ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไร

ย่านบางรัก ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ
ย่านบางรักและอาคารไปรษณีย์กลาง สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายทางอากาศ ของวิลเลียม ฮันท์

ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนโรงไฟฟ้าถูกระเบิดถล่ม เป็นอย่างไร? 

หลังจากกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เป็นผลให้ไทยต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นโดยปริยาย จนเมื่อรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามต่ออังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ไทยจึงเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ และนั่นทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของฝ่ายพันธมิตร

การโจมตีนั้นคือการทิ้งระเบิดทางอากาศ มีเป้าหมายเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการทหาร และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานพระราม 6 ซึ่งสถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นจุดสำคัญในการคมนาคมลำเลียงกำลังทหาร และอาวุธยุโธปกรณ์

นอกจากนี้ เป้าหมายการโจมตีทางอากาศยังรวมถึงโรงไฟฟ้า 2 แห่งในกรุงเทพฯ นั่นคือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ (วัดราชบุรณราชวรวิหาร) และโรงไฟฟ้าสามเสน

โรงไฟฟ้าวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ)

การทิ้งระเบิดทางอากาศมักจะทำในตอนกลางคืน เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดมักจะใช้ความมืดอำพรางตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับและการยิงสกัดจากปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ประกาศให้ประชาชนแต่ละบ้านพรางแสงไฟในยามค่ำคืน เพราะแสงไฟอาจช่วยเป็นเป้าบอกจุดพิกัดตำแหน่งสำคัญของกรุงเทพฯ ได้นั่นเอง

ผลของการพรางแสงไฟทำให้กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนตกอยู่ในความมืด แต่ก็ไม่ถึงกับมืดมิด เพราะยังสามารถใช้ไฟฟ้าได้อยู่ ชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ในช่วงนี้จึงยังดำเนินไปอยู่บ้าง ย่านกลางคืนหลายแห่งยังเปิดบริการลูกค้าเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นย่านเยาวราช ราชวงศ์ ตลาดบำเพ็ญบุญ บางรัก ฯลฯ แต่อาจปิดบริการเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะกลัวเครื่องบินจะบินมาทิ้งระเบิด หรือปิดบริการเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศหรือเสียงหวอดังขึ้น

สรศัลย์ แพ่งสภา นักเขียนสารคดีผู้มีประสบการณ์ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าถึงสภาพกรุงเทพฯ ในยุคที่ต้องพรางแสงไฟเอาไว้ว่า

“ในภาวะที่ต้องพรางแสงไฟทั้งเมือง ถ้าเป็นต่างจังหวัดไม่ถึงสองทุ่มก็ปิดบ้านเงียบหมดแล้ว แต่ในเมืองกรุงยังมีรถโดยสารประจำทาง รถราง บริการประชาชนอยู่ แต่ก็ไม่กี่คัน นานทีจะมีขึ้นหรือล่องมาสักคัน ไฟส่องทางหรือไฟหน้าริบหรี่ ห้องผู้โดยสารเกือบมืดสนิท

ไม่ถึงสี่ทุ่มก็หยุดเดิน บนถนนโล่งเงียบเหมือนเมืองร้าง มีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สารวัตรทหาร และผู้เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยทางอากาศเดินกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ราษฎรธรรมดาออกไปมาน้อยมาก จะมีผ่านไปมาบ้างก็สามล้อรับจ้าง โรงภาพยนตร์บางโรงยังฉายให้ความบันเทิงอยู่ แต่ก็เลิกไม่เกินสองทุ่ม ถ้าหวอมาก็ตัวใครตัวมัน”

กิจการที่เปิดให้บริการยามค่ำคืนก็เช่น โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สถานที่เต้นรำ (เรียกกันว่า ฮอลล์) วิกลิเก ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงน้ำชา สถานกินดื่น (เช่น บาร์) ร้านค้า บ่อนการพนัน สำนักโสเภณี ฯลฯ

บรรยากาศการขาดแคลนสินค้าในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมา เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายสงคราม ฝ่ายพันธมิตรทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเทพฯ ถี่มากขึ้น และยังโจมตีช่วงกลางวันอีกด้วย ปรากฏว่าช่วงบ่ายของวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2488 เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรโจมตีกรุงเทพฯ จนสามารถทำลายโรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนได้ 

ผลจากการโจมตีทางอากาศทำให้โรงไฟฟ้าเสียหายหนัก ส่งผลให้เมืองขาดไฟฟ้าใช้ แม้แต่โรงประปาที่แยกแม้นศรีก็ได้รับผลกระทบ จนไม่สามารถจ่ายน้ำประปาได้ ทำให้คนในกรุงเทพฯ ตกอยู่ในความมืด และไม่มีน้ำประปาใช้ถึงราว 5 เดือน

เมื่อไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ต้องกลับไปใช้อุปกรณ์ให้แสงสว่างเหมือนแต่ก่อน อย่างเครื่องตามประทีป และตะเกียง บางครอบครัวที่มีอันจะกินก็ใช้ตะเกียงแก๊สให้แสงสว่างแทนหลอดไฟฟ้า แต่ครอบครัวใดยากจนก็จะใช้เทียนไข ตะเกียงน้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันหมู จุดให้แสงสว่างแทน

กิจการที่เปิดให้บริการยามค่ำคืนได้รับผลกระทบหนัก บรรยากาศชีวิตตอนกลางคืนของคนกรุงเทพฯ ในช่วงนี้ สรศัลย์ บรรยายไว้ว่า 

“ชีวิตกรุงเทพฯ ยุคตะเกียงนั้นมืดทึบและเงียบ ผู้คนอพยพออกไปกว่าครึ่งเมือง ไฟฟ้าหยุดสว่าง รถรางหยุดวิ่ง กระดิ่งสามล้อยังดัง พรรค์ยังงั้นยังมีดี ทั้งนี้ทั้งนั้นต่างอยู่ภายใต้แสงเรือง ๆ ริบหรี่ของตะเกียงน้ำมันมะพร้าว ตกค่ำร้านริมถนนรนแคมปิดเงียบ ที่ไหนเปิดสามล้อรู้ แต่ถ้าจะไปก็ต้องช่วยกันปะยางสูบยางตามโอกาสนะครับ สามทุ่มจัดว่าดึกมากแล้วตอนนั้น”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

วีระยุทธ ปีสาลี.กรุงเทพฯ ยามราตรี. มติชน, 2557.

ณัฐพล ใจจริง. ชะตากรรมชาวพระนคร เมื่อโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงฟ้าสามเสนถูกทำลาย (จบ), จาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_774151


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ตุลาคม 2568