ทำไม รัชกาลที่ 3 ทรงอัญเชิญพระมหามงกุฎ ไว้บนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณฯ

(ซ้าย) พระมหามงกุฎบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณฯ (ขวา) ลายเส้นพระปรางค์วัดอรุณ

กุฎาคาร ตามความหมายอย่างกว้าง คือ เรือนหรืออาคารที่มียอด เช่น ปราสาท มณฑป หรือกระทั่งบุษบก เป็นต้น การสร้างกุฎาคาร “ยอดมงกุฎ” หรือ “ยอดทรงมงกุฎ” ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่ง “อินทรคติ” หรือคติพระอินทร์เฟื่องฟูเป็นอย่างมากจนถือเป็นอุดมการณ์ประจำรัชสมัย เช่น วิหารยอด วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นกุฎาคารยอดมงกุฎ หรือพระมณฑป วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นกุฎาคารยอดทรงมงกุฎ เป็นต้น

“พระบวรเศวตเวชยันตวิหาร” หรือ วิหารยอด วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

กุฎาคารยอดมงกุฎในรัชสมัยนี้เป็นสัญลักษณ์ของวิมานพระอินทร์หรือ ”ไพชยนต์มหาปราสาท” บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหนือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางจักรวาล ดังปรากฏนามอย่างเป็นทางการของวิหารยอดว่า “พระบวรเศวตเวชยันตวิหาร”

ทั้งนี้ คัมภีร์ปัญจราชาภิเษก เขียนขึ้นในรัชกาลที่ ๑ ได้กล่าวเปรียบเทียบว่าพระมหามงกุฎของพระมหากษัตริย์ว่าเป็นยอดวิมานพระอินทร์ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระมหามงกุฎของพระประธานวัดนางนอง กรุงเทพมหานคร ไว้บนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สื่อความหมายถึงยอดของวิมานไพชยนต์เหนือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาลซึ่งมีพระปรางค์เป็นสัญลักษณ์ซึ่งก็มีความหมายเดียวกับสถาปัตยกรรมยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎนั่นเอง

หากในความรับรู้ของราษฎรทั่วไปในยุคนั้นกลับพากันโจษจันว่าเป็นนิมิตหมายว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องให้ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” เป็นยอดของบ้านเมืองครองราชสมบัติต่อไป

ยอดมงกุฎของบุษบกธรรมาสน์ในการเปรียญวัดราชประดิษฐ “พระบรมราชสัญลักษณ์” ประจำรัชกาลที่ 4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระผนวชจึงทรงถือเอาโอกาสนั้นนำตราพระมหาพิชัยมงกุฎ พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ออกมาใช้อย่างเปิดเผย ด้วยเหตุนี้ กุฎาคารยอดมงกุฎ จึงเลื่อนความหมายจาก “อินทรคติ” ในรัชกาลที่ 3 กลายเป็น “พระบรมราชสัญลักษณ์” ประจำรัชกาลที่ 4 ในที่สุด

(จาก หนังสือ ราชประดิษฐพิพิธทรรศนา เขียนโดย พิชญา สุ่มจินดา จัดพิมพ์โดยวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม, 2555)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป