เรือนโบราณล้านนา ภูมิปัญญาสล่าเมืองเหนือ

เรือนโบราณล้านนา

เรือนโบราณล้านนา ภูมิปัญญาสล่าเมืองเหนือ

แม้ว่าบ้านในยุคปัจจุบันจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่ในอดีตหากเจาะลึกลงไปแต่ละพื้นที่หรือแต่ละภูมิภาค จะเห็นว่าที่อยู่อาศัยมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม วิถีชีวิต ทรัพยากร และสภาพอากาศ ฯลฯ ที่ส่งผลให้บ้านแต่ละถิ่นมีรูปแบบหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างบ้านไทยภาคเหนือก็โดดเด่นไม่แพ้ภาคอื่น เนื่องจากคนเหนือมีความเชี่ยวชาญเรื่องงานไม้ จึงทำให้บ้านเรือนมีความสวยงามและมาพร้อมกับความคงทน อย่างสิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ “กาแล” สะท้อนความวิจิตรงดงามตามแบบฉบับล้านนา

บ้านไทยภาคเหนือสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ เรือนเครื่องผูกหรือเรือนไม้บั่ว, เรือนกาแล และเรือนสะระไนหรือเรือนสมัยกลาง

เริ่มที่ “เรือนเครื่องผูก” หรือ “เรือนไม้บั่ว” เรือนลักษณะนี้ถือเป็นที่อยู่อาศัยแบบโบราณของชาวบ้านมาตั้งแต่อดีต สร้างจากวัสดุที่หาได้ง่ายตามธรรมชาติ ใช้ตอกหรือหวายมัดยึดส่วนต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งขนาดเล็กให้ติดกันเพื่อเป็นฝากระดานและพื้นบ้าน คนที่ยังไม่มีฐานะหรือเพิ่งเริ่มตั้งถิ่นฐานจึงนิยมสร้างเรือนลักษณะนี้เพื่ออยู่อาศัย

เรือนเครื่องผูก ภาคเหนือ เชียงใหม่
เรือนเครื่องผูก หมู่บ้านยางหลวง ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)

ส่วนหลังคาจะมุงด้วยแฝกหรือใบตองตึง (ใบพลวง) เป็นหลัก เพราะเป็นวัสดุหาง่ายตามธรรมชาติ ทั้งช่วยป้องกันความร้อนได้ดี การติดตั้งก็ไม่ยากเพียงมัดเป็นแผงเดียวกัน ซ้อนให้หนา แล้วมัดยึดกับโครงสร้างหลังคาด้วยตอก

อย่างไรก็ตาม บ้านประเภทนี้มีข้อเสียคือ ไม่คงทน ติดไฟง่าย หลังคาที่มุงด้วยแฝกหรือใบไม้จะต้องเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ 2-3 ปี และยังมีข้อจำกัดคือ จะต้องมุงด้วยความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 45 องศา เพราะถ้าน้อยกว่านี้น้ำฝนจะรั่วซึมเข้ามายังตัวบ้านได้ง่าย

ด้วยปัญหาและข้อจำกัดนี้เอง จึงมีเรือนอีกประเภทที่แข็งแรงมั่นคงมากกว่า นั่นคือ “เรือนกาแล” หรือที่คนเหนือเรียกว่า “เฮือนบ่าเก่า” หากเป็นเรือนแฝดจะเรียกว่า “เฮือนสองหลังฮ่วมปื๊น” (เรือนสองหลังร่วมพื้น)

เรือนกาแลเป็นบ้านโบราณตามแบบฉบับล้านนา ทนทานกว่าเรือนเครื่องผูก เพราะสร้างด้วยไม้จริงหรือไม้เนื้อแข็งทั้งหมด ชนชั้นนำทางสังคมหรือผู้มีอันจะกินจึงมักสร้างเรือนลักษณะนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาไม้จริงมาสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหลัง 

สำหรับคำว่า “กาแล” นี้ หมายถึง ลักษณะไม้ปั้นลมหรือป้านลมหลังคาตรงส่วนปลายยอดที่ไขว้กัน ลักษณะสวยงามด้วยการแกะสลักลวดลายอย่างประณีต

เรือนกาแล ภาคเหนือ เชียงใหม่
เรือนกาแล จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพจาก หนังสือ : บ้านไทย)

สาเหตุที่ต้องมีกาแลนั้นมีหลากหลายที่มา หากกล่าวในเชิงสถาปัตยกรรม สันนิษฐานว่า แต่เดิมคนเหนืออาศัยและคุ้นเคยกับเรือนไม้บั่วมาก่อน ซึ่งจะมีป้านลมปิดด้านหน้าหลังคาเป็นไม้ยาวยื่นไขว้กันที่ยอดจั่วหลังคา เนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือทำให้ไม้เข้ากันพอดีกับตัวเรือนได้

ต่อมา เมื่อช่างมีความรู้และเทคนิคก่อสร้างดียิ่งขึ้น แต่คนยังคุ้นเคยกับภาพจำของเรือนในอดีตจึงสร้างกาแลขึ้นมานั่นเอง จากเดิมเรือนไม้บั่วที่ใช้ไม้ไผ่ ในเรือนกาแลก็พัฒนามาใช้ไม้จริงอย่าง สัก เต็ง และเหียง นอกจากจะช่วยเพิ่มความสวยงามแล้วยังมีประโยชน์ช่วยให้โครงสร้างหลังคาแข็งแรงอีกด้วย

เรือนกาแลจะมีพื้นที่ใช้สอยมาก ไม่ว่าจะเป็นใต้ถุนที่ยกสูงสามารถใช้พื้นที่ประกอบกิจกรรมประเภทหัตถกรรมพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นทอผ้าหรือจักสาน หรือใช้เป็นพื้นที่เก็บพืชผลทางการเกษตรและอุปกรณ์ ไปจนถึงคอกปศุสัตว์อย่าง วัว ควาย และสุกร ขณะที่ด้านบนของเรือนก็จะมีชานหรือพื้นยกระดับเอาไว้สำหรับพักผ่อน ทำงาน รับแขก หรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทำบุญเลี้ยงพระ หรือพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น 

พื้นที่ใช้งานไม่ว่าจะบนเรือนหรือใต้ถุนจึงต้องได้รับการปกป้องจากลม แดด และฝน ด้วยหลังคาที่มีความคงทนแข็งแรงมากกว่าการมุงแฝกหรือใบไม้ วัสดุมุงหลังคาของเรือนกาแลจึงนิยมใช้กระเบื้องดินเผา คือ “กระเบื้องดินขอ” หรือมุงกระเบื้องไม้ ที่เรียกว่า “แป้นเกล็ด”

กระเบื้องดินขอ กระเบื้องดินเผา หลังคา
เรือนโบราณภาคเหนือ มุงด้วยกระเบื้องดินขอ (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)

สำหรับกระเบื้องดินขอทำจากดินเหนียวละเอียด มีขนาดเล็ก ไม่หนัก และสัมผัสบางเรียบ มีหลากหลายลวดลาย ปลายด้านหนึ่งต้องหักงอคล้ายกับตะขอ เมื่อมุงหลังคาจะเกี่ยวยึดกับไม้ก้านฝ้าที่เป็นโครงสร้างของหลังคาอีกทีหนึ่ง แต่กระเบื้องดินขอมีข้อเสียอยู่บ้างคือ เปราะแตกง่าย ไม่ทนต่อแรงกระแทก เพราะทำจากดินเหนียวที่เอาไปเผาอีกทีหนึ่ง จึงทำให้บางครั้งต้องผสมแกลบเข้าไปบ้างเพื่อป้องกันการแตกร้าว

คนเหนือนิยมใช้ดินขอกันมาก เพราะป้องกันได้ทั้งความร้อนที่มาจากแดดและความชื้นจากลมฝน มีอายุใช้งานนานมาก หากดินขอของบ้านหลังไหนมีคุณภาพสูง ทำอย่างประณีต และใช้ดินเนื้อดีจะอยู่ได้นานนับร้อยปีเลยทีเดียว 

ส่วนแป้นเกล็ดมักทำจากตอไม้เนื้อแข็งที่เหลือจากการโค่นลำต้น แล้วนำมาถากเป็นแผ่นให้มีริ้วไม้ เพื่อให้น้ำฝนไหลสะดวกรวดเร็ว แป้นเกล็ดทนทานต่อแรงกระแทกดีกว่าดินขอ แต่กลับมีอายุการใช้งานน้อยกว่า เพราะแป้นเกล็ดทำจากไม้ เมื่อต้องเจอกับฝนเป็นประจำจะทำให้ไม้ชื้น อาจส่งผลกระทบไปยังโครงสร้างหลังคาและตัวบ้าน

