| ผู้เขียน | ธนกร การิสุข |
|---|---|
| เผยแพร่ |
กรณีวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 ระบุเรื่องที่ดินวัดอย่างไร?
เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างวัดป่าอดุลยารามกับทายาทของนายเฮียง พิมพ์ศรี ผู้บริจาคที่ดินให้คณะสงฆ์ใช้ตั้งวัดกลายเป็นเรื่องฮือฮาในสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินกันแน่?

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในปี 2533 นายเฮียง พิมพ์ศรี ได้บริจาคที่ดินประมาณ 21 ไร่ ให้กับคณะสงฆ์เพื่อสร้างเป็นวัดป่าอดุลยาราม พร้อมทำสัญญาบริจาคที่ดินโดยมีนายอำเภอเมืองขอนแก่นและเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดร่วมลงนามในสัญญา
ใจความสำคัญของสัญญาคือ นายเฮียงจะยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับวัดเมื่อวัดสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ต่อมาในปี 2535 นายเฮียงเสียชีวิต ขณะที่วัดยังไม่ได้ก่อสร้าง จนถึงปี 2541 วัดป่าอดุลยารามก่อสร้างแล้วเสร็จ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวัดตามกฎหมาย ดังที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 115 ตอนที่ 45ง ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เรื่อง “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ตั้งวัดในพระพุทธศาสนา”

และวัดป่าอดุลยารามยังปรากฏชื่อบนฐานข้อมูลระบบทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วย
ในปี 2553-2568 ทายาทนายเฮียงได้ยื่นฟ้องวัดป่าอดุลยารามเพื่อยกเลิกการบริจาคที่ดิน แต่ศาลพิจารณายกฟ้อง และภรรยาของนายเฮียงได้ยอมรับต่อศาลว่า นายเฮียงได้บริจาคที่ดินให้คณะสงฆ์จริง และทายาทก็ไม่ติดใจในกรณีนี้
ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อทายาทของนายเฮียงได้นำคนมาติดป้ายประกาศขับไล่พระสงฆ์และวัด ดังที่ปรากฏบนโลกออนไลน์
อันที่จริงแล้ว กรณีที่ดินของวัดป่าอดุลยารามนี้ดูเหมือนจะตรงกับข้อความที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 ความว่า
“…ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้ (1) ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น (2) ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด (3) ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัด หรือพระศาสนา…”
หากพิจารณาจากบริบทความเป็นมาของวัด ที่ดินของวัดป่าอดุลยารามดูจะเข้าข่ายกับมาตรา 33 วรรค 1 เนื่องจากที่ดินได้รับการรับรองให้เป็นที่ตั้งวัดแล้ว หลังจากรับรองให้เป็นวัดอย่างถูกกฎหมายในปี 2541 ทางวัดจึงมีอำนาจเหนือที่ดินอย่างถูกต้องเช่นกัน

นอกจากนี้ ทายาทอาจไม่สามารถฟ้องร้องวัดได้สำเร็จและอาจถูกยกฟ้อง เนื่องจากข้อความในมาตรา 34 และ 35 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ระบุเพิ่มเติมว่า
“มาตรา 34 ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ และห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์”
“มาตรา 35 ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์เป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี”
กรณีวัดป่าอดุลยารามอาจเป็นตัวอย่างสำคัญของสังคมไทย ที่ทำให้ต้องหันกลับมาพิจารณาเรื่องศรัทธาควบคู่ไปกับกฏหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายและยืดเยื้อยาวนานจนกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง
อ่านเพิ่มเติม :
- “วัดในศาสนาพุทธ” แห่งแรกคือที่ไหน ส่วนในไทยจะสร้างได้ต้องผ่าน 6 เงื่อนไข มีอะไรบ้าง?
- คณะสงฆ์ไทยเคยปกครองแบบ “แบ่งแยกอำนาจ” อย่างประชาธิปไตย ก่อน “สฤษดิ์” สั่งเลิก
- สำรวจ “วัดร้าง” ในบางกอก วัดที่ไม่ได้ใช้ถูกแบ่งพื้นที่ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นอยู่ร่วม
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 79 ตอนที่ 115 (31 ธันวาคม 2505): 29-44.
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ตั้งวัดในพระพุทธศาสนา. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 115 ตอนที่ 45ง (4 มิถุนายน 2541): 24.
มติชน Online. “เจ้าอาวาสวัดดังขอนแก่น ร่ำไห้ ถูกลูกเจ้าของที่ดินฟ้องไล่ที่วัด ทำเลทองกลางเมือง 26 ไร่.” 28 สิงหาคม 2568. https://www.matichon.co.th/region/news_5343481
มติชน Online. “ลูกสาวเจ้าของที่ดินเปิดใจ ยันพ่อมีเจตนาสร้างวัดให้จริง แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้.” 13 สิงหาคม 2569. https://www.matichon.co.th/region/news_5844863
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. “ระบบทะเบียนวัด.” สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569. https://binfo.onab.go.th/Temple/Temple-List-View.aspx?search=&pagesize=20&pageno=1&sortexpr=&sortorder=&NameTemp=ป่าอดุลยาราม&TypeTemp=&Sect=&Province=&District=&SubDistrict=
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 สิงหาคม 2569





