15 ปี กรุงธนบุรี ชาวบ้านอัตคัดอดอยาก บ้านเมืองแร้นแค้นตลอดรัชสมัย!?

กรุงแตก จิตรกรรม หอราชพงศานุสรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประกอบเรื่อง พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน พระวิสุทธิกษัตรี 15 ปี กรุงธนบุรี ชาวบ้านอัตคัดอดอยาก
บ้านเมืองในยามศึกเมื่อกรุงแตก จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในหอราชพงศานุสรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ภาพจาก จิตรกรรมแบบสากลสกุลช่างขรัวอินโข่ง, 2522)

15 ปี กรุงธนบุรี ชาวบ้านอัตคัดอดอยาก บ้านเมืองแร้นแค้นตลอดรัชสมัย!?

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง “กรุงธนบุรี” ผู้ทรงทำให้ไทยกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาไปใน พ.ศ. 2310 ทว่า ด้วยการต้องการสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่เพราะพิษสงครามจึงทำให้ในยุค “กรุงธนบุรี” อาจเรียกได้ว่าเป็นรัชสมัยแห่งความอัตคัด ค่าครองชีพสูง และราษฎรต่างอดอยาก

กองทัพพม่า โจมตี กรุงศรีอยุธยา สมัย พระเจ้าเอกทัศ
ภาพจิตรกรรมแสดงเหตุการณ์กองทัพพม่าโจมตีกรุงศรีอยุธยา สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ภาพบรรยากาศของชาวบ้านขณะประสบสงครามไปจนถึงฟื้นฟูบ้านเมือง มีบันทึกไว้ในหลากหลายเอกสาร ซึ่งในหนังสือ “จักรพรรดิราช คติอำนาจเบื้องหลังชนชั้นนำไทย” (สำนักพิมพ์มติชน) ของ เอนก มากอนันต์ ได้รวบรวมมาให้ทุกคนได้เห็นภาพ

อย่างใน “พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธ” ของพระพิมลธรรม หรือพระวันรัตน วัดพระเชตุพนฯ บรรยายถึงเหตุการณ์ความพินาศของกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ว่า

“ในกาลคราวนั้น มนุษยนิกรทั้งหลายในกรุงศรีอยุธยามีความโศกปริเทวทุกข์โทมนัสคับแค้นใจมาก ทั้งมีความหิวอดอยากจนมีกำลังทุพลภาพมาก บางเหล่าก็พลัดพรากจากญาติและมิตรบุตรภรรยามารดาบิดา ต่างคนต่างวินาศจากเครื่องอุปโภคบริโภค ธนธัญหิรัญสุวรรณรัตน์ เป็นคนอนาถาทุคคตะกำพร้าดังคนจัณฑาล ไม่มีอาหารจะบริโภคและ… 

ที่อยู่ มีรูปกายอันซูบผอมผิวพรรณวิปริตอาศรัยเลี้ยงชีพด้วยผลไม้และใบ้ไม้ และเครือลดาวัลย์ เง่าบัว รากมันรากไม้ใบไม้เปลือกไม้ดอกไม้เป็นต้น เปนคนกำพร้าอนาถาเที่ยวไปในราวป่า เที่ยวไปในนานาประเทศ เลี้ยงชีวิตได้ด้วยความลำบากยิ่งนัก

ก็แหละมนุษยนิกรเหล่านั้นคุมกันอยู่ในพวกๆ อยู่เรี่ยรายกันไปในที่ต่างๆ ต่างพวกต่างก็ประหารแย่งชิงปล้นซึ่งกันและกัน แย่งชิงข้าวเปลือกข้าวสารเกลือป่น เป็นต้น คนเหล่านั้นบางคนก็ไม่มีอาหาร บางคนก็มีอาหารน้อย…ถึงแก่ความตายบ้างไม่ตายบ้าง…ต่างคนต่างปราศจากเมตตาจิตรต่อกัน เพราะภัยคือความหิวความหยากเบียดเบียนอยู่เป็นนิตย์ ทั้งไม่มีความเอื้อเฟื้อพระพุทธรูป พระธรรม พระภิกสุสงฆ์”

ส่วน “สังคีติยวงศ์” ซึ่งเป็นงานเขียนของพระวันรัตนเช่นกัน ก็กล่าวไว้ว่า

กรุงแตก ไทย กรุงศรีอยุธยา พม่า
ความวุ่นวายครั้งบ้านเมืองในยามศึก เมื่อกรุงแตก จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในหอราชพงศานุสรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ภาพจาก จิตรกรรมแบบสากลสกุลช่างขรัวอินโข่ง. 2522)

“ประชาชนได้ถึงความวิโยค 2 ประการ คือ ญาติวิโยค 1 สมบัติวิโยค 1 ได้ปราศจากเมตตาซึ่งกันและกัน อันภัยเกิดแต่ความหิว หากบีบคั้นหนักเข้าแล้วก็ไม่สามารถจะเอื้อเฟื้อต่อพระพุทธรูป และพระธรรม พระสงฆ์ได้เลี้ยงชีพของตนด้วยความคับแค้น

ฝ่ายภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้อาหารบิณฑบาตแต่ทายกแล้วก็เหนื่อยยากลำบากเข้า ไม่สามารถครองกาสาวพัตรได้ ใช้ให้ศิษย์ไปขวนขวายหาอาหารเพื่อได้เลี้ยงท้องได้บ้างมิได้บ้าง ก็เหนื่อยหน่ายจากการบวช ด้วยความลำบากที่จะครองเพศเป็นสมณะ ได้พากันสึกออกหาเลี้ยงชีวิตตามสติกำลัง

บางพวกที่ยังรักกาสาวพัตรอยู่ก็อุตสาหะพยุงกายด้วยการแสวงหาน่าเวทนายิ่งนัก ได้ฉันบ้างไม่ได้ฉันบ้าง ก็มีรูปวิปริตสพรั่งไปด้วยเกลียวหนังแลเส้นเอ็นก็ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หมดความอาลัยรักษาพระพุทธรูปและพระธรรมไว้ไม่ได้ พากันสำเร็จอยู่ตามสถานอันสมควร ฝ่ายพวกมิจฉาทิฐฐิทั้งหลายก็ทำอันตรายแก่พระพุทธรูป พระธรรมวินัยไตรปิฎก เมื่อขาดความรักษาเสียแล้วก็วินาศไปต่างๆ”

เหล่านี้สะท้อนถึงความอดยากของผู้ในยุคหลังสงครามได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ในงาน “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็ได้กล่าวไว้เช่นกันว่าปัญหานานที่สุดที่คุกคาม “กรุงธนบุรี” อันเป็นพระราชอาณาจักรของสมเด็จพระเจ้าตากสินก็คือ “ปัญหาความยากแค้นด้านอาหาร” เพราะสงครามครั้งเสียกรุงนั้นกินระยะเวลายาวนาน ชาวบ้านก็ทำนาไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยติดต่อกันหลายปีก่อนที่กรุงจะเสียอีก

ภาพวาดพระเจ้าตากทรงม้าสู้ศึก ในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เทศบาลเมืองตาก (ถ่ายโดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, 2560)

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความอดยาก ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวสารจากสำเภาแพงถึงถังละ 3 บาท ถังละตำลึงหนึ่งบาง บางครั้งก็ถึง 5 บาท ความอัตคัดนี้มีข้อมูลว่าอยู่ร่วมกับราษฎรจนถึง พ.ศ. 2318 เลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน บาทหลวงฝรั่งเศสผู้หนึ่งก็รายงานความเป็นไปขณะนั้นไว้ว่า “จนบัดนี้ ค่าครองชีพในสยามแพงมาก เงิน 200 เปียสตร์มีค่าไม่ถึง 50 เปียสตร์ของเมื่อ 100 ปีมาแล้ว” 

ภาพประกอบเนื้อหา – กองเรือสำเภาจีน ภาพจาก สารานุกรมพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ส่วนจดหมายเหตุคณะบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก็กล่าวว่า ในระหว่างที่พระยาตากพระเจ้าแผ่นดินใหม่ของกรุงสยามได้ทรงทำให้บ้านเมืองใกล้เคียงสะทกสะท้านกลัวเดชานุภาพไปหมดนั้น พวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินต้องได้รับความเดือดร้อนล้มตายวันละมากๆ เพราะอาหารการกินอัตคัดกันดารอย่างที่สุด… 

ในปีนี้ได้มีคนตายจำนานมากกว่าเมื่อครั้งพม่าเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ตามวัดวาอารามก็ร้างไปหมด เพราะพวกพระสงฆ์ได้หนีทิ้งวัดไปสิ้น ผ้าเหลืองเวลานี้ไม่ใคร่มีใครจะนับถือกันแต่ก่อนแล้ว และถ้าใครขืนครองผ้าเหลืองในเวลานี้ก็ต้องอด การที่เป็นเช่นนี้ไม่เฉพาะแต่ในกรุงและตำบลใกล้เคียง แต่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จยกทัพไปที่แห่งใดก็เป็นเช่นนี้ทั่วไป เช่น เมืองพิษณุโลก นครราชสีมา เพชรบุรี นครศรีธรรมราช และภูเก็ต เป็นต้น”

จิตรกรรมเขียนขึ้นใหม่ ภาพเหตุการณ์ “สมรภูมิปากพิง” แขวนอยู่ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดปากพิงตะวันตก จังหวัดพิษณุโลก ภาพ : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชดำรัสสั่งให้นำปืนใหญ่รางเกวียน 8 กระบอก ไปเพิ่มเติมรักษาค่ายปากพิงตะวันตก (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2556)

ทว่า อะไรก็ไม่เท่ากับพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเอง เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงอภิเษกให้พระเจ้านครฯ (หนู) กลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2319 ว่า “ถ้าฝ่ายพระนครศรีอยุธยาขัดข้องด้วยอาหารจะได้พึ่งพาอาศัยบ้าง”

จากทั้งหมดนี้จึงทำให้เห็นว่าบ้านเมืองในรัชสมัยกรุงธนบุรี อันมีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นปฐมกษัตริย์ อาจเรียกได้ว่าเกิดสภาวะความอัตคัดอดอยากของประชาชน ไม่เพียงแค่ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่อาจล่วงเลยแทบจะทั้งหมดของรัชสมัยเลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง 

เอนก มากอนันต์. จักรพรรดิราช คติอำนาจเบื้องหลังชนชั้นนำไทย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2562.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 พฤษภาคม 2569