์บุเรงนอง หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของพม่า (By Phyo WP) ฉากหลังเป็นทางเข้าพระธาตุชเวมอดอ ในเมืองพะโค หรือ หงสาวดี (AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์. (2512). ประชุมพงศาวดาร เล่ม 38 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 64) พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา. (ออนไลน์)


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2567