“พระแสงดาบคาบค่าย” วีรกรรมสมเด็จพระนเรศ ในศึกนันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130

จิตรกรรมสมเด็จพระนเรศปีนค่ายพม่า ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา ประกอบเรื่อง พระแสงดาบคาบค่าย

“พระแสงดาบคาบค่าย” คือพระแสงดาบคู่พระหัตถ์สมเด็จพระนเรศ ในสงครามระหว่างอยุธยากับพม่า เมื่อ พ.ศ. 2129-2130 หรือศึกพระเจ้านันทบุเรง ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเครื่องราชศาสตราวุธมงคล และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชูปโภคในหมวดพระแสงอัษฎาวุธ

พระแสงดาบคาบค่าย
พระแสงดาบคาบค่าย (ภาพโดย คุณหญิงบุษยา ไกรฤกษ์ ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, อัมรินทร์การพิมพ์ : 2528)

ศึกพระเจ้านันทบุเรงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระนเรศทรงประกาศอิสรภาพจากกรุงหงสาวดี ใน พ.ศ. 2127 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้อยุธยากลับมาเป็นประเทศราชดังเดิม ด้วยการเสด็จเป็นจอมทัพนำไพร่พลกว่า 250,000 นาย หมายพิชิตกรุงศรีอยุธยา

กองทัพพม่าตั้งค่ายประชิดปิดล้อมพระนครด้านเหนือและด้านตะวันออก ซึ่งเป็นด้านที่โจมตีได้สะดวกกว่าด้านอื่น ๆ สมเด็จพระนเรศทรงตระหนักพระทัยดีว่า อยุธยามีกำลังน้อยกว่า ไม่สามารถรบพุ่งกับกองทัพพม่าโดยตรง จึงใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร จู่โจมตัดกำลังและเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าจากรอบนอก ส่วนด้านในพระนครก็ทรงนำกำลังออกปล้นค่ายข้าศึกในยามวิกาลด้วยพระองค์เอง

พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ทุ่งภูเขาทอง พระนครศรีอยุธยา พระนารายณ์เมืองหาง
พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่อ้างอิงจากพงศาวดารไทยฉบับต่าง ๆ เล่าว่า กองทัพพม่าเข้าตีพระนครหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงปิดล้อมเมืองอยู่อย่างนั้น ด้านกองโจรของฝ่ายอยุธยาก็พากันเที่ยวตีตัดขาดการลำเลียงเสบียงอาหารของข้าศึกจนเกิดความอดอยากขึ้นในค่าย พระนเรศทรงทราบจึงเห็นเป็นโอกาสดีที่จะออกปล้นค่ายพม่าทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อไม่ให้ข้าศึกอยู่เป็นปกติสุข

“เมื่อเดือน ๓ แรม ๑๐ ค่ำ เวลา ๕ นาฬิกา เสด็จออกปล้นค่ายพระยานครที่ปากน้ำพุทธเลา (ทำนองข้าศึกกองนี้จะอ่อนกว่ากองอื่น) ข้าศึกแตกหนี ได้ค่ายพระยานคร (ให้เผาค่ายข้าศึกเสีย) แล้วเสด็จกลับเข้าพระนคร

เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เวลากลางคืน เสด็จออกไปปล้นค่ายทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี ข้าศึกไม่รู้ตัวแตกพ่าย ได้ค่ายนั้นแล้วไล่ฟันแทงข้าศึกเขาไปจนถึงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรเสด็จลงจากม้า ทรงคาบพระแสงดาบนำทหารขึ้นปีนระเนียดจะเข้าค่ายพระเจ้าหงสาวดี ถูกข้าศึกแทงตกลงมาจึงเข้าไม่ได้

ขณะนั้นพอข้าศึกกรูกันมามากก็เสด็จกลับคืนเข้าพระนคร พระแสงดาบซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงในวันนั้น จึงปรากฏพระนามว่า ‘พระแสงดาบคาบค่าย’ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้”

จิตรกรรมสมเด็จพระนเรศปีนค่ายพม่า ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา
จิตรกรรมสมเด็จพระนเรศปีนค่ายพม่า ที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา

พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ 5 เดือน สูญเสียไพร่พลไปมากก็เกิดท้อพระทัย ประกอบกับฤดูน้ำหลากใกล้เข้ามา ทรงปรึกษากับนายทัพทั้งหลายเห็นว่า ควรถอยกลับไปบำรุงไพร่พลแล้วยกทัพมาใหม่ในฤดูแล้ง ว่าแล้วก็เลิกทัพกลับบ้านเมืองไป

หลังการประกาศ “แข็งเมือง” ที่เมืองแครงเมื่อ พ.ศ. 2112 ความสำเร็จในการต้านทานกองทัพพม่าในศึกพระเจ้านันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130 ถือเป็นการรับประกัน “เอกราช” ของราชอาณาจักรสยาม เพราะหากอยุธยาพ่ายแพ้ในศึกดังกล่าว เท่ากับเป็นการเสียกรุงอีกรอบ ประวัติศาสตร์ไทยอาจเปลี่ยนโฉมหน้าไป และคงไม่เกิดมหาวีรกรรม “ยุทธหัตถี” ในอีก 5 ปีต่อมาด้วย

ทั้งนี้ พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศมีส่วนสำคัญยิ่ง แม้ขณะนั้นจะยังเป็นพระอุปราช รับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระราชบิดา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แต่ไม่ทรงหวาดหวั่นอันตรายใด ๆ นำทหารรบพุ่งป้องกันพระนครอย่างอาจอาญ โดยมี “พระแสงดาบคาบค่าย” เป็นสัญลักษณ์แห่งพระปรีชาสามารถในเหตุการณ์คราวนั้นนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2547). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

ศ.ว., ศูนย์ข้อมูลวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. คาบค่าย – ชื่อพระแสงต้น. สืบค้นวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569. จาก https://clah.finearts.go.th/content/374


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 เมษายน 2569