| ผู้เขียน | สุจิตต์ วงษ์เทศ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
การแสดงสนุกสนานบันเทิงตามประเพณี ไม่มีขึ้นจากการเนรมิตด้วยอำนาจวิเศษ หรือจากเหตุบังเอิญต่างๆ
ทั้งนี้ เพราะหลักฐานวิชาการสากลว่าการแสดงมีกำเนิดจากการละเล่นในพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผีของชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือ ไท-ไต (ซึ่งเป็นต้นทางภาษาไทย) ราว 3,000 ปีมาแล้ว
การละเล่นดั้งเดิมแพร่กระจายจากแหล่งกำเนิดไปกับภาษาไท-ไต ที่ถูกใช้เป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน สมัยการค้าเริ่มแรกระยะไกลทางทะเลราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1
หลังจากนั้นอีกนานมีการค้าโลกและมีศาสนาใหม่ในโลก (พราหมณ์-พุทธ) ผลักดันบ้านเมืองเติบโตเป็นรัฐที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ และกระตุ้นการละเล่น มีพัฒนาการถูกปรับเปลี่ยนเป็นการแสดงสืบเนื่องจนปัจจุบัน
การละเล่น หมายถึงการกระทำเพื่อชีวิตร่วมกันของทุกคนในชุมชนให้มีความมั่นคงและมั่งคั่ง ดังนั้นไม่มีคนดู เพราะทุกคนในชุมชนร่วมกันเล่นทั้งหมด ส่วนการแสดง หมายถึงการทำให้ปรากฏด้วยคนแสดงเพื่อความสนุกสนานบันเทิงโดยมีคนดูอยู่ต่างหากที่แยกออกจากกันระหว่างคนแสดงกับคนดู
การแสดงตามประเพณีจากการละเล่นหลายพันปีมาแล้ว มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงเริ่มจากหลักฐานหลายพันปี, แพร่กระจายในสยามลุ่มน้ำโขง-สาละวิน-เจ้าพระยา, จากนั้นการละเล่นถูกเปลี่ยนเป็นการแสดง
1. การละเล่นเก่าสุดหลายพันปี
หลักฐานเก่าสุดของการละเล่น ดังนี้
(1.) รูปบุคคล 3 คน ทำกิริยาท่าทางต่างกัน เหมือนมีการละเล่น
(2.) ลายสลักบนเครื่องมือคล้ายขวาน ทำด้วยโลหะผสมเรียกสำริด ราว 2,500 ปีมาแล้วหรือเรือน พ.ศ. 1
(3.) ขุดพบในหลุมฝังศพ ที่เมืองดงเซิน ริมแม่น้ำ (ซองมา) จ.แท็ญฮวา (ถั่นหัว) ในเวียดนาม คือบริเวณเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว ของภาษาตระกูลไท-กะได หรือ ไท-ไต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดภาษาไทย ของคนไทยในประเทศไทย (หลักฐานมีในหนังสือ คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2537)

ข้อมูลในเครื่องมือสำริด
ลายสลักรูปบุคคล มี 3 คน คล้ายหญิงมีเครื่องประดับสวมศีรษะ, ยืนย่อเข่าเรียง กัน, เปลือยท่อนบน, ปกปิดท่อนล่างด้วยการนุ่งผ้าปล่อยชายยาวเป็นปีกสองข้าง
คนแรก ร่างเล็กสุด ทำท่าคล้ายขับลำพร้อมเต้นฟ้อน, ลำตัวตรง, กางแขน, แอ่น มือ, ย่อเข่า, ก้าวขา
คนกลาง ร่างสูง, ถือเครื่องเป่าด้วย 2 มือ, ย่อเข่า, ก้าวขา
คนหลัง คล้ายทำหน้าที่ลูกคู่ ร่างปกติ (แสดงอาการเหมือนคนแรก)
เทียบเคียงแบบแผนตามประเพณีสมัยหลัง ดังนี้
คนแรกทำท่าเหมือนฟ้อน ลำตัวตรง, กางแขน, แอ่นมือ, ย่อเข่า, ก้าวขาเนิบช้า กิริยามีระบบ ไม่ตัวใครตัวมัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญมากกว่ามีแบบแผนก่อนหน้ามานาน (เป็นท่ารำพื้นฐานต่อไปข้างหน้าเรียก “ยืด-ยุบ”)
ขณะฟ้อนมีกิริยาเหมือนขับลำคำคล้องจองสั้นๆ ที่ท่องจำแล้วขับลำด้น (ตามที่ท่องจำมาโดยไม่คิดคำสดๆ)
ทำนองขับลำขลังๆ ด้วยลีลาเฉพาะ คือ “ลูกคอ” และ “เสียงโหยหวน” (ต่อไปข้างหน้าเป็นต้นแบบร้องลำต่างๆ รวมทั้งเทศน์มหาชาติ)
คนกลางทำท่าเหมือนเป่าแคนเป็นทำนองเคล้าคลอเสียงคนขับลำคำคล้องจองของช่างขับหรือหมอลำ
แคนเป็นเครื่องเป่ามีหลายเสียงประสาน, หลอดเสียง หรือไม้กู่แคน ได้จากไม้ อ้อ, ไม้เฮียะ, ไม้รวก, เต้าแคน กระเปาะที่เป่าลมเข้าไปให้เกิดเสียง สมัยดั้งเดิมทำจากผลน้ำเต้าแห้ง (ปัจจุบันเป็นไม้จริง) น้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของมดลูกที่ให้กำเนิดมนุษย์, ลิ้นแคน ทำจากโลหะผสมเรียกสำริด ซึ่งถูกรีดเป็นแผ่นบางที่สุด (มีงานวิจัยเรื่อง แคน : ระบบเสียงและทฤษฎีการบรรเลง ของ สนอง คลังพระศรี วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2554)
พิธีกรรมหลังความตาย
ลายสลักบนเครื่องมือโลหะสำริดรูปบุคคลทั้ง 3 เป็นการละเล่นในพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผี เรียกพิธีส่งขวัญขึ้นฟ้า เป็นพิธีกรรมหลังความตายของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (เพราะขุดพบในหลุมฝังศพ และพบของมีค่าจำนวนไม่น้อยฝังรวมกับศพ) ซึ่งมีแบบแผนพิธีกรรมประกอบด้วยหมอขวัญ (หรือหมอมด), หมอแคน, หมอฟ้อน ดังนี้
พิธีศพครั้งที่ 2 ด้วยการส่งขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพื่อปกป้องคุ้มครองคนยังมีชีวิตในชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร และให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยพิธีกรรมดังนี้
(1.) คนตายเป็นชนชั้นนำ หัวหน้าเผ่าพันธุ์
(2.) พิธีศพครั้งที่ 2 หมายถึงเมื่อมีคนตาย เอาศพฝังดิน นานจนเนื้อหนังเปื่อยเน่าแล้วขุดเอากระดูกมาใส่ภาชนะเพื่อทำพิธีครั้งที่ 2
(3.) “เฮือนแฮ่ว” หมายถึงเรือนผี คือเรือนจำลองจากเรือนจริง เพื่อปลูกคร่อมหลุมฝังศพใช้เป็นที่อยู่ผีขวัญของโครงกระดูกที่ฝังในดิน สำหรับอยู่อาศัยเหมือนเมื่อไม่ตาย
(4.) หมอขวัญหรือหมอมดทำพิธีส่งขวัญของคนตาย (ผี) ขึ้นฟ้า รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า (คือขวัญของหัวหน้าฯ คนก่อนๆ ที่ตายก่อนและมีพลังรวมกันนานแล้ว) ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคนมีชีวิตในชุมชน
(5.) ฉลองเฮือนแฮ่วของผี (ปัจจุบันเรียก “งันเฮือนดี”) ด้วยการร้องรำทำเพลงและดีดสีตีเป่าอึกทึกครึกโครมหลายวันหลายคืน ด้วยการละเล่นต่างๆ อย่างสนุกสุดเหวี่ยง (เป็นเรื่องทางเพศคือสัญลักษณ์การขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ และเป็นต้นตอมหรสพงานศพทุกวันนี้)
[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ศาสนาผี ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568]
การละเล่น โดยบุคคลคล้ายหญิงทั้ง 3 เทียบประเพณีปัจจุบันเรียกหมอขวัญ, หมอแคน, หมอฟ้อน ดังนี้
หมอขวัญ บางแห่งเรียกหมอมด หรือหมอทรง (คนแรกของลายสลัก) ยืนนำเป็นหัวหน้าพิธีกรรมขับลำคำคล้องจองส่งขวัญ ด้วยเรื่องราวดังนี้
(1.) เล่าเรื่องความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นโคตรตระกูลของคนตาย และคนในชุมชน
(2.) สั่งเสีย ร่ำลา เครือญาติและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และ
(3.) พรรณนาการเดินทางไปเมืองฟ้า ผ่านชุมชนเครือญาติ และเครือข่ายความสัมพันธ์ แล้วเดินดง (เป็นต้นตอลำเดินดงของหมอลำ), ข้ามห้วงน้ำ, ขึ้นเมืองฟ้า, และ ฯลฯ
หมอแคน (คนกลางของลายสลัก) ยืนตามทำหน้าที่เป่าแคนคลอ เป็นสัญลักษณ์การแปลความจากคำขับลำของหมอขวัญเป็นภาษาผีฟ้า เพื่อสื่อสารกับผีฟ้า
หมอฟ้อน (คนหลังของลายสลัก) เป็นลูกคู่ขับลำเต้นฟ้อน หรือเป็นบริวารของหมอขวัญหมอแคน
หญิงมีอำนาจเหนือชาย โดยดูจากบุคคลคล้ายหญิงทั้ง 3 ตามลายสลักเครื่องมือสำริด เป็นหลักฐานสำคัญมากที่แสดงว่าหญิงมีอำนาจ ดังนี้
(ก.) เป็นใหญ่ในพิธีกรรมทางศาสนาผี คือร่างทรงผีฟ้า หรือ หมอทรงผีฟ้า และ
(ข.) เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ได้แก่ เครื่องดีดสีตีเป่า, คำขับลำ, ร้องรำทำเพลง ฯลฯ
หญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรมทําหน้าที่จดจําความเป็นมา แล้วเล่าเรื่องเหล่านั้นด้วยคำคล้องจองเป็นทํานองง่ายๆ มีคนเป่าปี่น้ำเต้าหรือเป่าแคนคลอ
ครั้นนานไปจึงให้ความสําคัญคําคล้องจองมากขึ้น ข้อความใดต้องการเน้นเป็นพิเศษให้ขลังและเฮี้ยนน่าเลื่อมใส จะขับลําเป็นคําคล้องจองด้วยเสียงโหยหวนและลูกคอสั่นสะเทือน
ในที่สุดคําคล้องจองมีความสําคัญเหนือภาษาพูดปกติ ดังนั้นเมื่อมีพิธีกรรมต้องขับลําเป็นทํานองเคล้าคลอปี่น้ำเต้าหรือแคน
[หญิงมีอำนาจสืบเนื่องถึงการเล่นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย แล้วกลายเป็นประเพณีว่าฝ่ายหญิงเป็นผู้นำ ส่วนฝ่ายชายเป็นรองฝ่ายหญิง]
ต้นทางลำผีฟ้าและมหรสพ
การละเล่นในพิธีส่งขวัญหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นฟ้า ไปรวมพลังเป็นผีฟ้าเพื่อคุ้มครองคนในชุมชน ถูกสืบทอดเป็นต้นแบบการละเล่นเซ่นผี “แก้บน” เรียกลงข่วงผีฟ้า หรือลำผีฟ้า ในพิธีเต้นฟ้อนขับลำคำคล้องจองคลอแคนร้องขอวิงวอนผีฟ้า โดยหมอมดหรือหมอทรงเป็นหญิง (ผีฟ้าลงทรงเพศหญิงเท่านั้น) เข้าทรงผีฟ้าเพื่อรักษาโรคและขอฝน
(1.) รักษาโรค เพื่อความปลอดภัยจากผีร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุโรคภัยไข้เจ็บ
(2.) ขอฝน ด้วยการทำนายผลผลิตจากการเพาะปลูกในฤดูการผลิตที่จะมาถึงต่อไปข้างหน้า
ครั้นเสร็จจากรักษาโรค, ขอฝน ฯลฯ คนในพิธีร่วมกันมีการละเล่นเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร
ทั้งนี้ ด้วยการขับลำเป็นถ้อยคำเชิงสังวาสผาดโผน มีโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย และสัญลักษณ์การร่วมเพศ มีน้ำอสุจิทำให้มีกำเนิด และกระตุ้นเตือนผีฟ้าบันดาลฝนตกต้องตามฤดูกาล ปลูกพืชพันธุ์ได้ผลอุดมสมบูรณ์
[ข้อมูลเพิ่มเติมมีในหนังสือ โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2563 หน้า 275]
นอกจากนั้น การละเล่นเต้นฟ้อนขับลำคำคล้องจองคลอแคนในพิธีส่งขวัญขึ้นฟ้า ยังป็นต้นทางมหรสพในงานศพและงานมงคลทั่วไปสมัยก่อน [สองฝั่งโขงเรียก “มโหสบคบงัน” หมายถึงการละเล่นที่พร้อมไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมสนุกสนาน (มโหสบ กลายคำจาก มโหรสพ, คบ คือ ครบถ้วน, งัน แปลว่าอึกทึก) สารานุกรมภาษาอีสานฯ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532]
การละเล่นเป็นมหรสพมีหลายหลากมากด้วยกันนับไม่ถ้วน แต่เรียกรวมๆ ว่าร้องรำทำเพลง (ปัจจุบันเรียกนาฏศิลป์และดนตรี) มักพบในวรรณกรรมพรรณนางานศพกษัตริย์เมืองสำคัญ เช่น เพลงโต้ตอบ, ลำสวด, สวดคฤหัสถ์, สิบสองภาษา, ลิเก ฯลฯ มีคำอธิบายในหนังสือต่างๆ [การละเล่นของไทย ของ มนตรี ตราโมท (กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2497) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2540, โดยเฉพาะเพลงโต้ตอบมีมากนับไม่ถ้วน แต่มีรายชื่อและคำอธิบายในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2521) พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2550]
2. แพร่กระจายในสยาม ลุ่มน้ำโขง-สาละวิน-เจ้าพระยา
การแสดงตามประเพณีด้วยภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต แพร่กระจายพร้อมกันและในทิศทางเดียวกันกับความเคลื่อนไหวของภาษาและวัฒนธรรมไท-กะได หรือไท-ไต
ทั้งนี้ เพราะมีแหล่งกำเนิดที่เดียวกัน คือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำแยงซี บริเวณพรมแดนจีน ทางมณฑลกวางสี-จ้วง ต่อเนื่องกับเวียดนามภาคเหนือ ทางเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) แล้วแพร่กระจายตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ไป 2 ทาง ดังนี้
(1.) ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล บริเวณเมืองเวียงจันท์ (ลาว) และเมืองเสมา (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
(2.) ลุ่มน้ำสาละวิน-กก-อิง บริเวณโยนก คือเมืองเชียงรายกับเมืองพะเยา (ไทย) และเมืองเชียงตุง (พม่า)
หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาสนับสนุนทิศทางการแพร่กระจายของการแสดงตามประเพณีเท่าที่พบมีหลายอย่าง แต่อย่างสำคัญๆ มีคล้ายคลึงกันทั้งในไทยและในเวียดนาม (รวมภาคใต้ของจีน) ได้แก่ ตระกูลภาษาไท-ไต, นับถือแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ทำนาทดน้ำ, พิธีศพครั้งที่ 2, เทคโนโลยีโลหะสำริด ฯลฯ (รายละเอียดมีอีกมากในหนังสือ อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566)
สยามมีการละเล่น
ตระกูลภาษาไท-ไต ที่แพร่กระจายออกไป (2 ทาง) ทำให้มีสยาม (ที่ต่อไปข้างหน้าจะเรียกตนเองว่าไทย) และมีการละเล่นเป็นภาษาตระกูลไท-ไต (ไทย)
คนหลายเผ่าพันธุ์ต่างมีภาษาแม่เป็นภาษาพูดของตนเอง แต่เมื่อต้องพูดจาค้าขายกับคนกลุ่มอื่นจึงต้องใช้ภาษาตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลาง แล้วถูกเรียกว่าสยาม ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรมของตน แต่ดัดแปลงโน้มเข้าหาวัฒนธรรมไท-ไต จากนั้นค่อยๆ เติบโตขยับขยายแผ่กว้างไปทั้งลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล และลุ่มน้ำสาละวิน-กก-อิง
[ข้อมูลรายละเอียดมีมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519]
ดังนั้นชาวสยามมีความหมายโดยสังเขป ดังนี้
(1.) ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ทั้งจากภายในและภายนอกอุษาคเนย์ ซึ่งมีภาษาพูดต่างกัน แต่คนเหล่านี้พูดตระกูลภาษาไท-ไต เป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารต่าง ชนเผ่าชาติพันธุ์ และทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป
(2.) ต่างมีการละเล่นในพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผีด้วยภาษาและวัฒนธรรมของตน ที่ผสมกลมกลืนกับภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต และ
(3.) ครั้นนานต่อไปข้างหน้าเมื่อมีอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมือง ก็เรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย
ดังนั้น การละเล่นดั้งเดิมด้วยคำคล้องจองแพร่กระจายในสยาม 2 กลุ่ม ได้แก่ สยามโขง-ชี-มูล คำคล้องจองถูกทำเป็นหมอลำ, เพลงโคราช ฯลฯ และ สยามสาละวิน-กก-อิง คำคล้องจองถูกทำเป็นขับซอ ฯลฯ
(1.) สยามโขง-ชี-มูล
ประเพณีขับลำคำคล้องจองของชาวสยามโขง-ชี-มูล ซึ่งมีศูนย์กลางสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเวียงจันท์ถูกยกย่องเป็นต้นทางหมอลำ กับเมืองเสมายกย่องพัฒนาเป็นเพลงโคราชแผ่กระจายลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สยามลุ่มน้ำมูลมีพิธีกรรมเซ่นผีฟ้าเพื่อแก้บนที่วิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์ในข้าวปลาอาหารเลี้ยงชุมชนตลอดปี มีการละเล่นด้วยคำคล้องจองเป็นกลอนหัวเดียว ภาษาตระกูลไท-ไต สำเนียงโขง-ชี-มูล (ซึ่งต่อไปข้างหน้ามีการสร้างสรรค์เป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายในพิธีแก้บนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลทำนาทำไร่ ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อเพลงโคราช)
เมืองเสมา ลุ่มน้ำมูล เป็นแกนนำสยามจำนวนมากจากลุ่มน้ำต่างๆ ร่วมกันสถาปนาเมืองอโยธยา (บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา)
(2.) สยามสาละวิน-กก-อิง
เคลื่อนไหวลงไปมีศูนย์รวมอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) แม่น้ำท่าจีน บริเวณตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ประเพณีขับซอของลุ่มน้ำสาละวิน-กก-อิง แผ่ขยายลงไปลุ่มน้ำท่าจีน แล้วเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
โดยอำนาจหนุนหลังจากจีน สยามลุ่มน้ำท่าจีนได้ยกกำลังยึดอำนาจจากชนชั้นนำอโยธยา (กลุ่มสยามลุ่มน้ำมูล) จนได้ครอบครองอยุธยา จากนั้นผลักดันอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ ถูกเรียกว่า “ราชอาณาจักรสยาม” เมื่อเรือน พ.ศ. 2000
ไทยใหญ่-ไทยน้อย
อยุธยาเป็นศูนย์รวมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าสยาม แต่เรียกตนเองว่าไทย ดังนั้นไทยสยามอยุธยาจึงเรียกสยามสาละวิน-กก-อิงว่าไทยใหญ่ และเรียกสยามโขง-ชี-มูล ว่าไทยน้อย
อยุธยา (วงศ์สุพรรณภูมิ) กระชับอำนาจควบคุมทรัพยากรบริเวณที่ราบสูง ด้วยการให้ความสำคัญเมืองราดเป็นศูนย์กลางอำนาจลุ่มน้ำมูล และสถาปนานามใหม่ว่า “เมืองนครราชสีมา” เมื่อ พ.ศ. 2011 (พบในกฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ)
เมืองนครราชสีมาถูกเรียกชื่อเป็นภาษาปากอย่างสั้นๆ ว่า “ครราช” (คอน-ราด) แล้วกลายคำเป็น “โคราช” นับแต่นั้นวัฒนธรรมไท-ไตจากลุ่มน้ำมูลถูกเรียกตามภาษาปาก ได้แก่ สำเนียงโคราช, เพลงโคราช ฯลฯ แผ่ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา
วัฒนธรรมของไทยใหญ่กับไทยน้อย หลังเสียกรุงครั้งแรก (พ.ศ. 2112) ผสมกันในอยุธยา แล้วมีการละเล่นใหม่หลายอย่างที่ถูกทำเป็นการแสดงสืบเนื่องจนทุกวันนี้ มีหลักฐานตัวอย่างคือเพลงโคราชถูกพัฒนาเป็นเพลงฉ่อย นอกจากนั้นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายชาวบ้านถูกชาววังจำลองไป เพียงแต่ไม่ด้นด้วยกลอนหัวเดียว หากแต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง
กาพย์ เป็นคำสมมุติขึ้นใหม่เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ใช้เรียกกลอนดั้งเดิมที่มีตั้งแต่ดึกดำบรรพ์หลายพันหลายร้อยปีมาแล้ว แต่ถูกจัดระเบียบใหม่เป็นกลอนอ่านโดยกำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค และกำหนดส่งสัมผัสแน่นอน แล้วเรียกชื่อใหม่ด้วยคำบาลี-สันสกฤตว่ากาพย์
โคลง มีต้นตอจากกลอนลำซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายทางลุ่มน้ำโขง และรู้จักกว้างขวางในนามการละเล่นหมอลำ ส่วนกลอนลำมีพัฒนาการเป็นโคลงสี่และโคลงดั้น ดังนี้ โคลงสี่ แพร่หลายในรัฐล้านนา ได้แก่ โคลงนิราศหริภุญชัย โคลงดั้น แพร่หลายในรัฐอยุธยา ได้แก่ ทวาทศมาส, กำสรวลสมุทร, ยวนพ่าย
ความนิยมแต่งกาพย์ห่อโคลง (เพื่อการอ่านออกเสียง) เกี่ยวข้องกับประชากรในรัฐอยุธยาครั้งนั้น มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ ไทยใหญ่กับไทยน้อย
ไทยใหญ่ จากลุ่มน้ำสาละวิน นิยมการละเล่นที่เรียกซอหรือขับซอ (แปลว่าขับร้องเพลง) โดยช่างซอหญิงชายด้นเป็นกลอนขับโต้ตอบแก้กัน แล้วมีช่างปี่เป่าปี่คลอตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ กลอนขับซอนี่เองเป็นต้นตอของกาพย์
ไทยน้อย จากลุ่มน้ำโขง นิยมการละเล่นที่เรียกลำหรือหมอลำ (คำว่า ลำ แปลว่าขับร้องเพลงแบบด้นอย่างไม่มีตอนจบแน่นอน) โดยมีหมอแคนเป่าแคนคลอตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ กลอนลำของหมอลำนี่แหละเป็นต้นตอของโคลง
ด้วยเหตุนี้เองชนชั้นนำเมื่อสร้างสรรค์วรรณกรรมจึงกำหนดแต่งเป็นกาพย์และโคลงด้วยเนื้อความอย่างเดียวกันหรือสอดคล้องใกล้เคียงห่อหุ้มกัน ทำนองเดียวกับคำไทยอยุธยามาจากคำมอญหรือเขมรปนคำลาว เช่น ทองคำ มาจาก ทอง เป็นคำมอญ-เขมร ปนกับ คำ เป็นคำลาว ล้วนตรงกับภาษาอังกฤษว่า gold
เพลงโคราช ต้นแบบเพลงฉ่อย
ร้องรำทำเพลงซึ่งเป็นการละเล่นในวัฒนธรรมโขง-ชี-มูล ถูกทำเป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เพลงโคราชเป็นต้นแบบเพลงฉ่อย ด้วยเหตุดังนั้นเพลงฉ่อยยกย่องเพลงโคราชเป็นครู ซึ่งดูจากก่อนเล่นเพลงฉ่อยต้องไหว้ครูเพลงโคราช ซึ่งมีเหตุจากชาวสยามลุ่มน้ำมูล (เล่นเพลงโคราช) เป็นหัวหอกระดมพลังชาวสยามลุ่มน้ำอื่นๆ ร่วมสถาปนาเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งแรก บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ไม่ใช่สุโขทัย) แล้วพัฒนาเพลงฉ่อยด้วย “กลอนหัวเดียว” ตามแบบฉันทลักษณ์เพลงโคราช
ครูมนตรี ตราโมท อธิบายว่าเพลงโคราชกับเพลงฉ่อยของภาคกลางใกล้กันมาก เหตุจากเพลงฉ่อย “ใช้กลอนอย่างเพลงโคราชเป็นบทไหว้ครูและเกริ่น เพราะถือว่าเพลงโคราชเป็นครู” (จากหนังสือ การละเล่นของไทย ของ มนตรี ตราโมท สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง 2540 หน้า 63-64)
นับแต่นั้นเพลงฉ่อยถูกพัฒนาแตกแขนงออกไปหลากหลายในชื่อต่างๆ (ดูรายชื่อเพลงเหล่านั้นในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550)

คำว่า “ฉ่อย” (ในชื่อเพลงฉ่อย) ควรมีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอความช่วยเหลือให้พ้นจากภัยแล้งน้ำและโรคภัยไข้เจ็บ เพราะต้นทางเพลงฉ่อยมาจากเพลงโคราช ที่เป็นมรดกตกทอดจากพิธีกรรมแก้บนขอฝนให้พ้นความแห้งแล้งและขอความคุ้มครองให้พ้นจากผีร้ายโรคภัยไข้เจ็บ
คำที่มีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ให้มีความมั่งคั่งและมีความปลอดภัยจากผีร้าย พบในคำไท-ไต-ลาวลุ่มน้ำโขง ดังนี้
ช่อย (ช่วย) หรือ ซ่อย หมายถึงช่วยเหลือเกื้อกูล, ช่วยป้องกันไม่ให้มีภัยอันตราย (จากหนังสือ สารานุกรมภาคอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532) คำนี้ใกล้เคียงมากกับคำว่า “ฉ่อย” ทั้งเสียงและความหมายเก่าสุด
เพลงชาวบ้านต้นทางเพลงไทยเดิม
ตามประเพณีร้องรำทำเพลงของชนชั้นนำสมัยก่อน (ได้แก่ ทำนองเพลงดนตรีและคำร้องมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย) ได้จากเพลงชาวบ้าน (หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง) เช่น เพลงปรบไก่, เพลงฉ่อย ฯลฯ พบหลักฐานสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาที่จะยกมาบางส่วน ดังนี้
(1.) คำร้อง เพลงฉ่อยเป็นเพลงชาวบ้าน มีคำร้องเป็น “กลอนหัวเดียว” (แล้วท่องจำไปเล่นเรียก “ด้น”)
กลอนหัวเดียวมีแบบแผน (หรือฉันทลักษณ์) เป็นกลอนแบบเก่าสุดของไทยซึ่งมี ต้นตอจากคำคล้องจอง
ราชสำนักโบราณพัฒนาแบบแผนกลอนหัวเดียวของชาวบ้านเป็น ฉันทลักษณ์ “กลอนสัมผัสสลับ” อย่างสั้นๆ ได้แก่ คำร้องเพลงมโหรีสมัยอยุธยา แล้วขยายยาวขึ้นเป็นกลอนต่างๆ ได้แก่ กลอนเพลงยาว, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิราศ กระทั่งเป็นกลอนแปด, กลอนสุภาพ, กลอนสุนทรภู่ ฯลฯ
ดังนั้นเพลงฉ่อยของชาวบ้าน เป็นต้นทางเพลงไทยเดิมตามประเพณีตั้งแต่สมัย อโยธยา-อยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบัน
(2.) ทำนอง เพลงปรบไก่เป็นเพลงชาวบ้านอีกชุดหนึ่ง มีทำนองร้องรับอย่างหนึ่งว่า “ฉ่า ฉ่า ฉ่า ช้า ชะ ฉ่า ไฮ้”
ราชสำนักโบราณปรับทำนองร้อง (ปากเปล่า) เพลงปรบไก่ของชาวบ้าน เป็นแบบแผนตีเครื่องหนัง (คือกลองมีหนังหุ้ม) ประกอบจังหวะ เช่น ตะโพน ฯลฯ ในวงดนตรีประเพณีของราชสำนัก แล้วเรียกใหม่ว่า “หน้าทับปรบไก่” ยังใช้สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ [จากหนังสือ โน้ตเพลงไทย เล่ม 1 กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2504 หน้า 13]
คำคล้องจองในคำขับลำหลายพันปีมาแล้ว เป็นต้นทางร้อยกรองต่างๆ รวมทั้งกลอนหัวเดียวดังนี้
คําคล้องจอง เริ่มแรกเป็นภาษาพูดในชีวิตประจําวันประกอบด้วยคําคล้องจองกับไม่คล้องจองปนอยู่ด้วยกัน โดยไม่จําแนกหรือไม่แยกออกจากกัน
คำคล้องจองเก่าแก่มีสอดแทรกในคำบอกเล่าเรื่องกำเนิดโลก และเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า ซึ่งปัจจุบันพบความทรงจำสืบเนื่องเป็นลายลักษณ์อักษรมีสองสำนวน คือ พงศาวดารล้านช้าง กับ ความโทเมืองจากเมืองหม้วย
[พงศาวดารล้านช้าง (ต้นฉบับจากลาว) พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เรียบเรียงเป็นภาษาไทย พิมพ์รวมในหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 1, ความโทเมืองจากเมือง หม้วย (“ความโทเมือง” เป็นภาษาผู้ไท หมายถึงเล่าความเป็นมาของเมือง) ต้นฉบับอักษรและภาษาผู้ไทจากเวียดนาม อยู่ในบทความเรื่อง “ความโทเมืองจากเมืองหม้วย” โดย James R. Chamberlain พิมพ์ในหนังสือ รวมบทความประวัติศาสตร์ ของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 8 (กุมภาพันธ์ 2529) หน้า 71-109]
คําคล้องจองดั้งเดิมมีลักษณะเสรีเต็มที่ และมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการเล่าเป็นเรื่องราวที่มียาวขึ้นจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคําพูดในชีวิตประจําวัน โดยไม่กําหนดแบบแผน ไม่กําหนดจํานวนคําและสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น (ซึ่งตรงข้ามกับร้อยกรองที่คุ้นเคยทุกวันนี้ ล้วนให้ความสําคัญต่อสิ่งที่เรียกสมัยหลังจนปัจจุบันว่าฉันทลักษณ์ หมายถึงกําหนดจํานวนคําแต่ละวรรค และกําหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค)
ครั้นหลังรับศาสนาจากอินเดีย แบบแผนคําคล้องจองได้รับยกย่องเป็นคําศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น บทสวด, บทเทศน์มหาชาติ, บทสรรเสริญ หรือประณามพจน์ ฯลฯ แล้วถูกเรียกว่าร่าย มีทั้งร่าย (ปกติ) และร่ายยาว
คําคล้องจองทวีความสำคัญมีพัฒนาการเป็นต้นทางของคําประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่รู้จักทั่วไปในทุกวันนี้ว่ากลอน ซึ่งมี 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลํา, กลอนร้อง
- กลอนร่าย ใช้ในการละเล่นในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ใช้เซิ้งเรียก กลอนเซิ้ง, ใช้สวดเรียก กลอนสวด, ใช้เทศน์เรียก กลอนเทศน์
- กลอนลํา ใช้ทั่วไปในงานมหรสพ เช่น หมอลําต่างๆ นับเป็นต้นทางของโคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น
- กลอนร้อง หรือรู้กันทั่วไปอีกว่ากลอนเพลง ใช้เล่นเพลงโต้ตอบเรียกกลอนหัวเดียว แล้วพัฒนาเป็นกลอนหก กลอนแปด ต่อมาเรียกตามลักษณะงานว่ากลอนบท ละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาวนิราศ ฯลฯ
[มีอธิบายอย่างละเอียดใน โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สํานักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524]
กลอนหัวเดียว หมายถึงกลอนส่งสัมผัสท้ายวรรคเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบของเพลงนั้นๆ เช่น ลงท้ายวรรคด้วยเสียง ไ- หรือ ใ- ก็ลงเสียงนี้ไปตลอดไม่เปลี่ยนเป็นเสียงอื่น ซึ่งง่ายต่อการท่องจำไปร้องด้น
ชนชั้นนำสยามเมืองราด แผ่อำนาจจากลุ่มน้ำมูล (ที่ราบสูง) ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากนั้นรวมพลังเครือญาติและเครือข่ายการเมือง-การค้า สถาปนาเมืองอโยธยาบนชุมทางแม่น้ำ 3 สาย (เจ้าพระยา-ป่าสัก-ลพบุรี)
เพลงกลอนหัวเดียวในพิธีกรรมแก้บนขอฝนจากเมืองราด แผ่อำนาจของภาษาและวัฒนธรรม “โขง-ชี-มูล” ลงไปฟักตัวในเมืองอโยธยา นับแต่นั้นชาวสยามเมืองอโยธยา พูดภาษาไท-ไต สำเนียงเหน่อยานคางแบบ “โขง-ชี-มูล” (ปัจจุบันเรียกสำเนียงโคราช) และแก้บนขอฝนด้วยเพลงโต้ตอบแก้กันเป็นกลอนหัวเดียว (ปัจจุบันเรียกเพลงโคราช)
ต่อมามี “ห่ากาฬโรค” ระบาดลงเมืองอโยธยา ทำให้ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน จากนั้นชนชั้นนำสยามแก้อาถรรพณ์ด้วยการย้ายศูนย์กลางอำนาจจากที่เก่าไปสถาปนาบนพื้นที่ใหม่ชื่อกรุงศรีอยุธยาหรือเรียกสั้นๆ ว่าอยุธยา โดยสืบทอดอำนาจอโยธยาเมืองเก่า
3. การละเล่นเป็นการแสดง
การละเล่นในพิธีกรรมถูกปรับเปลี่ยนเป็นการแสดงสนุกสนานเมื่อไร?
กำหนดไม่ได้อย่างเฉพาะเจาะจงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพราะเป็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไปตามการขยายตัวโตขึ้นของชุมชนที่มีการค้านานาชาติกว้างขวาง โดยมีประชาชนพลเมืองจากที่ต่างๆ โยกย้ายเข้าอยุธยาขณะเดียวกันก็ได้วัฒนธรรมล้ำหน้าจากนานาชาติ
การละเล่นในพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผีมีในชุมชนที่ทุกคนร่วมกันเป็นผู้เล่น โดยไม่มีคนดู ครั้นหลังจากนั้นพลังของการค้า-ศาสนา-การเมือง และเทคโนโลยีก้าวหน้าจากนานาชาติกระตุ้นและผลักดันการละเล่นเป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานบันเทิงด้วยการแยกคนเล่นกับคนดูออกจากกัน
งิ้วในวัฒนธรรมจีน
พลังแรกๆ ที่เปลี่ยนการละเล่นในอยุธยาเป็นการแสดงคืองิ้ว ทั้งนี้เนื่องจากงิ้วในวัฒนธรรมจีนก่อรูปจากการเล่นเพลงหลายพันปีมาแล้ว จากนั้นมีพัฒนาการก้าวหน้าเป็นการแสดงแพร่หลาย โดยมีโรงงิ้วอย่างถาวรในชุมชนและในตลาดกลางเมืองตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1500 โดยมีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงตามลำดับดังนี้
(1.) จีนหนุนกษัตริย์รัฐสุพรรณภูมิครอบครองอยุธยา และหนุนการค้า-การเมืองอยุธยา ต่อเนื่องยาวนานเป็น 100 ปี ตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1900 ถึง พ.ศ. 2112
(2.) วัฒนธรรมจีนหลั่งไหลไปเบ่งบานเต็มที่ในอยุธยา ทั้งวัฒนธรรมหลวงและวัฒนธรรมราษฎร์ ตั้งแต่อาหารการกินซึ่งมีภาพเขียนอยู่ในกรุวัดราชบูรณะรูปพ่อครัวจีนยกอาหารศักดิ์สิทธิ์ถวายอำนาจเหนือธรรมชาติ จนถึง “งิ้ว” ซึ่งต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และก้าวหน้ามากสมัยอยุธยาตอนต้น
(3.) พระนารายณ์ รับราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีหลายชุดด้วยโขน, ละคร, ระบำ, และโดยเฉพาะงิ้ว ซึ่งเป็นการแสดงซึ่งมีผู้เล่นแยกกับคนดู (ตามบันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส)
วัฒนธรรมก้าวหน้าจากนานาชาติ
นอกจากนั้นเทคโนโลยีตะวันตกเป็นหนึ่งในหลายอย่างของวัฒนธรรมก้าวหน้าจากนานาชาติที่แพร่หลายถึงรัฐอยุธยา และมีพลังดึงดูดความสนใจให้ชนชั้นนำอยุธยาเข้าหาข้อมูลความรู้ด้านอื่นๆ แล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนเข้าถึงและใช้สร้างสรรค์งานต่างๆ รวมทั้งการละเล่นถูกทำเป็นการแสดง
วัฒนธรรมและเทคโนโลยีจากตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามากับการค้านานาชาติทางทะเลสมุทรถึงพระนครศรีอยุธยา ราวหลัง พ.ศ. 2000 เช่น ปืนไฟ, ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก, การพิมพ์แบบตะวันตก, อาหารการกิน, เพลงดนตรีแบบยุโรป ฯลฯ
โดยเฉพาะเพลงดนตรีจากยุโรป แพร่หลายในอยุธยา เริ่มจากเพลงดนตรีทางศาสนาคริสต์ มีการขับร้องประสานเสียง, โน้ต, เครื่องดนตรี (เช่น แตรฝรั่ง, ไวโอลิน, ออร์แกน เป็นต้น)
พบหลักฐานจากเอกสารว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) โปรดปรานเพลงดนตรีตะวันตก จึงให้เกณฑ์ชาวโปรตุเกสซึ่งอยู่ในบังคับของวังหน้าไปร้องรำทำเพลงในงานเทศกาลอยู่เสมอ
สิ่งเหล่านี้มีส่วนหล่อหลอมแนวคิดปัจเจกบุคคลแบบตะวันตก ในที่สุดเริ่มมีเพลงดนตรีเพื่อฟังแล้วสร้างสรรค์การบรรเลงคนเดียวที่ฝรั่งเรียกโซโล (solo) ไทยเรียกเดี่ยว (จะส่งผลชัดเจนต่อไปข้างหน้าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อสุนทรภู่แต่งนิทานกลอนเรื่องพระอภัยมณี แล้วกำหนดให้พระอภัยมณีชำนาญเป่าปี่ลีลาโซโลหรือเดี่ยวปี่)
แนวคิดตะวันตกจำนวนหนึ่งซึ่งคนในอยุธยาบางกลุ่มรับรู้กว้างขวางอย่างไม่รู้ตัวโดยผ่านกิจกรรมร้องรำทำเพลงดนตรีแบบตะวันตกซึ่งกระตุ้นปัญญาและความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นเป็นพลังสร้างสรรค์ถึงเพลงดนตรีอยุธยาตลอดจนภาษาและวรรณกรรม
โดยเฉพาะเพลงดนตรีอยุธยา (หรือต่อมาจนปัจจุบันเรียกเพลงดนตรีไทยเดิม) ใช้ประโคมในพิธีกรรมเป็นมหรสพให้มีเสียงดังๆ แต่ไม่ได้มีเพื่อการฟังของคน เมื่อมีประโคมเพลงดนตรีอยุธยาจึงมีคนได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง ส่วนเพลงดนตรีตะวันตกเน้นเพื่อการฟัง ดังนั้นในเพลงเดียวกันมีหลายทำนองทั้งช้าและเร็วผสมผสานกันอย่างกลมกลืนและดึงดูดคนฟัง
4. สรุป การแสดงตามประเพณี
การแสดงตามประเพณีมีกำเนิดจากการละเล่นในพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งแต่ละชุดของการแสดงตามประเพณีมีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงต่างๆ กัน เท่าที่พบตัวอย่างไม่มากนัก โดยสรุปดังนี้
เสียงโหยหวน-ลูกคอ
การละเล่นขับลำคำคล้องจองเป็นทำนองด้วย “เสียงโหยหวน” และ “ลูกคอ” หลายพันปีมาแล้ว สืบทอดต่อมาเป็นต้นแบบการแสดงหมอลำ, ทำขวัญ, เทศน์มหาชาติ, เอื้อนในเพลงเถา, ลูกทุ่ง ฯลฯ
โคราช-พาดควาย-ปรบไก่-ฉ่อย-เทพทอง
คำต่างๆ กัน ว่า “โคราช-พาดควาย-ปรบไก่-ฉ่อย-เทพทอง” เป็นชื่อเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย ด้วยกลอนหัวเดียว ที่มีความเก่าแก่มาก เป็นต้นแบบของเพลงโต้ตอบอื่นๆ ในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา อันเป็นที่รู้ทั่วกันในกลุ่มนักปราชญ์และนักค้นคว้าเรื่องเหล่านี้
เพลงโคราช หมายถึงเพลงลุ่มน้ำมูลบริเวณเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “โคราช” ต้นทางเพลงโต้ตอบของลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เพลงพาดควาย หมายถึงเพลงโต้ตอบมีทำนองคล้ายเพลงฉ่อยตอนไหว้ครู (เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2550 หน้า 467)
[พาดควายหมายถึงอะไร? ยังไม่พบคำอธิบาย]
เพลงปรบไก่ หมายถึงเพลงโต้ตอบแก้กัน ที่คนร้องใช้มือสองข้างปรบให้จังหวะที่คนสมัยนั้นฟังคล้ายเสียงไก่กระพือปีกตีสีข้างปรบเข้าตัวไก่ หรือไก่ปรบปีก
จังหวะปรบไก่ของเพลงโต้ตอบถูกยกไปเป็นจังหวะตีตะโพนในวงดนตรีไทยเดิม (ของราชสำนัก)
เพลงฉ่อย หมายถึงเพลงโต้ตอบแก้กันที่มีต้นแบบจากเพลงโคราช
เพลงเทพทอง เป็นชื่อเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายในวิถีประชาชนชาวบ้าน ด้วยการ “ด้น” กลอนหัวเดียว (หมายถึงท่องจำกลอนเพลงที่มีผู้อื่นแต่งไว้ไปร้องปากเปล่าจากความจำโดยไม่ต้องจดบนสมุดไปเปิดอ่าน) เป็นถ้อยคำเกี่ยวกับการสมสู่เสพสังวาสสัญลักษณ์ขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร
ลักษณะทางเพศของเพลงเทพทองเป็นที่ยอมรับของชนชั้นนำมาแต่ดั้งเดิมสืบทอดจนถึงรัฐอยุธยา โดยพบหลักฐานสำคัญเมื่อพระบรมโกศเสด็จไปงานสมโภชพระพุทธบาท (สระบุรี) มีมหรสพสารพัดปะปนกันทั้งของหลวงและของราษฎร์ พบข้อความพรรณนาในบุณโณวาทคำฉันท์กล่าวถึงเพลงเทพทองของชาวบ้านว่าเป็นเพลงโต้ตอบด้วยถ้อยคำล่อแหลมหมิ่นเหม่ แต่ถูกใจคนฟังอย่างยิ่ง ว่า “เทพทองคนองเฮ”
ส่วนถ้อยคำส่อถึงการสมสู่เสพสังวาสปัจจุบันถือเป็นคำหยาบหรือขนาดเบาหน่อยว่าเป็นคำสองแง่สองง่ามหรือสองง่ามสามแง่ ซึ่งเป็นที่รับรู้ในหมู่เจ้านายชั้นสูงมาแต่โบราณกาล เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่าเมื่อมีสมโภชช้างเผือกมักมีเพลงเทพทองหรือเพลงปรบไก่ว่ากันหยาบๆ มาเล่นสมโภชในงานเสมอ (อ้างไว้ในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2550 หน้า 436-442)
เทพทองเป็นชื่อผูกขึ้นใหม่เรียกเพลงโต้ตอบแก้กันของชาวบ้านแบบหนึ่งหลังได้รับยกย่องจากชนชั้นนำในราชสำนักโบราณว่าเป็นการละเล่นเฮี้ยน, ขลัง, ศักดิ์สิทธิ์ แต่สนุกสนานอย่างยิ่ง ดังนั้นราชสำนักต่อมาได้ปรับปรุงร้องเทพทองมีทำนองเพลงแบบต่างๆ เพื่อใช้งานต่างกัน ได้แก่ แบบชาวบ้าน, แบบละครชาตรี, แบบละครนอก
เชื่อกันสืบเนื่องมานานแล้วว่า “เพลงเทพทองมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าเพลงสุโขทัย เป็นเพลงเก่าแก่ที่สุดของไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยราชธานีแห่งแรก” แต่หลักฐานวิชาการยืนยันว่ากรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย ดังนั้นเพลงเทพทองไม่ใช่เพลงเก่าแก่ที่สุดตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ส่วนที่เชื่อกันอย่างนั้นมีเหตุจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อมูลในเอกสารเก่าเมื่อแผ่นดิน ร.5 ที่บอกเล่าเรื่องการขับร้องเพลงเทพทอง แล้วได้บอกเพิ่มเติมว่ายังมีเพลงร้องอีกอย่างหนึ่งเรียกเพลง “โสกกะไท” (ภาษาปากที่กลายคำจากชื่อสุโขทัย) ทำนองคล้ายเพลงเทพทอง หมายความว่าเพลงโสกกะไทเป็นอีกเพลงหนึ่งที่มีทำนองคล้ายเพลงเทพทอง ดังนั้นสุโขทัยไม่ใช่อีกชื่อหนึ่งของเพลงเทพทองตามที่เชื่อกันมา
เพลงยาวเพลงสั้น
เพลงยาว เป็นกลอนเพลงที่แต่งอย่างยาวต่อเนื่องหลายคำกลอน มีความหมาย 2 อย่าง คือ จดหมายเหตุ กับจดหมายรัก ดังนี้
(1.) จดหมายเหตุ บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เช่น เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา, นิราศ ฯลฯ
เฉพาะนิราศมีชุดสำคัญคือนิราศของสุนทรภู่ที่เขียนบอกด้วยตนเองว่า “เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว” หมายถึงเพลงยาวนิราศ ที่ถูกเรียกสั้นๆ ว่านิราศ
ดังนั้นสุนทรภู่ไม่ได้รับจ้างแต่งเพลงยาวเกี้ยวสาวตามที่เชื่อกันมาอย่างไม่ถูกต้อง แต่แท้จริงแต่งนิราศ (คือเพลงยาว)
(2.) จดหมายรัก แต่งอย่างยาวด้วยกลอนเพลงเกี้ยวกัน ซึ่งเป็นเครื่องเล่นหรืองานอดิเรกของหญิงชายชนชั้นนำหรือผู้ดีมีตระกูลที่ “อ่านออก เขียนได้” แล้วแต่งเกี้ยวเล่นๆ สนุกๆ อวดเชิงกวี ไม่จริงจังกับการเกี้ยวพาราสี จึงไม่มีแต่งงานด้วยเพลงยาว
ประชาชนชาวบ้านทั่วไป “เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก” จึงไม่เคยแต่งเพลงยาวเกี้ยวกัน และไม่เคยจ้างใครแต่งเพลงยาว
เพลงสั้น คือกลอนเพลงที่แต่งอย่างสั้นสำหรับร้องมโหรี
มโหรี
สมัยอยุธยามโหรีหมายถึงเครื่องมีสายใช้บรรเลงขับกล่อมอย่างเบา ซึ่งมีคำร้องเป็นนิยาย เช่น พระรถเสน (พระรถ นางเมรี) ด้วยเครื่องมือ 5 อย่าง (อาจปรับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นบ้างก็ได้) ได้แก่ กระจับปี่, ซอสามสาย, ขลุ่ย, โทนรำมะนา, กรับ พบทั่วไปในภาพสลักและภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฯลฯ
[ต้นแบบเครื่องบรรเลงเพลงดนตรีอย่างนี้ พบในปูนปั้นประดับฐานสถูปในวัฒนธรรมทวารวดี หลัง พ.ศ. 1000 เมืองคูบัว (อ. เมืองฯ จ. ราชบุรี)]

ร้องมโหรี เรียก “ร้องเนื้อเต็ม” หมายถึงร้องพร้อมเครื่องบรรเลงทำนองเคล้าคลอไปพร้อมกัน (เหมือนเพลงไทยสากล ลูกกรุง-ลูกทุ่ง ในวัฒนธรรมป๊อปทุกวันนี้)
มโหรีปัจจุบันเป็นประเพณีใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ (ไม่เหมือนสมัยอยุธยา) คือจัดวงใหม่และร้องอย่างใหม่ เรียก ร้อง-รับ
คำว่า “มโหรี” มีในกัมพูชา หมายถึงเครื่องบรรเลงชนิดหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าคำนี้ได้จากกัมพูชาหรือมาจากที่อื่น?
บทมโหรีหมายถึงคำร้องเป็นกลอนเพลง ซึ่งมาจากคำคล้องจองส่งสัมผัสนอก-ใน ไม่เคร่งครัด ที่ถูกยกย่องเป็นกลอนแบบเก่าสุด (เท่าที่พบขณะนี้) เป็นต้นทางพัฒนาการเป็นกลอนแบบอื่นๆ ได้แก่ กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาว, กลอนนิราศ, กลอนสุภาพ (หรือกลอนแปด, กลอนสุนทรภู่)
จำอวด
“จำอวด” เป็นชื่อตำแหน่งสังกัดกรมละคร เมื่อเรือน พ.ศ. 2000 (มีอยู่ในพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน) แสดงว่า “จำอวด” มีมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว
ข้าราชการกรมละครทำหน้าที่เล่นละคร มี 4 ตำแหน่ง คือ นายโรง (ศักดินา 200), นางเอก (ศักดินา 100), นางเลว (ศักดินา 80), จำอวด (ศักดินา 50)
จำอวดมีศักดินา 50 ศักดิ์ศรีเหนือไพร่หรือชาวบ้านทั่วไป (ยาจก, วณิพก, ทาส มีศักดินา 5 เป็นต่ำสุดของสมัยอยุธยา) ทำหน้าที่ในละครหลวงคือเชื่อมโยงเรื่องราวและสร้างอารมณ์ขัน
พบหลักฐานจากเอกสารลาลูแบร์ (ราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศส) เมื่อดูการแสดงที่ราชสำนักอยุธยาจัดต้อนรับ ซึ่งมีโขน, ละคร, ระบำ, รวมทั้งจำอวด ว่า “มีชาย 2 คน มาเจรจากับคนดูด้วยถ้อยคำตลกโปกฮา คนหนึ่งกล่าวในนามของผู้แสดงฝ่ายชาย อีกคนหนึ่งกล่าวในนามของผู้แสดงฝ่ายหญิง”
การละเล่นของจำอวดเกี่ยวข้องเชื่อมโยงขับลำคำคล้องจองตามความเชื่อในพิธีกรรมเรื่องขวัญทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว เป็นต้นแบบให้สวดพระมาลัย, ลำ สวด, สวดคฤหัสถ์ และเล่นออกสิบสองภาษา (ข้อมูลอีกมากอยู่ในบทความเรื่อง “สวดคฤหัสถ์จากขับลำหลายพันปี” ในหนังสือ โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2563 หน้า 252-269)
ลิเก
มาจากการละเล่นสวดแขกของชาวมุสลิมมลายูปัตตานี ที่ถูกปรับเข้ากับประเพณี
ชนชั้นนำกรุงเทพฯ เช่น (1.) แต่งตัวเลียนแบบละคร แต่ทำให้เพี้ยน (2.) ปี่พาทย์ละคร แต่บรรเลงแบบป๊อป และ (3.) ใส่ถุงเท้ายาวถึงหัวเข่าแบบฝรั่ง
เพลงทรงเครื่อง
มาจากเพลงโต้ตอบที่ปรับเปลี่ยนเลียนแบบละคร-ลิเก และเล่นจับเรื่องมีนิยาย
การแสดงยังมีอีก
นอกจากที่ยกมาแล้ว การแสดงตามประเพณีมีกำเนิดจากการละเล่นยังมีไม่น้อย
แต่เรื่องเหล่านั้นเป็นที่รับรู้กว้างขวางแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรวบรวมมาเสนอซ้ำอีก
สามารถรับชมและรับฟังเพลง
บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ เล่มที่ 1 บทมโหรีและเพลงปฏิพากย์
บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ เล่มที่ 2 เพลงทรงเครื่อง
บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ เล่มที่ 3 เพลงร้องรำพัน
บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ เล่มที่ 4 เพลงออกสิบสองภาษา
ได้ที่ : https://www.youtube.com/@PMSF_FOUNDATION/playlists
อ่านเพิ่มเติม :
- จิตร ภูมิศักดิ์ วิพากษ์ “ดนตรีไทย-เพลงไทยเดิม” เหตุไม่พัฒนา จึงสาบสูญ
- เมกะโปรเจกต์ “ดนตรีไทย” ปี 2473-2485 ระดมบรมครูเพลง บันทึกเพลงไทยเป็นโน้ตสากล
- “หลวงประดิษฐไพเราะ” ครูเพลงไทย ที่กษัตริย์กัมพูชาขอยืมตัวจาก ร.7 ไปสอนดนตรีให้ราชสำนัก
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2569





