ผู้ว่าฯ สงขลาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกกองทัพญี่ปุ่นรบกวนทั้งวันทั้งคืน ต้องคอยจัดการเรื่องวุ่นวายจนผมเปลี่ยนสี

หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) และทหารญี่ปุ่นที่สถานีรถไฟสงขลาช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (ภาพจาก
หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) และทหารญี่ปุ่นที่สถานีรถไฟสงขลาช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (ภาพจาก "อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์" และ UNESCO)

ผู้ว่าฯ สงขลาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกกองทัพญี่ปุ่นรบกวนทั้งวันทั้งคืน ต้องคอยจัดการเรื่องวุ่นวายจนผมเปลี่ยนสี

เมื่อความขัดแย้งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ลุกลามเข้ามาในเอเชีย จนเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่างปี 2484-2488 ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากสงครามในครั้งนั้น เพราะญี่ปุ่นได้ใช้ไทยเป็นทางผ่านบุกไปพม่าและอินเดียซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

ไม่เพียงแต่กรุงเทพฯ ที่ตกเป็นเป้าการทิ้งระเบิดของกองทัพสัมพันธมิตร หากแต่ยังรวมไปถึงเมืองสำคัญตามชายแดนอย่าง “สงขลา” ที่มีชายแดนติดกับมลายูซึ่งญี่ปุ่นยึดครองต่อจากอังกฤษ

สงขลาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม เพราะเป็นหนึ่งจังหวัดที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก และใช้เป็นเส้นทางสำหรับส่งกองทัพเข้าสู่ประเทศไทยในระยะต่อ ๆ มา

ทหารญี่ปุ่นถ่ายภาพที่หน้าป้ายสถานีรถไฟสงขลา ในยุค หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) เป็นผู้ว่าฯ สงขลา
ทหารญี่ปุ่นถ่ายภาพที่หน้าป้ายสถานีรถไฟสงขลา (ภาพจาก : UNESCO)

ในช่วงสงครามที่สงขลา ผู้ที่ดูเหมือนจะได้รับความทุกข์มากกว่าใครคงหนีไม่พ้น หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) ข้าหลวงหรือผู้ว่าราชการสงขลาช่วงปี 2484-2485 เพราะคุณหลวงต้องคอยดูแลทั้งข้าราชการและประชาชนในจังหวัด พร้อม ๆ กับต้องคอยอำนวยความสะดวกให้กับกองทัพญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ในสงขลาตามคำสั่งของรัฐบาล

หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) อดีตข้าหลวงประจำจังหวัดสงขลาระหว่างปี 2484-2485
หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) อดีตข้าหลวงประจำจังหวัดสงขลาระหว่างปี 2484-2485 (ภาพจาก หนังสือ : อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์)

ใน “สามยุค” อัตชีวประวัติที่หลวงอังคณานุรักษ์เขียน คุณหลวงได้เล่าถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นในสงขลาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้ว่า

“…เมื่อรัฐบาลตกลงผูกมิตรกับเขา ข้าพเจ้าก็ต้องถือปฏิบัติตาม ทหารญี่ปุ่นขึ้นที่สงขลาวันแรกราวแสนคน และทยอยเพิ่มเติมมาเรื่อย ๆ รวมราวสี่แสนผ่านเข้ามลายูเป็นระลอก ฝ่ายเราต้องจัดหาคนมาช่วยทำสนามบินและขนของจากเรือวันหนึ่งถึง 4,000 คน ต้องตื่นนอนแต่หัวไก่โห่ ออกตรวจงานระงับอธิกรณ์กรณีวิวาทข่มเหงคะเนงร้ายกันร้อยแปด ข้าวจะบริโภคก็เกิดขาดแคลน…”

ผลกระทบเรื่องข้าวขาดแคลนส่งผลต่อจังหวัดอื่นรอบสงขลาด้วย โดยคุณหลวงเขียนเล่าเพิ่มเติมว่า

“…ใช่แต่สงขลาไม่มีข้าวกิน ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็พลอยอดไปด้วย ต้องวิ่งเต้นจัดรถจัดเรือลำเลียงข้าวมาขึ้นโรงสี กว่าจะสำเร็จได้เลือดตาแทบกระเด็นเพราะญี่ปุ่นเกณฑ์ยานพาหนะไปใช้การทหารหมด ต้องเจรจากันหลายครั้งหลายหนเต็มที…”

นอกเหนือจากเรื่องปัญหาความอดอยาก คุณหลวงได้เล่าถึงเรื่องภัยทางอากาศจากระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรไว้ว่า

“…ลูกระเบิดลงทุกวัน นักโทษแตกตื่นแหกคุกหนีไปหมด บางคราวนายแพทย์กับคนป่วยต้องวิ่งแข่งกันออกจากโรงพยาบาล พอตกบ่ายข้าพเจ้าอนุญาตให้ข้าราชการและกรรมกรเดินทางหลบลูกระเบิดออกไปพักอาศัยอยู่นอกเมืองทั้งสิ้น…จะรับประทานสักครั้งก็แสนยากเพราะพรางแสง เข้านอนไม่ต่ำกว่าแปดทุ่มสองยาม พอเคลิ้มจะหลับเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ครางกระหึ่มมาแล้ว ปล่อยไข่เทกระจาดจนพอใจราว 2 ชั่วโมงก็กลับไปเช่นนี้เป็นอาจิณ…”

สภาพเมืองสงขลาหลังถูกทิ้งระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคหลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) ผู้ว่าฯ สงขลา
สภาพเมืองสงขลาหลังถูกทิ้งระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพจาก : Hatyai Focus)

ในตอนท้ายก่อนที่หลวงอังคณานุรักษ์จะย้ายไปรับราชการที่อ่างทอง ท่านได้เล่าเรื่องผลกระทบจากการทำงานระหว่างอยู่สงขลาที่เกิดขึ้นต่อตัวท่านเองจนผมเริ่มเปลี่ยนสีว่า

“…ข้าพเจ้าหมดอาลัยตายอยากในชีวิต งานบ้าบอคอแตกอะไรไม่ต้องกินต้องนอน ญี่ปุ่นก็กวนเหลือแสนไม่เลือกเวล่ำเวลา แม้แต่จะสร้างส้วมต้องรบกวนข้าหลวง…ข้าพเจ้าทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกพักใหญ่ จนผมเริ่มเปลี่ยนสี…”

“…นึกขบขันตัวเองว่า ปกครองสงขลามาได้อย่างไรกัน อำเภอ ตำรวจ อัยการ ศาล เรือนจำ ตลอดจนศาลากลางไม่มี เพราะญี่ปุ่นใช้เป็นค่ายทุกแห่ง นักโทษที่หลบภัยแหกคุกหนีไปจะขอกลับเข้าเรือนจำยังต้องขอยับยั้งไว้ก่อน เพราะไม่มีข้าวจะเลี้ยง…”

ความยากลำบากที่ข้าราชการอย่างหลวงอังคณานุรักษ์ได้พบที่สงขลาในครั้งนั้น รวมทั้งเรื่องยุ่งยากอื่น ๆ ที่ท่านได้พบตามจังหวัดต่าง ๆ ที่ท่านย้ายไปรับราชการ โดยเฉพาะภูเก็ตซึ่งท่านรับราชการอยู่จนเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คุณหลวงตัดสินใจลาออกจากราชการโดยให้เหตุผลว่า “เอือมระอาในหน้าที่การงาน”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

มรดกความทรงจำของประเทศไทย. “ภาพเก่าเมืองสงขลา.” UNESCO. 20 พฤศจิกายน 2563. https://www.nat.go.th/mow/en-us/ความทรงจำแห่งโลกในประเทศไทย/รายละเอียด/ArticleId/1119

หลวงอังคณานุรักษ์. “สามยุค,” ใน อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์. 31-55. กรุงเทพฯ: แสงทองการพิมพ์, 2513.

Hatyai Focus. “ประวัติของบ้านสงครามโลกสงขลา เริ่มสร้างปี พ.ศ. 2481.” 5 กรกฎาคม 2563. https://www.hatyaifocus.com/forums-detail/2006/#google_vignette


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 สิงหาคม 2569