“เขาคิชฌกูฏ” เป็นแดนเปรตชุม

เปรตโลกยะ และโลกันตนรก จากสมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 1

31 ตุลาคม ของทุกๆ ปี เป็นวันฮาโลวีน (Halloween) ของชาวคริสต์ ซึ่งเขาว่ากันว่าคำๆ นี้ เป็นคำสก็อตที่หมายถึง All Hallows’Eve แปลเป็นไทยอีกทีก็คือ คืนก่อนวันอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวคริสต์จะจัดงานฉลองให้บรรดานักบุญผู้ล่วงลับนั่นเอง

แต่ปัจจุบันวันฮาโลวีน ไม่ได้เป็นวันฉลอง “เฉพาะ” ชาวคริสต์อีกต่อไป ชาวบ้าวชาวช่องในหลายประเทศทั่วทุกทวีป ต่างรับเอาธรรมเนียมนี้ไป “เล่น” อย่างสนุกสนาน

หมายเหตุ : อธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมฉบับออนไลน์ ทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดของฮาโลวีนและเป็นที่แพร่หลายนั้น เป็นทฤษฎีที่มองว่า ฮาโลวีนพัฒนามาจากเทศกาลโบราณในหมู่ชาวเซลติกที่เฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว และมีเทศกาลที่รู้จักกันดีคือ Samhain เทศกาลช่วงท้ายของฤดูเก็บเกี่ยว นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อกันว่า เทศกาลนี้ถูกผสมผสานเข้ากับแนวคิดการระลึกถึงของคนตายในช่วงยุคแรกๆ ของกลุ่มคริสเตียน ทั้งที่ในไบเบิลไม่ได้พูดถึงฮาโลวีนโดยตรง ขณะเดียวกันยังเอ่ยถึงคนตายว่า “ไม่รับรู้ใดๆ” (Ecclesiastes 9:5) ซึ่งทำให้บางคนตีความได้ว่า คนตายไม่สามารถติดต่อกับคนเป็นได้ คนกลุ่มหนึ่งจึงมองว่า ฐานความเชื่อของเทศกาลนี้ (ทั้งแง่รากโบราณและยุคใหม่) มาจากความเชื่อเรื่องคนตายที่ไม่สอดคล้องกับเอกสารความเชื่อทางศาสนา

แต่บางทฤษฎีก็เชื่อว่าฮาโลวีนมีรากมาจากเทศกาลของชาวคริสเตียนเลย โดยไม่เกี่ยวข้องกับเทศกาล Samhain

โดยเฉพาะนักคอสเพลย์ ที่ใช้โอกาสนี้รวมตัวกันแต่งกายเป็นผีบ้าง เป็นซูเปอร์ฮีโรบ้าง หรือแต่งตามจิตนาการของตนเองบ้าง ทำให้ธรรมเนียมวันฮาโลวีน คลี่คลายออกจนกลิ่นไอความเชื่อทางศาสนาแทบไม่เหลืออยู่สักเท่าใดนัก และกลายเป็นที่เข้าใจอย่างง่ายๆ ว่าเป็นวันปล่อยผี ที่คนจะพากันแต่งตัวแปลกๆ มาเล่นสนุกกัน

ที่เกริ่นมาเยิ่นเย่อก็เพื่อจะบอกว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้เขียนจะเล่าเรื่องผีๆ กับเขาบ้าง แต่ก็คงไม่เล่าถึงผีฝรั่ง ขอเป็นผีแบบพุทธๆ ที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดีอย่าง “เปรต” น่าจะดีกว่า

ศาสนาพุทธมีความผูกพันกับเปรตมาก มีการกล่าวถึงเปรตไว้หลายแห่งในตำราทางพระพุทธศาสนา รวมถึงพระไตรปิฎก เอกสารที่สำคัญที่สุดของชาวพุทธ

ซึ่งในพระไตรปิฎกนี่เองที่มีหลักฐานกล่าวถึงดินแดนที่มีเปรตชุกชุมอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล โดยอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต กล่าวไว้ในหนังสือ “ผีสางคางแดง” ว่า สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่อื่นไกล แต่คือ “เขาคิชฌกูฏ” ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าในกรุงราชคฤห์ นั่นเอง (ไม่ใช่ที่จันทบุรีแน่)

จากคำบอกเล่าของอาจารย์เสฐียรพงษ์ เขาคิชฌกูฏแปลกันว่าเขานกแร้ง เพราะเหตุผลสองประการ คือประการหนึ่งมีอีแร้งมากมายพากันมาจับอยู่ตามชะง่อนผาคอยกินซากศพ อีกเหตุผลหนึ่งคือเขาว่ากันว่า เขาลูกนี้หน้าตาคล้ายอีแร้ง แม้อาจารย์เสฐียรพงษ์จะเห็นว่า ไม่เหมือนก็ตาม

ส่วนที่ว่า เขาคิชฌกูฏนี้เป็นแดนเปรตชุมนั้นก็เพราะว่า พระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ ได้พบเจอสารพัดเปรตระหว่างเดินทางขึ้นลงเขาแห่งนี้เป็นประจำ แม้ว่าพระลูกศิษย์ที่ติดตามมาด้วยจะมองไม่เห็น เมื่อแรกพระโมคคัลลานะพูดไปถึงสิ่งที่ตนพบเห็น ภิกษุมากมายจึงพากันกล่าวหาว่าพระโมคคัลลานะ “อวดอุตตริมนุสสธรรม” เลยทีเดียว

แต่พระโมคคัลลานะก็รู้อยู่แล้วว่า ตัวเองพูดอะไรไปคนอาจจะไม่เชื่อ เมื่อพระลูกศิษย์ที่มาด้วยกันถามว่า ตนอยู่ๆ ทำไมถึงยิ้มขึ้นมาเวลาเดินทางบริเวณเขาคิชฌกูฎ (พระโมคคัลลานะจะยิ้มทุกครั้งที่เห็นเปรต) พระโมคคัลลานะก็จะบอกว่า เอาไว้ถามหน้าพระพุทธองค์ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระโมคคัลลานะถูกกล่าวหาต่อหน้าพระพักตร์ว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม พระพุทธองค์จึงตรัสแก้ให้ว่า พระองค์ก็ทรงเห็นเปรตตัวที่พระโมคคัลลานะเห็นเช่นกัน และพระพุทธองค์ ก็ทรงใช้โอกาสนี้เล่าบุพกรรมของเปรตเหล่านั้นให้กับบรรดาสาวกได้รู้ที่มาที่ไปถึงบาปกรรมที่ทำให้คนต้องกลายเป็นเปรตลักษณะต่างๆ ด้วย

ส่วนท่านที่ยังมีความสนใจเพิ่มเติมว่า เปรตที่พระโมคคัลลานะพบ และมีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมีกี่ตน และมีที่มาที่ไปเช่นใดนั้น หากลองไปตรวจค้นในพระไตรปิฎก วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค 1 ดู ก็จะได้คำตอบโดยละเอียด


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 31 ตุลาคม พ.ศ.2559

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป