“รำวง” อาวุธของจอมพล ป. ที่ใช้รับมือญี่ปุ่น

"รำวง" ปรับปรุงมาจาก "รำโทน"

ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. 2484-2488) ทําให้ประเทศไทย ๆ ข้าวยากหมากแพง สับสน และกําลังเผชิญหน้าอยู่กับการคุกคามทั้งทางแสนยานุภาพและวัฒนธรรม รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งได้เตรียมตัวรับมือกับภาวะเช่นนี้มาก่อนแล้ว ด้วยการประกาศการเตรียมพร้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม การค้า ตลอดจนความเป็นอยู่แบบ “พอเพียง” รวมไปถึงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขนานใหญ่ เพื่อสร้างกําหนดเกณฑ์ให้ข้าราชการ และประชาชนถือปฏิบัติอย่างมีแบบแผน ตั้งแต่การ สวมหมวก สวมเกือก และการใช้ภาษา

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนในชาติดูมีอารยธรรม ไม่แตกต่างไปจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยของรัชกาลที่ 5 เท่าใดนัก

แต่ดูเหมือนจะมีสิ่งหนึ่งที่แปลกแยกออกมา จนทําให้เกิดข้อสงสัยว่าท่านผู้นํากําหนดขึ้นมาทําไมคือ “รำวง” ทั้งที่ดูจะไม่ไปในยุคนั้น ซึ่งประชาชนทั้งอดอยาก ทั้งเครียด ทั้งยังต้องคอบหลบระเบิดที่มาทักทายอยู่เสมอๆ ญี่ปุ่นเองก็เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด นี่เองที่ทำให้ประชาชนหันมาคลายเครียดกันด้วยการ “รำโทน”

ท่านผู้นำจอมพล ป.พิบูลสงคราม อาศัยแนวคิดที่ว่า เมื่อแสนยานุภาพสู้ไม่ได้ ก็ต้องสู้กันด้วยวัฒนธรรม จึงกำหนดให้เอาการร้องรำทำเพลงในลักษณะนี้เป็นการบำรุงขวัญราษฎรเพื่อมิให้หวาดหวั่นทุกข์ร้อนจนเกินไป ผลพลอยได้ก็คือ ทำให้ญี่ปุ่นเองเห็นว่าคนไทยไม่ได้วิตกกังวลอะไรนักกับการยึดบ้านยึดเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นการลดความตึงเตรียดให้กับทั้งสองฝ่าย

เมื่อกําหนดออกมาเป็นนโยบายแล้ว ก็ต้องทําให้เป็นแบบแผนขึ้นมา งานนี้ตกเป็นของนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งได้เขียนบรรยายไว้ในคํานําหนังสือรำวงของกรมศิลปากร สรุปความว่า ชาวบ้านในพระนครและธนบุรีพากันนิยม “รำโทน” แต่เป็นการรําแบบชาวบ้านเอาสนุกเข้าว่า ทางการได้มอบหมายให้กรมศิลปากรพิจารณาปรับปรุงการเล่นรำโทนเสียใหม่ในปี พ.ศ. 2487 โดยนําเอาแบบฉบับของนาฏศิลป์ไทยมาทำให้งดงามและมีแบบแผนยิ่งขึ้น เช่น  สอดสร้อยมาลา ชักแป้งแต่งหน้า เป็นต้น  โดยถือเอาท่าเหล่านี้เป็น “แม่ท่า” นอกจากนั้นผู้รำสามารถดัดแปลงเอาตามถนัด แล้วเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ว่า “รำวง” เพราะผู้รำมักเล่นกันเคลื่อนไปรอบๆ เป็นวงกลม

นี่คือที่มาของการรำวงมาตรฐานที่เรารู้จักกัน

บุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมรำวงอีกท่านก็คือ ท่านผู้หญิงละเอียด ภรรยาท่านผู้นำนั่นเอง ถึงกับแต่งเพลงรำวงไว้ไม่น้อย เพราะท่านมีฝีไม้ลายมือในการแต่งกลอน ที่ดีคนหนึ่งสมกับเป็นหนึ่งในสกุล “พันธุ์กระวี” เพลงที่เรารู้จักกันดีก็คือ ดอกไม้ของชาติ หญิงไทยใจ ดวงจันทร์วันเพ็ญ เป็นต้น เพลงที่ท่านแต่งไว้ได้รับความนิยมในหมู่นักรำเป็นอย่างมาก

แต่ที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ มือขวาทางด้านวัฒนธรรมของท่านผู้นำอย่างหลวงวิจิตรวาทการ กลับไม่รู้จักการรำวงแม้แต่น้อย เพราะขณะที่มีนโยบายนี้ ท่านเองไปเป็นทูตอยู่ที่ญี่ปุ่น จนกระทั่งถูกอเมริกันจับ และมารู้จักการรําวงเอาในคุกที่ประเทศไทย เมื่อได้ยินนักโทษร้องรํากัน ดังปรากฏอยู่ในบันทึกของท่าน “อังคารที่ 21 มีนาคม…เมื่อคืนได้ยินเสียงร้องเพลงซึ่งแปลกหูมีเสียงกลองตีเป็นจังหวะ ถามคนเฝ้าหน้าห้องเขาบอกว่านี้คือ ‘รําวง’ เราไม่เคยรู้จักรําวง…”

เมื่อการรําวงเป็นที่นิยม ก็เท่ากับกุศโลบายของจอมพล ป. ในการบํารุงขวัญราษฎรประสบความสําเร็จ ซึ่งหน่วยงานที่สนองนโยบายเป็นอันดับแรกก็คือหน่วยงานของรัฐ ถึงกับกําหนดให้วันพุธครึ่งวันหยุดราชการมารําวงกันเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าการดําเนินนโยบายต่างๆ ของผู้นำในสมัยที่ชาติประสบปัญหา จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และกล้ากระทํา ไม่ว่านโยบายนั้นๆ จะส่งผลเพียงน้อยนิดก็ตาม ยังดีกว่านโยบายที่สวยหรูแต่ไม่ได้ส่งผลในทางสร้างสรรค์ ให้กับประชาชนเลย โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ซึ่งผู้นำน้อยนักจะให้ความสำคัญ

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป