“Godzilla” ภาพสะท้อน “นิวเคลียร์” กับความขื่นขมของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

Godzilla ต้นฉบับญี่ปุ่น ปี 1954

“Godzilla” อสูรกายที่โด่งดังไปทั่วโลก ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ทั้งในญี่ปุ่นและฟากฮอลลีวูด ออกต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาดทั้งจากในโลกและนอกโลก ถูกสร้างให้เป็น “ฮีโร่ไอคอน” ที่ได้รับความนิยมสูงมาก แต่ Godzilla เวอร์ชันต้นฉบับตัวแรกสุดของโลก เชื่อกันว่ามี “ไอเดีย” ตรงกันข้ามกับ Godzilla อย่างทุกวันนี้

ก่อนจะมาเป็น Godzilla 

การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาที่ฮิโรชิมา (Hiroshima) และนางาซากิ (Nagasaki) ทำให้เกิดบาดแผลขนาดใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น ระเบิดสองลูกนั้นคือสัญลักษณ์แห่งความเลวร้ายของสงครามแต่กลับไม่ใช่แรงผลักดันที่สำคัญที่ก่อให้เกิด “Godzilla”

เหตุการณ์นั้นคือกรณี “Lucky Dragon” เกิดขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ปี 1954 เรือจับปลาทูน่า Daigo Fukuryū Maru (แปลว่า Lucky Dragon) ล่าปลากลางมหาสมุทรแปรซิฟิก เป็นวันเดียวกับที่กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ แต่เรืออยู่นอกเขตอันตรายที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกประกาศไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การทดสอบนั้นมีพลังมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงสองเท่า และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้ผลของแรงระเบิดส่งมาถึงลูกเรือ Daigo Fukuryū Maru

เรือ Daigo Fukuryū Maru

ก่อนฟ้าสางลูกเรือ 23 คนเห็นแสงไฟที่แผดเผาอยู่บนท้องฟ้าและได้ยินเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า อีกไม่นานเถ้าถ่านสีขาวก็เริ่มที่จะตกลงบนดาดฟ้าเรือ พวกเขาได้รับสารกัมตรังสีนานกว่า 3 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่นอน เมื่อกลับเข้าชายฝั่ง พวกเขาบางคนเริ่มมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง และไม่นานก็เริ่มล้มป่วยอย่างหนัก และเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ

จากเหตุการณ์นี้จึงทำให้เกิดแรงกระตุ้นของชาวญี่ปุ่นและคนทั่วโลกให้ตื่นกลัวต่อความรุนแรงและอันตรายของระเบิดนิวเคลียร์ และยังเป็นแรงบันดาลใจต่อการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Gojira ในปี 1954

การปรากฏตัวของ Godzilla 

ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์ในจักรวาล Godzilla ต้นฉบับเวอร์ชันญี่ปุ่นนั้นก่อเกิดมาจากภาพสะท้อนปัญหาทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม มีที่มาจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์อันมีจุดประสงค์ในการทำลายล้างมนุษยชาติ

ในบริบทของญี่ปุ่น สัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ถูกเรียกกันว่า “ไคจู” (怪獣) หรือ หนึ่งในนั้นคือ Godzilla ที่มีรูปร่างสูงใหญ่หลายสิบหลายร้อยเมตร ยืนด้วยขาสองข้าง และมีขาหน้าหรือมือทั้งสองข้าง มีหางขนาดยาวและแข็งแรง ด้านหลังมีครีบคล้ายหนามแหลม ผิวหนังหนาคล้ายเกร็ดสัตว์เลื้อยคลาน และสามารถพ่นพลังงานออกมาจากปากได้อีกด้วย

Godzilla ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Gojira ในปี 1954 กำกับโดย อิชิโร ฮอนดะ (Ishiro Honda) สร้างโดยสตูดิโอโตโฮ (Toho Studio) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาดเรื่อง The Beast from 20,000 Fathoms ในปี 1953 หลัง Gojira (1954) ออกฉายไม่นาน  ก็ได้รับความนิยมสูงมาก จนกระทั่งฮอลลีวูดซื้อลิขสิทธิ์ไปดัดแปลงฉายในสหรัฐอเมริกา Godzilla King of the Monsters ปี 1956 และ Godzilla 1985 ปี 1985

คำว่า Gojira นั้นมาจากคำว่า Gorira (ลิงกอริลลา) กับ Kujira (ปลาวาฬแต่ก็ไม่ชัดเจนว่าทีมงานผลิตภาพยนตร์คนใดตัดสินใจใช้มันกับสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาตัวนี้ มีเรื่องเล่าว่า Gojira เป็นชื่อเล่นของทีมงานด้านเทคนิคการผลิตภาพยนตร์ แต่สรุปแล้วก็ไม่มีใครอธิบายได้อย่างแน่ชัดว่าชื่อนี้มีที่มาจากไหน หรือจากใคร

Gojira (1954) สร้าง Godzilla ขึ้นมาด้วยพื้นฐานของความน่าสะพรึงกลัว ภาพยนตร์เล่าถึงสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่จมเรือประมงกลางมหาสมุทร ผู้รอดชีวิตนำเรื่องไปเล่าขานจนกลายเป็นข่าวลือที่สร้างความหวั่นวิตก เมื่อ Godzilla บุกหมู่บ้านชายฝั่งก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของมัน Godzilla ถูกระบุว่า เป็นสัตว์โลกยุคไดโนเสาร์ที่อาศัยจำศีลอยู่ในถ้ำใต้ทะเล แต่เมื่อมีการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้ถ้ำถูกทำลาย ปลุกสัตว์ร้ายให้ตื่นขึ้น จึงเสมือนเป็นการบีบให้ Godzilla ออกมาสู่โลกภายนอก

