“ประเทศไทย” รับมือปัญหา “น้ำมันขาดแคลน” อย่างไร ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ไทยรับมือปัญหาน้ำมันขาดแคลนในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไร 2475 คลื่นเสียง - ปฏิวัติสะเทือน
ภาพถ่ายหมู่ จอมพล โตโจพร้อมด้วย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และสมาชิกคนสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ในฐานะพันธมิตรและแกนนำหลักของฝ่ายญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2486 (ค.ศ. 1943))

เมื่อโลกเกิดความปั่นป่วน เกิดสงคราม สิ่งหนึ่งที่จะมาพร้อมกันคือแต่ละประเทศล้วนเผชิญปัญหาขาดแคลนทรัพยากรที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการค้าและการขนส่งเต็มไปด้วยปัญหาติดขัดมากมาย

ดังเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทั่วโลกต่างทำสงคราม ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบมากมาย ผู้คนต่างต้องหนีเอาตัวรอด รวมถึงของใช้ต่าง ๆ ก็แทบหาไม่ได้ โดยเฉพาะ “น้ำมัน” สินค้าสำคัญที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ไทยรับมือปัญหาน้ำมันขาดแคลนในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไร

แม้ว่าใน พ.ศ. 2483 รัฐบาลจะประกาศพระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่น ความว่า

บรรยากาศการขาดแคลนสินค้าในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

“ในขณะนี้การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ในประเทศ ยังมิได้อยู่ในฐานะที่ลำบากประการใด แต่สถานการณ์ของโลกปัจจุบันอาจทำให้การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลงประสบอุปสรรคขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ฉะนั้นต้องเตรียมตัวไว้ให้พรักพร้อมก่อน

กระทรวงกลาโหมขอแจ้งให้ทราบว่า เวลานี้กระทรวงกลาโหมยังจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ในประเทศไทย ยังไม่จำเป็นที่จะต้องมีการจำกัดหรือปันส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชนจงเข้าใจตามคำแถลงการณ์นี้”

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยก็เห็นถึงสัญญาณของปัญหาขาดแคลนน้ำมันแล้ว เนื่องจากเกิดการถอนตัวของบริษัทน้ำมันต่างประเทศและญี่ปุ่นที่ไม่สามารถจัดหาน้ำมันให้ได้

ด้วยเหตุนี้เองในเดือนเมษายน ปีเดียวกัน รัฐบาลจึงสำรวจความต้องการน้ำมันภายในประเทศทันที โดยครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงามภูมิภาค กิจการอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป

ถัดมาเพียงหนึ่งเดือนการ “ปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง” เพื่อเอาตัวรอดในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็เกิดขึ้น

มีข้อมูลระบุไว้ว่า ในตอนนั้น กิจกรรมทุกประเภทที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหน่วยงานในภูมิภาคจะได้รับการปันส่วนอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 30 ถึง 70 ของปริมาณการใช้งานจริงหรือที่แจ้งกับทางการไป 

ส่วนหน่วยงานส่วนกลาง แม้จะไม่มีประกาศปันส่วนน้ำมันออกมา แต่ก็ปันส่วนน้ำมันสำหรับกิจกรรมเฉพาะทางเศรษฐกิจสำคัญเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังปรับลดการใช้น้ำมัน รวมถึงความต้องการในประเทศลง ทั้งยังแสวงหาพลังงานสำรอง มีการวางแผนสำรวจปิโตรเลียมในประเทศ เจรจาตกลงกับต่างชาติ เช่น เจรจากับทูตอังกฤษ ทูตอเมริกัน และอุปทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทางอังกฤษก็ช่วยเหลือเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงมาจำนวนหนึ่ง

รถบรรทุกของกองทัพที่ 8 ของอังกฤษ กำลังข้ามแม่น้ำซานโกรในอิตาลี
ใช้สะพานเบลีย์ที่วางพาดบนเรือท้องแบนที่จอดเรียงกัน (ภาพจาก 101 สิ่งของสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2)

ทั้งในช่วงต้น 2480 ไทยเองก็จัดหาน้ำมันจากทางญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงกู้เงินกับญี่ปุ่นประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อซื้อน้ำมันสำรองไว้ยามที่สถานการณ์โลกแปรปรวน

อย่างไรก็ดี สงครามได้ครุกรุ่นมากยิ่งขึ้นในช่วงปลาย พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา มีการรุกคืบเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งการค้าสำคัญ เกิดปัญหาจนไม่สามารถกระจายความต้องการน้ำมันให้ไทยได้ ซึ่งส่งผลให้น้ำมันในประเทศวิกฤตขึ้นไปอีก  

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะสำรองน้ำมันไว้อยู่บ้างตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง 2481 และมีแหล่งน้ำมันสำรองจากตลาดญี่ปุ่นก็ตาม แต่รัฐบาลไทยก็ต้องปรับตัวมากขึ้นตามความเป็นไปของโลก รัดเข็มขัดให้แน่น ลดสัดส่วนการปันส่วนน้ำมันของหน่วยภูมิภาคเพิ่งขึ้นอีกเหลือเพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้น ด้านส่วนกลางก็ลดลงค่อนข้างมากจากปกติเช่นกัน 

การจ่ายน้ำมันจะอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดของกรมเชื้อเพลิง และหากจะจ่ายน้ำมันให้กับภาครัฐก็ต้องได้รับการเห็นชอบจากเจ้ากรมเชื้อเพลิงก่อนทั้งสิ้น

ยิ่งวันเวลาผ่านไป วิกฤตนี้ก็มีแต่จะแย่ลง ความช่วยเหลือของญี่ปุ่นที่ให้คำมั่นว่าจะขายและสนับสนุนน้ำมันให้ เมื่อเข้าสู่ช่วง พ.ศ. 2486-2488 น้ำมันก็ได้ลงน้อยกว่าที่ตกลงไว้กว่าช่วงที่เพิ่งเป็นพันธมิตรกันมาก 

ญี่ปุ่นกู้เงินไทย
ภาพถ่ายหมู่ จอมพล โตโจพร้อมด้วย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และสมาชิกคนสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ในฐานะพันธมิตรและแกนนำหลักของฝ่ายญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2486 (ค.ศ. 1943))

ถึงขั้นที่ว่าในบางครั้งก็ไม่ได้น้ำมันเลยด้วยซ้ำ 

เห็นได้จากข้อมูลเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2486 น้ำมันเบนซินรถยนต์จากที่จะขายให้เฉลี่ยเดือนละ 1,470 กิโลลิตร แต่กลับขายจริงให้เพียง 1,045.72 กิโลลิตรเท่านั้น น้ำมันก๊าดตกลงที่ 3,400 กิโลลิตร ก็ขายให้เพียง 1,370 กิโลลิตรต่อเดือน หรือน้ำมันดิบตกลงที่ 1,800 กิโลลิตร แต่ก็ขายจริงเพียง 445.226 กิโลลิตรต่อเดือน

ยิ่งช่วง พ.ศ. 2488 หรือปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกได้ว่าเป็นเวลาอันโหดร้ายของไทยเลยก็ว่าได้ เพราะมีบันทึกของพันเอกสุวรรณ เพ็ญจันทร์ เจ้ากรมเชื้อเพลิงในช่วงหลังสงคราม เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า 

“ตอนใกล้สงครามจะสงบ เรายิ่งได้น้ำมันน้อยลงทุกที เพราะมีทุ่นระเบิดเรือเดิร (สะกดตามต้นฉบับ-ผู้เขียน) ไม่ได้ ทั้งเรือก็ได้อำปางลงเรื่อยๆ ในที่สุดคงเหลือเรือบรรจุน้ำมันอยู่ลำเดียว แต่ก็เดินไปรับน้ำมันไม่ได้ เพราะมีทุ่นระเบิด กรมเชื้อเพลิงจึงไม่ได้รับน้ำมันอีกเลย จดบัดนี้ (29 ธันวาคม 2488) เป็นเวลา 10 เดือนแล้ว แต่โดยที่สำรองน้ำมันไว้ จึงพอมีจ่ายรัฐบาลและกิจการที่จำเป็นอยู่บ้าง

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อาคารเรียน นักเรียนผู้ดี
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ในภาพเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพ : Wikimedia Commons)

นอกจากการปันส่วนน้ำมันแล้ว เนื่องด้วยตอนนั้นประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงน้ำมันจากญี่ปุ่น ซึ่งตามข้อตกลงคือไทยต้องนำเรือและถังเปล่าไปลำเลียงเอง เว้นแต่น้ำมันหล่อลื่นที่ญี่ปุ่นจะลำเลียงมา 

กระทรวงกลาโหมจึงคิดวิธีแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่ง คือ การใช้เรือบรรทุกน้ำมันมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้น้ำมันเป็นจำนวนมากพอ ซึ่งคาดการณ์ออกมาแล้วจะได้น้ำมันที่ผ่านการกลั่นมาเดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 กิโลลิตร ประหยัดใช้หน่อยและเก็บสำรองไว้ประมาณ 1,000 กิโลลิตร 

รวมถึงสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันดิบจากยางพารา ซึ่งเดือนหนึ่งก็จะกลั่นน้ำมันดับได้ประมาณ 500-600 กิโลลิตร และกลั่นเบนซินได้ประมาณ 400 กิโลลิตรเลยทีเดียว

นี่ก็เป็นอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ขาดแคลนน้ำมันของไทย

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งมาพร้อมการปรับตัวอย่างมหาศาลเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดก็เหตุการณ์ดังกล่าวก็ค่อย ๆ คลี่คลายลงเมื่อเกิดการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน. “ก่อนจะเป็น ปตท.”: ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 ถึง 2521. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2556.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มีนาคม 2569