เปิดสภาพ “โรงพยาบาลคนเสียจริต” ในสยาม เมื่อ 100 กว่าปีก่อน มีทั้งติดลูกกรง ห้องใส่โซ่

โรงพยาบาลคนเสียจริต
โรงพยาบาลคนเสียจริต (ภาพจากเพจ หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ)

ปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจของสังคมไทยที่มีต่อผู้มีภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจมีมากขึ้น แต่ถ้าย้อนไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ในยุคที่สยามเพิ่งเปิดรับองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านนี้จากโลกตะวันตก สยามมีการดูแลคนไข้ในโรงพยาบาลคนเสียจริตอย่างไร?

จุดกำเนิด “โรงพยาบาลคนเสียจริต” ในสยาม

บุณฑริกา พวงคำ เล่าประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ “นารีวิปลาส ตัวตนผู้หญิง(ประหลาด)ในรัฐจิตเวชสมัยใหม่” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า

โรงพยาบาลสำหรับดูแลคนเสียจริตแห่งแรกในสยาม จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 โดยใช้ตึกเก๋งจีนบ้านพระยาภักดีภัทรากร (เจ้าสัวเกงซัว) ที่ปากคลองสาน ดัดแปลงเป็นโรงพยาบาล

การก่อตั้งโรงพยาบาลนี้เป็นเหมือนการประกาศตัวเข้าสู่ยุคแรกของงานด้านการเจ็บป่วยทางจิตใจในสังคมสยาม ที่เชื่อมกับความเป็นวิทยาศาสตร์การแพทย์

โรงพยาบาลดังกล่าวทำงานในฐานะตัวแทนการจัดการ “ความบ้า” ของรัฐที่ศิวิไลซ์ ผ่านวิธีคิดการจัดระเบียบสยามให้เป็นเมืองที่มีความระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน และมีอารยะ สมกับเป็นรัฐสมัยใหม่ ส่งผลให้ภาพของความบ้าเป็นเรื่องของความอับอายและการสร้างความเดือดร้อน

ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงจำเป็นต้องคัดแยกกลุ่มผู้มีอาการเจ็บป่วยทางจิตออกจากพื้นที่ปกติ เพื่อให้นโยบายการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยเดินหน้าต่อไปได้

โรงพยาบาลคนเสียจริต โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
การรักษาพยาบาลผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ดูแลคนเสียจริตแห่งใหม่ (คือโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน) ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยตามอย่างตะวันตก

เปิดวิธีดูแลคนไข้

แม้ความรู้ทางจิตเวชจากตะวันตกเข้ามาในสยามแล้ว ทั้งยังมีการสร้างโรงพยาบาลตามแบบตะวันตก แต่การจัดการภายในโรงพยาบาลยังห่างไกลจากคำว่าทันสมัยตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์มากนัก อาจเพราะยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมขณะนั้น ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

ฮิวจ์ แคมป์เบลล์ ไฮเอต (Huge Campbell Highet) หัวหน้ากองแพทย์สุขาภิบาล กล่าวถึงโรงพยาบาลที่ดูแลคนเสียจริตของสยามว่า มีลักษณะเป็นสถานกักกันคนเสียจริต

ห้องขังของคนเสียจริตทุกห้องติดลูกกรงไว้ เพื่อป้องกันคนไข้หนี และมีห้องสำหรับใส่โซ่หรือจำขื่อคนเสียจริตที่ร้ายแรง หรือมีอาการคลั่งอย่างรุนแรง

เมื่อประกอบเข้ากับลักษณะห้องที่ “ทึบไม่โปร่ง กับทั้งเก่าแลชื้นด้วยลมพัดตลอดไม่พอ” จึงกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคต่างๆ แม้จะมีการทำความสะอาดหรือซ่อมแซมอยู่บ่อยครั้ง ก็ยังเกิดการระบาดของโรคบวมชาหรือโรคเบรีเบรี วัณโรคภายใน อุจจาระธาตุหรือโรคบิดในกลุ่มคนเสียจริตอยู่เป็นประจำ

“การปฏิบัติและการจัดการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเพียงพอต่อคนไข้ยังทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนเสียจริตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่เมื่อเริ่มเปิดโรงพยาบาลใหม่ๆ” บุณฑริการะบุในหนังสือ

โรงพยาบาลคนเสียจริต โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
คลองหน้าโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา

ลงโทษด้วยความรุนแรง

ทศวรรษต้นๆ ของการก่อตั้งโรงพยาบาล การดูแลคนไข้ยังเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการลงโทษคนไข้เกินความจำเป็นอยู่หลายครั้ง

ในรายงานสารวัตรตรวจโรงพยาบาลเสียจริต พ.ศ. 2446 แม้จะมีการห้ามไม่ให้พยาบาลตีหรือทำโทษคนไข้ แต่ก็อนุโลมให้มีการพกไม้เรียวขนาดเท่าดินสอฝรั่งติดมือไว้ หรืออาจถือกระบองอันโตที่เป็นอาวุธอยู่แทนเสมอ เผื่อว่า “คนเสียจริตคนใดดื้อไม่ฟังบังคับก็ควรตีด้วยไม้เรียวบ้างพอเข็ดหลาบ” หรือถือไม้โตหรือไม้ตะพดติดตัวไว้ เพื่อใช้ขู่ให้คนเสียจริตกลัว

แม้ว่าเอกสารราชการของสยามจะกล่าวว่า ไม่ได้ทำร้ายหรือทุบตีคนเสียจริต แต่ปรากฏหลักฐานการปฏิบัติต่อคนไข้ในลักษณะรุนแรงจนกลายเป็นแผลฟกช้ำ เช่น มีรายงานที่ปรากฏเนื้อความกล่าวถึงชาวจีนเสียจริตรายหนึ่งซึ่งเป็นแผลพุพองที่ต้นขา และมีรอยถูกตีตามขาช้ำเขียวหลายแห่ง อันเกิดจากการถูกไม้กระทุ้งซ้ำจนแผลเน่า หรือมีการทำร้ายร่างกายคนเสียจริตจนเกิดเป็นคดีความขึ้น

การบริหารจัดการโรงพยาบาล และการดูแลคนเสียจริตมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างโรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งใหม่ขึ้น (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา) และสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2455 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้รับอิทธิพลด้านการวางผังก่อสร้าง และการจัดการรักษาคนป่วยแบบทันสมัยตามแบบตะวันตกจากสิงคโปร์และชวา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

บุณฑริกา พวงคำ. นารีวิปลาส ตัวตนผู้หญิง(ประหลาด)ในรัฐจิตเวชสมัยใหม่. กรุงเทพฯ : มติชน, 2567.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 สิงหาคม 2567