ดู “กัญชา” ยุคเฟื่องฟูจากชาวจีนในเพชรบุรี-วรรณคดี ฤาทหารไทยขนกัญชาไปรบด้วย

ภาพต้นฉบับที่ถูกตกแต่งเพื่อประกอบเนื้อหา - ภาพขุนแผนฆ่านางบัวคลี่ จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ระเบียงคดรอบวิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี เขียนโดย เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย เมื่อ พ.ศ.2548

“กัญชา” พืชที่หลายพื้นที่ยังจัดให้เป็นยาเสพติดและเป็นสิ่งผิดกฏหมาย มีผู้รู้เล่าว่าครั้งหนึ่งเพชรบุรีก็เคยส่งเป็นแหล่งส่งออกกัญชาเมื่อ 100 ปีก่อน

ข้อมูลที่ว่ามานี้มาจากการสำรวจตรวจสอบของนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ในบทความ “กัญชากับภูมิปัญญาชาวบ้านไทย” โดยอ้างอิงบันทึกราชการของมณฑลราชบุรีช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุไว้ว่า สินค้า 7 อย่างที่สยามส่งออกไปต่างเมืองเมื่อ พ.ศ. 2441 ได้แก่ ข้าวเปลือก น้ำตาลโตนด หอยแมลงภู่แห้ง ถ่านไม้ซาก ปลาเค็มต่างๆ เกลือ และกัญชา

จากหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่ง เพชรบุรีเคยส่งกัญชาเป็นสินค้าส่งออก ซึ่งตามคำบอกเล่าของคุณยายลาภ ชะภูมิ วัย 74 ปี คนอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า สมัยที่ยายยังอยู่ในวัยเด็กนั้น “กัญชา” ถือเป็นพืชที่นิยมปลูกกันเป็นจำนวนมากในอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีเพราะในสมัยนั้นการปลูกกัญชายังไม่ผิดกฏหมาย

เหตุที่นิยมปลูกกัญชาก็เพราะว่าเป็นพืชที่ให้กำไรดี ปลูกง่าย เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในเขตอากาศเย็นและเป็นภูเขา โดยกลุ่มคนที่ปลูกกัญชาคือคนจีนไหหลำรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามาทำไร่ ส่วนคนที่รับซื้อขายกัญชาก็เป็นพวกจีนไหหลำเช่นกัน

ต่อมาเมื่อรัฐบาลออกกฏหมายให้กัญชาเป็นของผิดกฏหมายในปี พ.ศ. 2477 ทำให้พวกจีนไหหลำต้องเลิกการปลูกกัญชาไป

นอกเหนือจากคำบอกเล่าแล้ว ข้อมูลจากหลักฐานเชิงงานศิลปะและวรรณกรรมเกี่ยวกับกัญชาในเพชรบุรี ยังมีภาพท่าทางลักษณะการเสพกัญชา พบเห็นได้บนฝาผนังวัดหลายแห่ง อาทิ วัดมหาธาตุวรวิหาร คอสองของศาลาการเปรียญวัดเกาะ วัดนาพรม

ขณะที่ในงานวรรณกรรม กัญชามีปรากฏในงานให้เห็นกันมากมายเช่นกัน อาทิ เรื่องระเด่นรันได ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) ที่แต่งขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ตัวเอกฝ่ายชายทั้งวณิพกกระเด่นลันไดกับท้าวประดู่คนเลี้ยงวัวต่างเมากัญชาเป็นกิจวัตร

ในเรื่องยังเล่าว่า เมื่อท้าวประดู่ภูธร “เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว” นางประแดะก็ “บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว”

ในขุนช้างขุนแผน ก็กล่าวถึงการสูบกัญชาหลายจุด ตัวอย่างตอนหนึ่งคือเมื่อขุนแผนอาสายกทัพไปรบเชียงใหม่

“…โห่ร้องฆ้องลั่นมาหึ่งหึ่ง นายจันสามพันตำลึงเป็นกองหน้า กองหลังสีอาดราชาอาญา พวกทหารสามสิบห้าต่างคลาไคล บ้างคอนกระสอบหอบกัญชา ตุ้งก่าใส่ย่ามตามเหงื่อไหล”

นิพัทธ์พร ตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อความนี้อาจเป็นไปได้ว่า ทหารไทยที่ไปทำสงครามสมัยต้นรัตนโกสินทร์มีกัญชาเป็นหนึ่งในยุทธปัจจัย แถมยังพกตุ้งก่าทำจากกะลามะพร้าวก้นตันเจาะเป็นรู เอาหลอดใส่สำหรับดูดควันติดย่ามด้วยก็เป็นได้ หลักฐานที่เห็นยังมีในส่วนกองทัพของพลายแก้ว หรือศิลปกรรมอย่างปู่ลิงนั่งอัดควันกัญชาในกองทัพพระราม ในภาพชุดจิตรกรรม รามเกียรติ์ ที่วัดพระแก้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของสตรีในวรรณคดี กัญชากลับเป็นสิ่งของเชิงลบต่ออนาคตของลูกสาว เมื่อถึงเวลาหาคู่ครองให้ลูกสาว เรื่องกัญชาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แม่ซักถามประวัติฝ่ายชาย แต่ในขณะเดียวกัน กัญชาก็มีปรากฏในยาไทยหลายขนานรวมถึงตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์

มาถึงในยุคปัจจุบัน “กัญชา” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่ากัญชาจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งการแพทย์ปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้แนวโน้มดำเนินการในกรอบนี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของภาครัฐ เอกชน รวมถึงภาคประชาชน



อ้างอิง:

นิพทธ์พร เพ็งแก้ว. “กัญชากับภูมิปัญญาชาวบ้านไทย”. สารคดี. ปีที่ 34 ฉบับที่ 404 (ตุลาคม 2561)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป