วิธีตรวจคนเสียจริต ของหมอไทยสมัยรัชกาลที่ 5

คนเสียจริตหรือผู้ป่วยโรคจิตที่รอตรวจวินิจฉัยอาการ

การตรวจคนเสียจริต ของหมอไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ล้ำหน้าหมอฝรั่ง

ในเอกสารกลุ่มสาธารณสุข สมัยรัชกาลที่ 5 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หจช.ร.5 สธ.8.7/9) ระบุถึงวิธีตรวจคนเสียจริตหรือผู้ป่วยโรคจิตไว้อย่างน่าสนใจ คล้ายๆ จะล้ำหน้าฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่สมัยนั้นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริตเป็นฝรั่งชาติอังกฤษ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงจ้างมาดูแลการสาธารณสุขด้วยราคาแพงมาก ชื่อ ดร. เอ็ม. คาธิวส์ (M. Cathews)

วิธีตรวจคนเสียจริตที่ว่านี้จัดทำขึ้นโดยนายคล้อย นายแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลคนเสียจริต ซึ่งเป็นเก๋งจีนอยู่ใกล้ปากคลองสาน ข้างป้อมป้องปัจจามิตร ปัจจุบันคล้ายเป็นบริเวณแฟลตตำรวจ สน. สมเด็จเจ้าพระยา

นายคล้อย เป็นผู้สำเร็จวิชาแพทย์จากสำนักพระประสิทธิ์วิทยา (สอน) ในสมัยนั้นมีสำนักสอนแพทย์ที่มีชื่อเสียงใกล้เคียงกันอีก ๒ สำนัก คือ สำนักพระประสิทธิ์วิทยา (หนู) และสำนักพระยาพิศณุประสาตรเวช

ตำราวิธีตรวจคนเสียจริตของนายคล้อย นายแพทย์ใหญ่มีสาระคล้ายๆ การจำแนกโรคจิตเวชขององค์การอนามัยโลก (ICD) และการจำแนกโรคจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (DSM) ในปัจจุบัน นัยว่าทันสมัยมาก เพียงแต่นายคล้อยจำแนกผู้ป่วยโรคจิตออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ (เรียกว่า 8 ภาคย์) ทั้งนี้เพื่อรายงานกราบทูลอธิบดีกรมพยาบาล (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวิวิธวรรณปรีชา)

บางทีวิธีตรวจของนายคล้อยน่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกมาก เสียดายที่ยังมิได้พบตรงนั้น

วิธีตรวจคนเสียจริต ตามตำราของนายคล้อยเป็นดังนี้

ภาคย์ 1 เสียจริตเพื่อลมบาทจิตรนั้น มีอาการดังนี้คือ นอนไม่หลับ รับประทานไม่ได้ ประมาณ 14 ถึง 15 วัน อุจจาระผูกจัด ลมในกอง

หัทไทยฟุ้งซ่านพัดขึ้นตลอดถึงเส้นประสาท เข้าเวลาไหน ทำให้ในตามัวใส เวลานั้นนึกสิ่งใดก็ให้เพ้อคลั่งดุร้าย ถึงสิ่งนั้นเป็นครั้งคราว ถ้าเป็นในหกเดือนลงมารักษาหายได้เป็นครั้งคราว ถ้าหกเดือนขึ้นไปที่จะให้หายนั้นยากนัก

ภาคย์ 2 เสียจริตเพื่อลมกระทบดวงนั้น มีอาการให้เท้าเย็นนอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้แต่อุจจาระผูก เป็นพรรดึก 3 วัน 4 วัน อุจจาระไปครั้งหนึ่ง ให้ในตาขุ่นมัว ลมอุททังคะมาวาตพัดขึ้นจับหัวใจ ทำให้ใจลอยสติเผลอให้เพ้อคลั่ง ที่กลัวก็กลัวที่สุด ที่กล้าก็กล้าเหลือเกิน เป็นยังน้อยเวลาก็รักษาหาย ถ้าเป็นช้าเวลาไปรักษาไม่หาย

ภาคย์ 3 เสียจริตเพื่อลมสมุนาและอำมพฤกนั้น เกิดด้วยลมเดินตามเส้น มีอาการให้นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ใคร่จะได้ให้คลื่นเหียน เวลาที่จะเป็นนั้นให้ในตาขุ่นมัว ให้เท้าเย็น ถึงศีศะเข้า แล้วเป็นลมซู่ขึ้นมาจากเท้าทั้งสองข้าง ขึ้นตามเส้นปัตฆาตตลอดถึงศีศะจับเส้นประสาท ถ้าลมออกทางหูก็ได้ยินเสียงเป็นคนมาร้องเรียกหรือได้ยินเสียงต่างๆ ถ้าลมออกทางในตาก็ให้เห็นเป็นเทวดาและพระอินทร ผีสางต่างๆ ถ้าจะรักษาหายได้เป็นครั้งคราว

ภาคย์ 4 เสียจริตเพื่อดีนั้น มีอาการให้ผิวตัวเหลืองๆ ถึงในตาขาว แต่ลูกตานั้นเขียวไส ตัวร้อนจัด มีเหงื่อออกมาก เหงื่อนั้นเหนียวเป็นยางมะตูม อุจจาระผูกเป็นพรรดึก ปัสสาวะสีเหลืองบางทีก็แดง เพ้อคลั่งจนไม่รู้สึกเจ็บ 9 วัน 11 วัน ดีแตกตาย ถ้าตัวไม่ร้อน เหงื่อมีเล็กน้อย เพ้อคลั่งพอรู้สึกเจ็บ รักษาหาย

ภาคย์ 5 เสียจริตเพื่อโลหิตนั้นมีสามดวง คือ ดวงหนึ่งเรียกว่าโลหิตตกหมกท้อง แล้วกลายเป็นโลหิตแห้ง ครั้งถึงฤดูจะมีมาก็ไม่มีถึง 3 เดือน 4 เดือน แล้วลมอุททังคะมาวาตพัดโลหิตฟุ้งขึ้นเบื้องบนถึงเส้นประสาท ทำให้หน้าดำขอบตาเขียวนอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ใคร่จะได้ ให้เพ้อคลั่งตนไม่รู้สึกอาย ถ้าเป็นปีหนึ่งลงมารักษาหาย โลหิตกองหนึ่งจวนจะมีฤดูให้ขอบตาเขียว เพ้อคลั่งไม่ได้สติ ต่อมีฤดูออกมาแล้วค่อยหายคลั่งไป โลหิตกองนี้เกิดจากขั้วหัวใจรักษาหายยากนัก อีกกองหนึ่งจวนจะมีฤดูให้ขอบตาเขียว ให้หัวเราะบ้างร้องไห้บ้าง บางทีให้ร้องรำทำเพลงเต้นโลดต่างๆ โลหิตกองนี้เกิดจากขั้วดีรักษาหาย

ภาคย์ 6 เสียจริตเพื่อสูบกัญชานั้น คนที่สูบกัญชาถึงสิบปี ไม่เสียจริตก็มี โดยมากที่สูบกันได้หนึ่งเดือนสองเดือน ที่เสียจริตไปนั้นก็มี เพราะเสียจริตเพื่อกัญชา มีคนแกล้งจะให้ผู้นั้นเป็นคนเสียจริตจึงจะเสียจริตไปได้ การที่จะแกล้งกันคือเมื่อเวลาหั่นกัญชาแล้ว เอาขี้หูแลขี้นกพิราบใส่ด้วย แล้วให้ผู้นั้นสูบเข้าไปแล้วมีอาการให้เพ้อคลั่งต่างๆ ไม่มีสติ ถ้ารักษาคงจะหาย ถ้าหายแล้วกลับสูบอีกก็เป็นได้อีก

ภาคย์ 7 เสียจริตเพื่อสันนิบาตนั้น มีอาการให้ตัวร้อนปวดศีศะเป็นกำลัง ให้ผิวซีด ในตาแดงให้เพ้อคลั่งไม่มีสติ ครั้งแพทย์ประกอบยาดับพิศม์ๆ นั้นไม่ถอยตาย ถ้าพิศม์นั้นถอย อาการเพ้อคลั่งยังทรงอยู่รักษาหาย

ภาคย์ 8 เสียจริตเพื่อกินลำโพงนั้น เพราะลำโพงรสร้อน เป็นของเบื่อเมา ครั้นกินเข้าไปแล้วร้อนในทรวงอก ทำให้ดวงจิตรฟุ้งสร้าน ให้สติลอยเผลอไม่รู้สึกตัว ให้ร้อนซู่ไปทั้งตัว ให้กระหายน้ำเป็นกำลัง ถ้าจะรักษาหายแต่ไม่สนิท

นายคล้อย นายแพทย์ใหญ่ รับราชการ ณ โรงพยาบาลคนเสียจริต จนถึงปี พ.ศ. 2475 โดยโรงพยาบาลคนเสียจริตเดิมที่เป็นเก๋งจีนได้ถูกยกเลิกไป แต่ได้เปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ คือสถาบันสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน ชวนให้เข้าใจว่านายคล้อยเกษียณราชการ


ข้อมูลจาก

ส.สีมา. “วิธีตรวจคนเสียจริต”, ศิลปวัฒนธรรม กันยายน 2549

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป