รู้หรือไม่ ไซยาไนด์ สารพิษที่มีในธรรมชาติ และการสังเคราะห์ทางเคมี

ไซยาไนด์ สารพิษที่มีในธรรมชาติ และการสังเคราะห์ทางเคมี
ไซยาไนด์ สารพิษที่มีทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

ไซยาไนด์ สารพิษที่มีในธรรมชาติ และการสังเคราะห์ทางเคมี

ไซยาไนด์ เป็นสารเคมีมีพิษที่มีในธรรมชาติ และการสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยไซยาไนด์ที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ ได้แก่ การทำปฏิกิริยาทางเคมีต่างๆ ในธรรมชาติ, การขับถ่ายของเสีย หรือการสลายตัวของสารประกอบบางชนิดในธรรมชาติโดยจุลินทรีย์พืชและสัตว์

ไซยาไนด์ ภาพจาก มติชน ออนไลน์

ไซยาไนด์ธรรมชาติ

มีพืชประมาณ 1,000 ชนิด และจุลินทรีย์มากกว่า 90 สายพันธุ์ ที่สามารถสังเคราะห์ไซยาไนด์ได้ และมีพืชชั้นสูงกว่า 800 ชนิด ที่มีไซยาไนด์เป็นองค์ประกอบ เช่น มันสำปะหลัง, ข้าวฟ่าง, ต้นไผ่ (หน่อไม้), ข้าวโพด, อัลมอนด์ ฯลฯ

ดังนั้น การบริโภคพืชเหล่านี้ จึงต้องปรุงสุกเสียก่อน ซึ่งบางครั้งก็มีข่าวการเสียชีวิตจากการกินพืชดังกล่าวโดยเฉพาะหน่อไม้ และมันสำปะหลัง ขณะที่แมลงหลายชนิดก็สามารถสร้างไซยาไนด์ และปล่อยออกมาเพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากศัตรู เช่น ตะขาบ, กิ้งกือ, ผีเสื้อ, แมลงปีกแข็ง ฯลฯ

ไซยาไนด์จากมนุษย์

ทว่าแหล่งกำเนิดพิษของไซยาไนด์ที่สำคัญไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ท่อไอเสียรถยนต์, ควันบุหรี่ ฯลฯ และที่สำคัญคือ การสังเคราะห์สารไซยาไนด์ (Cyanide) เกิดขึ้นในต้นศตวรรษที่ 18

ต่อมาใน ค.ศ. 1782 Karle Scheele นักเคมีชาวสวีเดน เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่สังเคราะห์ “ไฮโดรเจนไซยาไนด์” สำเร็จ หากหลังการค้นพบดังกล่าวเพียง 4 ปี Karle Scheele ก็เสียชีวิตเนื่องจากได้รับพิษของไฮโดรเจนไซยาไนด์ในห้องปฏิบัติการ

ค.ศ. 1834 เริ่มผลิตโซเดียมไซยาไนด์ขึ้นครั้งแรก ปัจจุบันมีผู้ผลิตไซยาไนด์รายสำคัญคือ Dupont จากอเมริกา, Degussa จากเยอรมนี และ ICI จากอังกฤษ

ไซนาไนด์ และไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นสารเคมีที่ใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเหมืองทองคำ, อุตสาหกรรมเหล็กกล้า, การผลิตพลาสติก, กาว, สารทนไฟ, เครื่องสำอาง, ยารักษาโรค, อาวุธสงคราม (ในสงครามโลกครั้งที่ 2) ฯลฯ

ทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพจาก “บันทึกภาพประวัติศาสตร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2”, สนพ.มติชน สิงหาคม 2552 )

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสากรรมเหมืองทองคำ ที่ใช้ไซยาไนด์ยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1806 มากกว่า 90% ของการผลิตทองคำทั่วโลก ในแต่ละปีใช้ไซยาไนด์แยกสกัดทองคำออกจากสินแร่ เนื่องจากไซยาไนด์มีคุณสมบัติที่ดีในการละลายทอง และต้นทุนในการผลิต ขณะที่ความเป็นพิษของไซยาไนด์ แม้ว่ามีความเป็นพิษสูงแบบฉียบพลัน แต่ไม่จัดเป็นสารก่อมะเร็ง

สำหรับความเป็นพิษ ไซยาไนด์ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการหายใจ, การสัมผัส และการบริโภค ซึ่งทำให้เกิดพิษแบบเฉียบพลัน คือ ทำอวัยวะที่สัมผัสไซยาไนด์โดยตรง (เช่น ผิวหนัง, ปอด, กระเพาะอาหาร ฯลฯ) และอวัยวะอื่น (เช่น ระบบสมอง, หัวใจ ฯลฯ) บาดเจ็บและเป็นอันตราย จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ส่วนการเกิดพิษแบบเรื้อรัง ส่วนมากเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีไซยาไนด์ปริมาณต่ำเป็นเวลานาน แม้ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลกับสุขภาพและการเกิดโรคต่างๆ เช่น ระบบการหายใจ, สมอง และการมองเห็น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก จุฑารัตน์ อาชวรัตน์ถาวร. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไซยาไนด์ CYANIDE INTRODUCTION, สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2547.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 เมษายน 2566