สภาพกรุงโตเกียวหลังโดนปูพรมถล่มด้วยระเบิดเพลิง ในช่วงวันที่ 9-10 มีนาคม 1945 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพสะท้อนภัยสงครามและนิวเคลียร์

ความกลัวและความวิตกกังวลของระเบิดปรมาณูนั้นปรากฎในหลาย ๆ ฉากของภาพยนตร์ การเปิดเรื่องมาด้วยเหตุการณ์ “เรือประมง” ก็สะท้อนภาพเหตุการณ์ “Lucky Dragon” ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์มีปรากฏข้อความบนแผ่นโฆษณาที่ร้านขายอาหารทะเลว่า “We don’t sell atomic bombdamaged tuna” รวมถึงบทสนทนาในภาพยนตร์ ในตอนที่มีความกังวลว่า Godzilla จะบุกโตเกียวแล้วทุกอย่างจะพังพินาศ ความว่า “I don’t want to die now, I am one of the few survivors from the Nagasaki bombing” ซึ่งล้วนแต่สะท้อนความหวาดกลัวของชาวญี่ปุ่นต่อระเบิดนิวเคลียร์อย่างชัดเจน

ลักษณะ “หัวเห็ด” ของ Godzilla ที่คล้ายกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ (ภาพจากบทความ Godzilla and the Japanese after World War II: From a scapegoat of the Americans to a saviour of the Japanese)

Yoshiko Ikeda ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยริทสุเมอิกัน (Ritsumeikan University) อธิบายว่า เมื่อ Godzilla บุกกรุงโตเกียวและทำลายเมืองจนย่อยยับ ภาพในภาพยนตร์เน้นบริเวณส่วนหัวของ Godzilla ให้มีลักษณะคล้าย “ระเบิดดอกเห็ด” ซึ่งสะท้อนภาพระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิ การทำลายกรุงโตเกียวจนพังราบ บ้านเมืองเต็มไปด้วยไฟลุกโชน และซากปรักหักพัง สะท้อนให้เห็นภาพของกรุงโตเกียวที่เคยถูกสหรัฐอเมริกาปูพรมทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ภายหลังถล่มกรุงโตเกียวเสร็จแล้ว ภาพในภาพยนตร์ฉายให้เห็นถึงผลของการกระทำของ Godzilla นอกเหนือจากบ้านเมืองจะพังพินาศแล้ว ชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบก็บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และฉากที่แสดงเด็กที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในโรงพยาบาล สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมโศกเศร้าไปกับชาวญี่ปุ่นในภาพยนตร์ที่ต้องเผชิญความโหดร้ายของ Godzilla

และจากคำสัมภาษณ์ของผู้กำกับได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าสัตว์ประหลาด Godzilla ถูกออกแบบมาเพื่อรวบรวมลักษณะของระเบิดปรมาณูแบบที่มีชีวิต

นอกจากนี้ Yoshiko Ikeda ยังอธิบายอีกว่า ในตอนที่ Godzilla ทำลายกรุงโตเกียวแต่ไม่ทำลายหอคอยกลาง (Central Tower) นั้นสามารถตีความได้ว่า หอคอยกลางคือสัญลักษณ์ของพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นที่ถูกรักษาไว้ให้คงสถานะเดิมและเป็นเพียงแค่ “สัญลักษณ์” ขณะที่ตึกรอบข้างหอคอยกลางคือสัญลักษณ์ถึงกองทัพและรัฐบาลทหารนิยมของญี่ปุ่นที่ถูกสหรัฐอเมริกาทำลายย่อยยับเช่นตึกในภาพยนตร์

ดังนั้น Godzilla จึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย สงคราม และระเบิดนิวเคลียร์นั่นเอง

Godzilla ฉบับฮอลลีวูด ปี 2019

แม้ว่า Godzilla ในภาพยนตร์ Gojira (1954) จะเป็นสัญลักษณ์ถึง “ภยันตราย” ของมนุษยชาติในหลายแง่มุม แต่ Godzilla ยุคต่อ ๆ มาก็แทบไม่เหลือสัญลักษณ์แบบต้นฉบับเหลือเท่าใดแล้ว โดยได้มีการแบ่งภาพยนตร์Godzilla ออกเป็น 4 ยุคคือ ยุคโชวะ 1954-1975, ยุคเฮเซ 1984-1998, ยุคมิลเลเนียม 1999-2004 และยุคหลังปี 2004 ถึงปัจจุบัน

ด้วยความนิยมที่โด่งดังไปทั่วโลก ประกอบกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย Godzilla จาก “ผู้ทำลาย” จึงแปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้ปกป้อง” และเป็น “ฮีโร่ไอคอน” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


อ้างอิง:

Brian Merchant. (2013). A Brief History of Godzilla, Our Walking Nuclear Nightmare. Access 29 May 2019, from https://www.vice.com/en_us/article/9aaxze/godzilla-is-our-never-ending-nuclear-nightmare

Tim Martin. (2018). Godzilla: the incendiary – and very serious – history of Japan’s original King of the Monsters. Access 29 May 2019, from https://www.telegraph.co.uk/films/0/godzilla-incendiary-serious-history-japans-original-king/

Yoshiko Ikeda. (2019). Godzilla and the Japanese after World War II: From a scapegoat of the Americans to a saviour of the Japanese. Access 29 May 2019, from http://www.zurnalai.vu.lt/acta-orientalia-vilnensia/article/download/1096/5133/


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 29 พฤษภาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป