ดีลลับ อังกฤษ-ฝรั่งเศส ดันข้อตกลงใน “ปฏิญญา 1896” ใช้สยามเป็นรัฐกันชนในยุคล่าอาณานิคม

ดีลลับ อังกฤษ-ฝรั่งเศส
เรือรบฝรั่งเศส 3 ลำ จอดทอดสมอคุมเชิงอยู่ด้านหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

ดีลลับ อังกฤษ-ฝรั่งเศส ดันข้อตกลงใน “ปฏิญญา 1896” ใช้สยามเป็นรัฐกันชนในยุคล่าอาณานิคม

เมื่อสิ้นสุดเสียงปืนจากวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. 112 (ค.ศ. 1893) ราชสำนักสยามตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเผชิญความกดดันรอบทิศทาง เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนที่ทำให้สยามตระหนักว่า นโยบายการต่างประเทศในรูปแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้รับมือกับการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก

ฝรั่งเศสได้ผลประโยชน์จากวิกฤตการณ์นี้มหาศาล ไม่เพียงกระทบต่อเอกราชและความมั่นคงของสยามเท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนอำนาจของเจ้าอาณานิคมใกล้เคียงอย่างอังกฤษอีกด้วย

แม้ในตอนแรกอังกฤษจะมีท่าทีนิ่งเฉยต่อการกระทำของฝรั่งเศส แต่ต่อมาอังกฤษก็มีแนวคิดว่าจำเป็นต้องประคับประคองอธิปไตยของสยามไว้ และไม่ยอมให้ฝรั่งเศสรุกคืบเฉือนดินแดนไปมากกว่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรมแดนอาณานิคมของทั้งสองต้องขยายมาประชิดกันมากขึ้น ซึ่งอาจจะนำความยุ่งยากมาอีกในอนาคต

ภาพจากหนังสือพิมพ์ Le Petit Parisien สื่อชั้นนำของฝรั่งเศสยุคสาธารณรัฐที่ 3, เป็นภาพเรือรบฝรั่งเศสขณะมุ่งสู่ปากน้ำเจ้าพระยาพร้อมเล็งปืนใหญ่เข้าหาพระสมุทรเจดีย์

อังกฤษพยายามเจรจากับฝรั่งเศส แต่กลับไม่มีการตอบรับเท่าที่ควร จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งขึ้นที่ “เมืองสิงห์” บ้านเมืองเล็ก ๆ แถบลุ่มแม่น้ำโขงที่สยามต้องยกให้ฝรั่งเศส ทว่า อังกฤษชิงส่งกองทัพที่ประจำอยู่ในรัฐฉานเข้ายึดเมืองนี้ เพื่อบีบบังคับให้ฝรั่งเศสมาเจรจาเรื่องเกี่ยวกับสยาม 

สุดท้ายแล้ว อังกฤษและฝรั่งเศสจึงได้หารือร่วมกันที่จะให้สยามเป็นพื้นที่กันชนระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง เป็น “ดีลลับ” ที่สยามไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย

ในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1896 สองชาติมหาอำนาจยุโรปร่วมลงนามใน “หนังสือปฏิญญา ฤาหนังสือสัญญาในระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1896” หรือปฏิญญาอังกฤษ-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1896 (Anglo-French Declaration) 

สาระสำคัญคือ ประกันเอกราชและบูรณภาพของสยามตอนกลาง หรือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลักในภาคกลางทั้งหมด โดยห้ามไม่ให้ฝ่ายใดส่งกำลังทหารรุกล้ำเข้ามา สยามจึงกลายเป็นพื้นที่หรือรัฐกันชนอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ฝรั่งเศสก็ได้เมืองสิงห์คืน และได้ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนกับอังกฤษ

แม้ความตกลงระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสจะดูเหมือนทำให้สยามเสียเกียรติภูมิไปไม่น้อย เพราะไม่รับรู้และไม่มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะเจรจาด้วยเลย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้สยามต้องเร่งหาทางหนีทีไล่เพื่อความอยู่รอด

ท่าทีของสยามจากตอนแรกในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ที่ต้องโอนอ่อน จนเมื่อเกิด “ดีลลับ” ขึ้นแล้วก็เปลี่ยนมามีท่าทีที่ขึงขังมากขึ้น ดังเห็นได้จากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า “ต่อสู้กับทุกสิ่งที่เป็นฝรั่งเศสและรัฐบาลสยามจะสนับสนุนการต่อสู้โดยไม่ประสงค์จะตกลงอะไรในปัญหาใดทั้งสิ้น” 

ภาพวาด “หมาป่าฝรั่งเศสกับแกะสยาม” ปรากฏครั้งแรกในวารสาร PUNCH (ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1893) ของอังกฤษ ภาพดังกล่าวกลายเป็นแม่แบบของการอธิบายเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ในมุมมองของสยาม (ภาพจากเอกสารของคุณไกรฤกษ์ นานา)

ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสก็บันทึกว่า หลังการทำปฏิญญานั้นสยามอยู่ในฐานะพิเศษ และกล้าอวดดีไปทุกเรื่อง นั่นเพราะสยามได้รับการประกันเอกราชจากทั้งอังกฤษกับฝรั่งเศสแล้ว จึงแทบจะไม่มีโอกาสที่จะเกิดเหตุรุนแรงเหมือนอย่างวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. 112 ขึ้นอีก

“ดีลลับ” ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สยามรักษาเอกราชเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ผสานกับนโยบายต่างประเทศที่สยามต้องเดินเกมแยบยลมากขึ้น จึงไม่สูญเสียอธิปไตยให้กับมหาอำนาจยุโรป

และเหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ทำให้สยามเปลี่ยนผ่านจาก “รัฐจารีต” ไปสู่ “รัฐสมัยใหม่” ที่แต่เดิมนั้นเรื่องของเส้นเขตแดนพร่ามัว ทับซ้อน และแปรผันตามอำนาจบารมี กระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งดินแดนที่อยู่ระหว่างสองมหาอำนาจได้รับการรับรอง และการกำหนดเขตแดนก็ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

ฐนพงศ์ ลือขจรชัย. ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์เสียดินแดน ฉบับวิวาท(กรรม). กรุงเทพฯ : มติชน, 2567


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 กรกฎาคม 2569