แป้นเกล็ด กระเบื้องไม้ หลังคา
เรือนโบราณภาคเหนือ มุงด้วยแป้นเกล็ด (ภาพจาก หนังสือ : บ้านไทย)

สำหรับรูปทรงหลังคาของเรือนกาแลมักทำทรงหน้าจั่วหรือทรงจั่ว เพราะเหมาะสมกับสภาพอากาศแถบร้อนชื้น หลังคาทรงนี้จะช่วยระบายน้ำฝนได้ดี และถ่ายเทอากาศสะดวก อย่างไรก็ตาม ภาคเหนือต้องสัมผัสอากาศเย็นในฤดูหนาวมากกว่าที่อื่น ดังนั้น เพื่อป้องกันลมหนาว จึงทำหลังคาเตี้ย จั่วสั้นและเล็ก เพื่อขยายชายคาให้คลุมต่ำลงมายังตัวเรือน ทำให้ที่อยู่อาศัยมีลักษณะกว้างกว่าเรือนภาคกลางที่มีหลังคาสูงชะลูดกว่า

ถัดมาที่บ้านไทยภาคเหนืออีกประเภทหนึ่ง คือ “เรือนสะระไน” หรือ “เรือนสมัยกลาง” เป็นที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานระหว่างเรือนกาแลกับเรือนสมัยใหม่อย่างตะวันตก 

เรือนสมัยกลางคล้ายคลึงกับเรือนกาแลอยู่บ้าง การใช้สอยภายในเหมือนกันแต่พัฒนาให้ดีขึ้น เนื่องจากคนเหนือเริ่มรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมภายนอก โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ปรากฏบ้านที่นำวิธีการตกแต่งฉลุไม้มาใส่ในจั่วหลังคาและเชิงชาย

เรือนสะระไนบางครั้งก็เขียนว่า “เรือนสะละไน” หรือ “เรือนสรไน” พบมากในจังหวัดลำพูน โดยสะระไนที่ว่าก็คือปั้นลมหรือป้านลม เป็นแท่งไม้ประดับหน้าจั่วหลังคายาวประมาณ 1 ฟุต ฉลุลาย มีปลายยอดจำหลักเป็นเม็ดน้ำค้างคล้ายปากปี่ ทั้งยังตกแต่งปีกด้านข้างด้วยไม้ฉลุลวดลาย ไม่ว่าจะเป็นพรรณพฤษาหรือลายกนกคล้ายปีกนกทรงสามเหลี่ยม

เหตุที่ได้ชื่อว่าสะระไน สันนิษฐานกันว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครื่องปี่พาทย์ ดูได้จากรูปลักษณ์ของปั้นลมที่ยาวคล้ายปี่ โดยคำว่าสะระไน อาจเพี้ยนมาจากคำว่า “สุระหนี่” อันเป็นปี่ของชวา

เรือนสะระไน ภาคเหนือ ตะวันตก
เรือนสะระไน หรือเรือนสมัยกลาง ที่พัฒนามาจากเรือนกาแล (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)

เรื่องนี้ต้องย้อนไปในสมัยพระญากือนา หรือพระญาธรรมิกราชาแห่งเชียงใหม่ พระองค์ทรงต้อนรับขบวนเสด็จของพระมหาสุมนเถระจากสุโขทัยสู่เมืองลำพูน ครั้งนั้นมีเครื่องมโหรีปี่พาทย์มากมาย เมื่อชาวบ้านได้เห็นปี่ที่มีรูปทรงเรียวงดงาม ก็นำมาตกแต่งเป็นปั้นลม ดังที่เห็นในเรือนสะระไนนั่นเอง

เทคนิคการสร้างตัวเรือนประเภทนี้ได้พัฒนาจากเรือนกาแลหลายอย่าง เช่น ใช้ตะปูแทนการบากไม้หรือเข้าลิ้นไม้ ใช้แผ่นสังกะสีสอดตามรางร่องหลังคาเพื่อไม่ให้น้ำฝนรั่วซึม ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะใช้ไม้ซุงยาวหรือไม้กระดานประกบกัน ทำให้รูปทรงหลังคาซับซ้อนขึ้นไปอีก ประตูหน้าต่างใช้บานพับ ทำให้มีประสิทธิภาพใช้งานมากขึ้น ฯลฯ

ในส่วนของหลังคา เนื่องด้วยรับอิทธิพลจากภายนอกมากกว่าเรือนกาแล รูปทรงของหลังคาจึงมีหลากหลายมากขึ้น เช่น หลังคาทรงปั้นหยา มีด้านลาด 4 ด้าน กันแดดลมฝนได้มากกว่าหลังคาทรงจั่ว และหลังคาทรงจั่วแบบมะนิลา ที่เป็นการผสมผสานหลังคาทรงจั่วและหลังคาทรงปั้นหยาได้อย่างลงตัว ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นทรงหลังคาที่พบได้มากที่สุดในเรือนสะระไน

ทั้งนี้เรือนลักษณะนี้ยังคงใช้แป้นเกล็ดสำหรับมุงหลังคาเพื่อป้องกันฟ้าฝนลมแดดเป็นหลัก รวมถึงใช้ “กระเบื้องว่าว” ที่ทำจากดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ซึ่งได้รับความนิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

เรือนสมัยกลาง เรือนโบราณภาคเหนือ ลำพูน ตะวันตก
เรือนโบราณภาคเหนือที่จังหวัดลำพูน แสดงความซับซ้อนของหลังคา มีภายในเป็นแบบเรือนกาแล (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)

ในอดีตกระเบื้องทรงนี้จะมุงด้วยการใช้เส้นลวดพันกระเบื้องผูกกับแป ข้อดีมีมาก แต่ก็มีข้อเสียเรื่องความทนทานต่อแรงลม เพราะความชื้นทำให้เส้นลวดเป็นสนิม อาจทำให้หลังคามีรอยต่อจนนำซึมได้ง่ายกว่ากระเบื้องทรงอื่น ๆ

นอกจากหลังคามุงด้านบนสุดของตัวเรือน เรือนสะระไนจะมีเชิงชายเพิ่มเข้ามาบริเวณหลังคา ซึ่งทำจากแผ่นไม้ เอาไปปิดไว้ปลายจันทันบริเวณขอบหลังคา ได้ทั้งความสวยงาม ปิดรอยโครงสร้าง ป้องกันนก แมลง และกันฝนสาดได้ด้วยเช่นกัน

จะเห็นว่าความงามของบ้านไทยภาคเหนือล้วนแตกต่างกันไปตามความเจริญของวิทยาการ ทว่าแต่ละช่วงต่างก็มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับหลังคา ที่เป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องผู้อาศัยให้ปลอดภัย ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความคงทนไปพร้อมกับความสวยงาม ไม่ต่างจากหลังคาเซรามิกของ SCG ที่มีหลากสีหลายลายตามสไตล์ไทยให้เลือกสรรและประยุกต์ความแข็งแกร่งให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบันอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ศาสตราจาย์พลเรือตรี สมภพ ภิรมย์, รองศาสตราจารย์ วิวัฒน์ เตมียพันธ์, รองศาสตราจารย์ เขต รัตนาจณะ และดร.วิโนโรฒ ศรีสุโร. บ้านไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท หลักทรัพย์ กองทุนรวม, 2538.

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ข้อเเตกต่างระหว่างหลังคากระเบื้องดินขอเเละหลังคาเเป้นเกล็ด. จาก https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2832.

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ดินขอ. จาก https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2089.

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. แป้นเกล็ด. จาก https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2669.

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. หลังคาของเรือนล้านนา. จาก https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2213.

CMU Lanna House Museum พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.. ลวดลายบอกเรื่องราว “กระเบื้องดินขอ” หลังคาเรือนโบราณล้านนา. จาก https://www.facebook.com/share/p/1GoyYGLnwL/.

ณัษฐพงษ์ ชุ่มเกษร และเจนยุทธ ล่อใจ. ถอดรหัส “ไม้แป้นเกล็ด” ในงานสถาปัตยกรรม. จาก http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/handle/123456789/5014.

ณัฐพงศ์ เพียรเชลงเอก. เรือนอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย 2002 (THAI HOUSE 2002). จาก thesis/fulltext/thapra/Nattapong_Pianchalangek/fulltext.pdf.

ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. สะระไนย. จาก https://www.m-culture.in.th/album/90716/.

SCG. เลือกออกแบบหลังคาอย่างไรให้เข้ากับสไตล์ของบ้าน. จาก https://www.scgsmartliving.com/ideas/แบบหลังคา.

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคู่มือสถาปัตยกรรมท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน. จาก https://www.onep.go.th/ebook/eurban/architecture-book.pdf#:~:text=.