ศิลปะงานช่างคนกุลาอีสาน…ทำไมถึงเป็นไทยใหญ่…!?

พ่อ ๆ…เจอแล้ว…เรื่องเกี่ยวกับคำว่ากุลา ที่พ่อให้แม่หาข้อมูลให้น่ะเป็นข้อมูลของ จิตร ภูมิศักดิ์ เขาเขียนอธิบายไว้ในหนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม อธิบายว่า กุลา เป็นภาษาปากตลาด ที่คนพม่าใช้เรียก คนอินเดีย ซึ่งมีความหมายในเชิงดูถูกเหยียดหยาม แต่คนอินเดียเขาก็ไม่ยอมรับว่าเป็นชื่อแทนตัวตนเขา เพียงแต่เขาบอกว่ามันเป็นชื่อรัฐหนึ่งในประเทศเขาเท่านั้นเอง

ก็คงเหมือนกับที่ไทยและลาวชอบเรียกคนเขมรว่าขอมนั่นแหละ ซึ่งเขาก็ไม่ยอมรับเช่นกัน เพราะเขาเรียกตัวเองว่า “เขมร” กลายเป็นเราเองต่างหากที่ถูกคนอื่น ๆ เรียกว่าขอม (กะหลอม)…เออ ๆ ตลกดีเหมือนกันนะพ่อ แต่เอ้…ไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็นชื่อเรียกที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเขมร ลาว และไทย ใช้เรียกแทนคนพม่าเสียเอง เขามีตัวอย่างด้วยนะพ่อ…เช่น ในลาว เรียกว่า กุหล่า หมายถึง คนที่มาจากพม่าเหนือ ส่วนในเขมรใช้คำว่า กุฬา ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งที่อยู่ในพม่า

ส่วนไทยเราโดยเฉพาะในภาคกลาง สมัยอยุธยา ใช้เรียกชื่อการละเล่นในวังว่า กุลาตีไม้ และก็มีบทกลอนที่เรียก คุลาซ่อนลูก ส่วนในพจนานุกรมบอกว่า หมายถึง ชนชาติต้องสู้หรือไทยใหญ่ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในพม่า นอกจากนี้นะพ่อ เขายังบอกด้วยว่า กุลา เป็นเสียงที่กร่อนมาจากชื่อรัฐเบงกอลของอินเดีย หรือบังกลา และกลายมาเป็นบังกลาเทศในปัจจุบัน

แต่ถ้าเป็นเอกสารโบราณเขาจะใช้คำว่า “กุลา” เรียกแขกฝรั่งผิวขาวว่า กุลาขาว และแขกที่มีผิวสีดำว่า กุลาดำ…แต่เอ้…พ่อเคยได้ยิน พ่อใหญ่เบิ้ม บ้านธาตุ แกว่าคำว่า กุลา มีมานานแล้วก่อนพวกพ่อค้าเร่ที่เราว่าเขาเป็นไทยใหญ่จะเข้ามาซะอีก ว่ากันว่าเป็นร้อยเป็นพันปีโน้น และแกยังบอกอีกว่า กุลา ในความหมายเดิมของคนอีสานเป็นคำในเชิงยกย่องพวกพ่อค้าเร่ที่มาจากที่อื่นที่มีโภคทรัพย์ร่ำรวยจากการค้าขายและด้วยความรู้ทางโลกและทางธรรม และที่สำคัญเขาว่ามีคาถาอาคมที่เก่งกล้าด้วย จึงทำให้สามารถเดินรอนแรมทางไกลถึงไหนต่อไหนโดยไม่กลัวภยันอันตราย

โดยเฉพาะเรื่องความอึดในการเดินทางไกลด้วยการเดินเท้าเป็นหลักทำให้เกิดเป็นที่มาของนิทานเรื่องทุ่งกุลาร้องไห้…น่ะแม่ ภายในร้านลาบเป็ดริมทาง ครูสิมและพ่อใหญ่เบิ้ม บ้านธาตุ ปราชญ์ชาวบ้านผู้เป็นกัลยาณมิตร มิตรต่างวัยที่คุ้นเคย กำลังสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเก่า ๆ กันอย่างออกรสชาติที่แซ่บพอ ๆ กันกับอู๋ปลาและลาบแปง ที่วางอยู่บนโต๊ะ…เออๆ…เอ็งจะเรียกว่า…ต้องสู้…ต่องซู่…หรือไม่สู้…ก็ช่างเอ็งเหอะ แต่ข้าว่า ไทยใหญ่ ว่ะ…เสียงพ่อใหญ่เบิ้ม บ้านธาตุ กำลังถกเถียงเอาจริงเอาจังกับครูสิม ในประเด็นเรื่องที่ไปที่มาของคนกุลาอีสาน ซึ่งกลายเป็นเสมือนกับแกล้มของอาหารมื้อเที่ยงในวันหยุดวันนี้…

ทำไมพ่อใหญ่เบิ้มจึงมั่นใจนักล่ะว่า คนกุลาในอีสานเราเป็นพวกไทยใหญ่ล่ะ มีเหตุผลอะไรรึ…ครูสิมถามหาคำตอบข้อข้องใจ…อ้าว.ว. จะหลักฐานอะไรอีกล่ะ…พ่อใหญ่เบิ้มตอบ…ก็ข้าเนี้ยคุ้นเคยกับคนที่บ้านนั้นมานานแล้ว เขาเคยเป็นช่างทำทองที่บ้านนั้นมาก่อน ไม่งั้นข้าไม่กล้าเถียงเอาชนะกับเอ็งหรอก…เขาว่าคนกุลาในเมืองอุบลฯ เรานี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานเลยนะ ก็ที่บ้านโนนใหญ่ แถว ๆ เขื่องใน เรานั้นแหละ…เอ็งเคยไปดูมาหรือยัง และเขายังบอกข้าว่าเขาเป็นกุลาไทยใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้จากวัดวาอาฮามที่เป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ มีการแสดงรำมองเซิง และการบวชลูกแก้ว หรือก็คือบวชสามเณรนั่นแหละ

และในสมัยหนุ่ม ๆ ข้าเคยติดตามคนกุลาไปทำเหมืองพลอยไพลิน ที่จันทบุรีอยู่พักใหญ่ ซึ่งสมัยนั้นก็มีแต่คนกุลาซึ่งเป็นพวกไทยใหญ่ทั้งนั้นล่ะ เอ็งจะเชื่อหรือไม่เชื่อตามใจเอ็งเถอะ…แต่ข้าทันเห็นวัดนั้นอยู่ ซึ่งไม่เหมือนกับวัดแบบอีสานเรา ตอนหลังเขาว่าพังและรื้อสร้างใหม่แล้ว และถ้าอยากรู้ประวัติอย่างระเอียดต้องไปคุยกับ ปู่ใบ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งสว่าง ซึ่งเป็นวัดแรกและวัดเดียวของคนกุลาเขาที่นั้น ณ บ้านโนนใหญ่…เสียงปู่ใบกำลังอธิบายให้ความกระจ่างกับครูสิมและพ่อใหญ่เบิ้ม…กุลาเข้ามาอยู่ที่บ้านนี้ประมาณปี พ.ศ. 2395 แรกๆ ก็มาค้าขายจากการเป็นพ่อค้าเร่ซึ่งคนท้องถิ่นแถวอีสานเรียกเราว่ากุลา จนมาได้ลูกได้เมียเป็นคนบ้านนี้ นิยมใช้นามสกุลว่าต่องสู้ และขยายครัวเรือนขึ้นเรื่อย ๆ และได้สร้างวัดแบบศิลปะกุลาไทยใหญ่ประมาณปี 2395 เห็นจะได้

ช่างก็มีทั้งพระและชาวกุลาเองไปเอาไม้จากดงทางปากเซ ลูกแก้ว หอ เสาช่อฟ้าบนหอสูงต่าง ๆ ที่เป็นมุกติดประดับเอามาจากโคราช ส่วนพระพุทธรูปก็นำกันมาจากพม่านิยมเป็นพระหินอ่อน เดี๋ยวนี้ถูกลักขโมยเหลืออยู่องค์เดียวแล้วและก็นิมนต์พระสงฆ์จากพม่ามาจำพรรษา สมัยโน้นน่ะช่วงงานบุญจะมีการละเล่น ฟันดาบ รำมวย ร่ายรำด้วยกลองมองเซิง กลองก้นยาว โดยเฉพาะการบวชสามเณรหรือบวชลูกแก้วการแต่งตัว ส่างลองจะมีเอกลัษณ์แบบประเพณีของไทยใหญ่ ปู่ใบบ่นต่อ…เดี๋ยวนี้ก็ถูกกลืนเป็นไทยลาวอีสานหมดแล้ววัดก็ผุพังไปตามอายุขัย…ที่เห็นอยู่เป็นของใหม่ไม่เหลือเค้าโครงเดิมหรอก…ครูสิมแย้งปู่ใบเมื่อกี้ผมเข้ามายังเห็นลูกหลายคนกุลา เขียนท้ายรถกระบะว่า กุลาน้ำสาม แสดงว่าเค้ายังมีสำนึกความเป็นกุลาอยู่นะสิ

ปู่ใบ…เออก็อาจจะมีบ้างละแต่น้อยเพราะไม่มีการสืบต่อประเพณีเดิม ๆ เอาไว้ปู่ใบกล่าว…ก็ยังนี้ละ พ่อใหญ่เบิ้มเสริมจะไปหวังอะไรมากกับระบบการศึกษา ก็ระบบการศึกษาเรามันมีแต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติซึ่งไอ้พวกนี้มันดูถูกท้องถิ่นมันต้องการให้เราลืมกำพืด ก็ไม่ต้องไปด่าเด็กมักหรอก ก็ไอ้พวกผู้ใหญ่ที่หมาเลียตูดไม่ถึง…ทั้งนั้นล่ะ ไอ้พวกมือถือสากปากถือศีลที่เป็นต้นคิดว่ามั้ย…!


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 ตุลาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป