ผ่า “สมุดใต้หมอน” ในราชสำนักจีนจดเคล็ด-ท่วงท่าแห่งรัก สะท้อนคติเรื่องเซ็กซ์ยุคโบราณ

(ภาพประกอบเนื้อหา) เจ้าสาวของ "บัณฑิตราตรี" ตกใจกับการเปิดเผย "สมุดใต้หมอน" ของสามี (ภาพจากอัลบั้มสมัยราชวงศ์หมิง ในหนังสือ Chinese Sex Secrets, 1996)

หากในอินเดียมีตำรากามสูตร (Karma Sutras) ในญี่ปุ่นมีชุงกะ (Shunga) ขณะที่จีนก็มีแหล่งบันทึกข้อมูลในเชิงคำแนะนำซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “สมุดใต้หมอน”

เรื่องราวและองค์ความรู้ว่าด้วยพฤติกรรมทางเพศอาจเป็นเรื่องที่คนยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยรู้สึกเขินอายเมื่อจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ แม้จะอยู่กันสองต่อสองแล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่า ในสมัยโบราณ มโนทัศน์เกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมทางเพศเป็นเรื่องที่กลุ่มชนฝั่งตะวันออกให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ญี่ปุ่น จีน (หรือแม้แต่ไทยเอง) ในครั้งนี้ เราจะพูดถึงเรื่องทางเพศในวัฒนธรรมจีนในแง่มุมที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาอย่างเรื่อง “สมุดใต้หมอน” (Pillow Books)

บริบทเรื่องแนวคิดทางเพศ

ในสังคมจีนมีรากฐานแนวคิดเรื่องหยิน-หยาง ขั้วตรงข้ามของสรรพสิ่งเป็นพื้นฐาน สำหรับสายขงจื๊อ จะนิยมสังคมแบบชายเป็นใหญ่และมีลักษณะอำนาจนิยม ขณะที่กลุ่มที่ยึดถือแนวคิดแบบเต๋า จะเปิดกว้างต่อการแสดงออกจากทางจิตวิญญาณแบบจีนตามธรรมชาติของมนุษย์ ความเชื่อต่อธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปมากกว่าการเชื่อในสติปัญญาของมนุษย์ ทำให้มุมมองต่อพฤติกรรมทางเพศของกลุ่มนิยมแนวคิดแบบเต๋าค่อนข้างเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตมากกว่า

ด้วยแนวโน้มและมุมมองที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศอันเป็นไปตามแบบธรรมชาติโดยไม่นำไปผูกกับเรื่องสำนึกและความละอายในทางจารีต บริบทนี้กลายเป็นรากฐานของทัศนคติรูปแบบหนึ่งในสังคมจีน

อย่างไรก็ตาม สภาพสังคมที่มีสำนักคิดที่แตกต่างกันก็ไม่ได้เป็นปัญหานักสำหรับการใช้ชีวิตของปัจเจก เนื่องมาจาก สำนักคิดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสถานะศาสนาตามมุมมองแบบตะวันตก ชาวจีนไม่ได้ถูกจำกัดควบคุม หรือปิดกั้นพฤติกรรมจากวิธีคิดเรื่องการให้รางวัลหรือลงโทษบุคคลจากพระเจ้าตามลักษณะพฤติกรรม

ภาพที่สะท้อนให้เห็นในแง่การปฏิบัติอันสืบเนื่องมาจากบริบทนี้ อาจยกตัวอย่างได้ถึง สภาพของครอบครัวชนชั้นกลางแบบลัทธิขงจื๊อที่มี “ภรรยา” ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ควบคุมดูแลกิจกรรมในครัวเรือน ดูแลบุตรหลาน และได้รับความเคารพ แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่ทางสังคม ไม่ค่อยออกมาพบปะคนแปลกหน้า ในขณะเดียวกัน “ภรรยารอง” จะเป็นฝ่ายที่ตอบสนองความต้องการในชีวิตตามธรรมชาติของสิ่งมีชีิวตแบบเต๋า ภรรยารองเป็นฝ่ายเอาอกเอาใจและตอบสนองเรื่องบนเตียง ให้ความบันเทิงสหายของหัวหน้าครอบครัว

สมุดใต้หมอน

“สมุดใต้หมอน” เป็นบันทึกชนิดหนึ่งของจีนที่มักได้ยินชื่อพัวพันกับเรื่องในราชสำนักจีนกัน สมุดเล่มนี้แตกต่างจากข้อมูลในตำราแบบอาหรับ อินเดีย และญี่ปุ่น บันทึกลักษณะนี้ประกอบไปด้วย “ข้อแนะนำ” ซึ่งถูกแปรมาเป็นภาพหรือข้อมูลจัดเก็บในรูปแบบ “หนังสือ” หรือ “ม้วนตำรา”

ภายใน “ข้อแนะนำ” เหล่านี้ประกอบไปด้วยท่วงท่าการร่วมรักหลากหลายแบบ ชาร์ลส ฮูมานา และหวัง อู่ นักเขียนที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศของจีนโบราณ บรรยายว่า ส่วนใหญ่แล้ว บันทึกเหล่านี้มักถูกเก็บเป็นม้วนตำราแบบยาว เมื่อเปิดแล้วก็จะสามารถทัศนาตัวเลือกต่างๆ

นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า ม้วนหนังสือเหล่านี้มีแพร่หลายอยู่มากมาย แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้ถูกหยิบมาแสดงเนื้อหาเมื่อออกจากนอกห้องนอนแล้ว แต่มันย่อมทำให้เกิดการผลิตซ้ำของท่วงท่าต่างๆ แม้ว่าในบันทึกจะไม่ได้ให้ชื่อเรียกหรือบรรยายถึงท่วงท่าแบบละเอียดซับซ้อนอะไรนัก บางครั้งอาจมีกลอนหรือคำแนะนำเขียนอยู่บ้าง อักษรที่พบก็จะมีสำนวนที่รื่นรมย์ไม่ได้สื่อสารที่ให้ความรู้สึก “หยาบคาย” และดูเหมือนว่า ชาวจีนน่าจะระลึกถึง “การใช้งานจริง” และข้อจำกัดเรื่องสรีระร่างกายมนุษย์ด้วย เมื่อพิจารณาจากท่วงท่าที่ปรากฏในบันทึกนั้น “ส่วนใหญ่” ก็ไม่ได้ล้ำไปกว่าศักยภาพด้านสรีระร่างกายมากนัก

สำหรับผู้ที่สงสัยว่า เหตุใดจึงเรียก “สมุดใต้หมอน” ชาร์ลส บรรยายว่า ชื่อนี้ไม่ได้เป็นแค่นิยามที่สวยหรูหรือตั้งแบบเปรียบเทียบเท่านั้น แต่ม้วนบันทึกลักษณะนี้มักถูกวางไว้ในที่ส่วนตัว เพื่อจะได้ร่วมกันปรึกษาหารือและบันทึกให้ตรงกับรายละเอียดมากที่สุด

ในบันทึกไม่ได้ปรากฏแค่รายละเอียดเกี่ยวกับคู่รักเท่านั้น แต่มักพบเห็นบุคคลที่สามอยู่ด้วย อาจเป็นหญิงรับใช้ หรือคนรักอีกราย แม้ว่าบางท่วงท่าที่มีผู้เข้าร่วมแบบ “3 ประสาน” นั้นอาจดูน่าตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง แต่เรื่อง “3 ประสาน” นี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกหรือไม่สมเหตุสมผลในจีนโบราณ ผู้ชายจะถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของซีนอยู่แล้ว หญิงสาวอีกรายรับบทบาทเป็นฝ่ายตอบสนองโอนอ่อนต่อความต้องการ ขณะเดียวกันก็ส่งผ่าน “ความต้องการ” ของฝ่ายหนึ่งไปกระตุ้นผู้หญิงรายที่ 3 ผ่านกิริยาในลีลาการร่วมรัก

แม้จะไม่ค่อยได้ถูกนำออกมาเผยแพร่ภายนอกมากนัก ภาพเหล่านี้ก็ยังได้รับความนิยมแพร่หลายกันในราชสำนักหรือครัวเรือนภายใน หลังจากศตวรรษที่ 17 เป็นต้นไปก็ยังมีการพิมพ์แบบสีด้วย

ในบรรดาผู้ที่ศึกษางานบันทึกลักษณะอีโรติกจากราชวงศ์หมิง อาร์เอช ฟาน กูลิค (R.H. Van Gulik) คัดเลือกภาพกว่า 300 ชิ้น นำมาประมวลสถิติเกี่ยวกับท่วงท่าต่างๆ พบว่า 1 ใน 4 ของภาพทั้งหมดมีลักษณะเป็นฝ่ายชายอยู่บน หรือไม่ก็เป็นฝ่ายชายคุกเข่าอยู่หน้าต้นขาของพวกเธอ โดยที่ขาของฝ่ายหญิงพาดบนไหล่ฝ่ายชาย แขนของฝ่ายหญิงโอบเอวอีกฝ่าย หรืออีกแบบคือไม่ได้สัมผัสร่างของฝ่ายชาย

ภาพท่วงท่าที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ ฝ่ายหญิงอยู่ด้านบน แต่ภาพที่ได้รับความนิยมมากอีกกลุ่มคือในสัดส่วนประมาณ 1 ใน 7 เข้าข่ายท่วงที่เป็นพฤติกรรมทางเพศตามแบบที่จีนนิยมก็ว่าด้วย ในลักษณะฝ่ายหญิงนั่งบนเก้าอี้ โดยขาแต่ละข้างวางบนที่วางแขน เตรียมรับอีกฝ่ายที่มักอยู่ในท่วงท่านั่งหรือคุกเข่า และภาพที่พบเห็นบ่อยคือ “ความรักจากหลังภูเขา” ฝ่ายหญิงคุกเข่าด้านหน้าผู้ชาย หรือโค้งตัวเหนือโต๊ะ หรือนั่นบนตักฝ่ายชาย

อีกลักษณะที่พบเห็นได้ส่วนหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนได้ประมาณร้อยละ 8 เป็นภาพลักษณะกระตุ้นความรู้สึกทางเพศด้วยปาก

กูลิค แสดงความคิดเห็นว่า จากการสำรวจนี้อาจพอกล่าวได้ว่า “ผู้ที่ศึกษาเรื่องเพศอาจเห็นด้วยว่า…โต๊ะเป็นอุปกรณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการบันทึกเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ดีต่อสุขภาพ”

ความสำคัญของสมุดใต้หมอนในวัฒนธรรมจีนไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อมูลสำหรับความสุขทางเพศเท่านั้นตามบริบททางสังคมดังที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว แต่ยังสะท้อนถึงมุมมองของชาวจีนที่มองว่าการบรรยายด้วยภาพถูกใช้เป็นสื่อในถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตในประเด็นที่เหมือนจะ “หยาบคาย” จากการรับรู้ผ่านงานเขียน

ในกรณีนี้สะท้อนจากเนื้อเรื่องในวรรณกรรมของ หลี่ อวี๋ กวีและนักเขียนนวนิยายอีโรติกเจ้าของผลงานลือลั่นในศตวรรษที่ 17 ในชื่อ “โรวผูถวน” (Jou-pu-t’uan) ชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Carnal Prayer Mat” สำหรับชาวไทยรู้จักในนาม “บัณฑิตก่อนเที่ยงคืน”

“บัณฑิตราตรี” ในเรื่องเพิ่งแต่งงานกับหญิงที่เคร่งในศีลธรรมจรรยา และพบว่าเธอเตรียมพร้อมมาสำหรับแค่ร่วมรักในท่วงท่าตามธรรมเนียมนิยมดั้งเดิมเท่านั้น เขาจึงต้องพยายามร่าง “สมุดใต้หมอน” ขึ้นเพื่อให้ภรรยาของเขาสบายใจว่า กิจบนเตียงที่จะมีเรื่องหลากหลายขึ้นสักเล็กน้อยไม่ได้เป็นเรื่องผิดจารีต แต่การจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกรับรู้ว่าไม่น่าพิสมัยนักก็ต้องดำเนินการอย่างละเอียดอ่อนถึงที่สุด

สำหรับในด้านศิลปะการวาดภาพแล้ว ชาร์ลส บรรยายว่า ศิลปินจีนล้มเหลวในแง่การสร้างแรงบันดาลใจหรือจินตนาการที่ช่วยเรื่องอารมณ์ความต้องการ และแสดงความคิดเห็นว่า มันเป็นผลให้ฝ่ายชายไม่มีรสนิยมหรือไม่สามารถถูกกระตุ้นด้วยร่างกายส่วนบนของสตรี นอกเหนือจากพื้นที่ที่เรียกว่า “พื้นที่ 1 ตารางนิ้ว” ของสตรี ขณะที่ภาพเปลือยในแง่ศิลปะนั้น นอกเหนือจากแหล่งอย่างสมุดใต้หมอนแล้ว กรณีอื่นก็แทบถูกมองข้ามไป

รากฐานแนวคิดหยินและหยางจะเป็นรากฐานสำคัญที่มีผลต่อวิถีชีวิตของชาวจีน เช่นเดียวกับเรื่องเพศ ลักษณะที่แตกต่างของเพศชายและหญิงล้วนมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวว่าด้วยเรื่องศักยภาพการใช้งานและความงาม อย่างไรก็ตาม ในส่วนร่างกายของสตรีแล้ว ไม่ค่อยได้รับความสำคัญมากนัก ชาร์ลส บรรยายว่า ฝ่าย “หยาง” (หมายถึงชาย) แบบจีนจะให้ความสนใจกับ “พื้นที่ 1 ตารางนิ้ว” มากกว่า

คัมภีร์เพศศาสตร์อีกแบบ

นอกเหนือจากเรื่องบันทึกที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่มองพฤติกรรมทางเพศเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ในกระบวนการเลือกคู่สังวาสก็ยังมีความประณีตเช่นกัน ตำราวัฒนธรรมจีนมีทั้งที่เอ่ยถึงลักษณะองคชาตที่เป็นคุณและโทษ ตัวอย่างของเนื้อหา อาทิ

“ถ้าองคชาตโตและยาวไม่ดีอาภัพ ถ้าองคชาตเรียวและเกลี้ยงสวยมีเสน่ห์ ปลายองคชาตมีไฝดำหรือแดงก็ดี จะมีเกียรติยศประกอบด้วยทรัพย์สมบัติมาก องคชาตเป็นเหลี่ยมถือว่าดี ถ้าเม็ดอัณฑะมีลูกเดียวโทนซึ่งเรียกว่าทองแดง เป็นคนใจคอแกล้วกล้า เป็นทหารดีมาก” (พลูหลวง (นามแฝง), ปุจฉา-วิสัชนา โหราศาสตร์ พิธีกรรม กับนรลักษณ์)

คำว่าทองแดงนี้ อภิลักษณ์ เกษมผลกูล บรรยายในหนังสือ “ผูกนิพพานโลกีย์” ว่า สำหรับวิถีชาวบ้านจะมีคำเรียกว่า “กระโปกทองแดง” เชื่อว่า ชายที่มีลักษณะนี้จะฟันแทงไม่เข้า

ตำราเพศศาสตร์ในราชสำนักจีนที่บ่งชี้ถึงมาตรฐานและแนวทางยังมี คัมภีร์ซู้นึ้งเก็ง ของซู้นึ้ง สมัยพระเจ้าอึ้งเต้ อันมีข้อมูลเกี่ยวกับเพศหญิงกับธาตุทั้งห้า ระเบียบการร่วมรสรัก หรือตัวอย่างบทสนทนาระหว่าง “จักรพรรดิเหลือง” หรือหวงตี้ กษัตริย์และวีรบุรุษในตำนานจีนกับปรมาจารย์หญิง ไปจนถึงนวนิยายสมัยราชวงศ์เช็ง

จะเห็นได้ว่า มีตัวอย่างตำราทางเพศศาสตร์ในวัฒนธรรมจีนมากมายหลายด้าน แต่ตำราที่เผยแพร่มาในไทยนั้น อภิลักษณ์ เกษมผลกูล บรรยายว่า มักเป็นตำรากลุ่มยาจีนที่เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศเสียมากกว่า

 



อ้างอิง:

Humana, Charles., Wang Wu. Chinese Sex Secrets : A Look Behind the Screen. Hong Kong: CFW Publications Limited, 1998

พลูหลวง (นามแฝง). ปุจฉา-วิสัชนา โหราศาสตร์ ภาคพิธีกรรม กับนรลักษณ์. พระนคร : เกษมบรรณกิจ, ม.ป.ป.)

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. ผูกนิพพานโลกีย์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มิถุนายน 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป