พระนั่งเกล้าฯ ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5 “เถลิงราชย์โดยชอบ-เอาแผ่นดินเป็นที่ตั้ง”

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประกอบเรื่อง รัชกาลที่ 3 ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ล้วนทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินสยามอย่างอเนกอนันต์ แล้วในฐานะที่ทรงเป็นพระบรมวงศ์อันเกี่ยวเนื่องทั้งสายพระราชบิดา (รัชกาลที่ 4) และพระราชมารดา (สมเด็จพระเทพศิรินทราฯ) รัชกาลที่ 3 ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร?

รัชกาลที่ 3 ในพระราชทัศนะรัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลักฐานที่พอจะเผยให้เห็นพระราชทัศนะข้างต้นอย่างชัดเจน ปรากฏในพระบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ซึ่งทรงแจกแจงถึงหลายประเด็นทีเดียว เริ่มตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของพระองค์ พระราชอัชฌาสัย ไปจนถึงการส่งมอบราชสมบัติในปลายรัชกาล

ประเด็นแรกคือการเสวยราชย์ โดยรอยต่อระหว่างแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นั้น มีผู้ให้ความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา บ้างว่า บัลลังก์ควรตกเป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่รัชกาลที่ 3 “ตัดหน้า” ไป

บ้างก็ว่า รัชกาลที่ 3 เถลิงราชย์โดยชอบธรรมแล้ว เพราะทรงเป็นเจ้านายที่เหมาะสมที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น แม้จะ “ผิดสาย” ไปบ้างก็ตาม ด้วยทรงเป็นพระราชโอรสชั้น “พระองค์เจ้า” มิใช่ “เจ้าฟ้า” อย่างรัชกาลที่ 4

อย่างไรก็ตาม จากพระราชทัศนะของรัชกาลที่ 5 ทรง “เห็นชอบ” ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก่อนสมเด็จพระบรมชนกนาถของพระองค์ ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ความว่า

“ครั้นมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่ได้ดำเนินพระบรมราชโอการมอบสิริราชสมบัติ ด้วยประชวรเป็นปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระราชโอรสเกิดด้วยพระสนมก็จริงอยู่ แต่เป็นพระองค์ใหญ่ทรงพระสติปัญญาโอบอ้อมเผื่อแผ่ และในเวลานั้นทูลกระหม่อมก็ทรงผนวชและยังอ่อนแก่ราชการ ข้าราชการทั้งปวงจึงได้พร้อมใจกันยินยอมให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเถลิงถวัลยราชสมบัติ

ได้ฟังจากคำรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อพระโอษฐ์เองว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงพระสติปัญญามาก และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก ถึงโดยว่าถ้ามีพระสติที่จะสั่งได้ ท่านไม่แน่พระทัยว่าจะทรงมอบราชสมบัติพระราชทาน…”

ทั้งมีพระอรรถาธิบายเพิ่มว่า รัชกาลที่ 4 “มิได้มีความโทมนัสเสียพระทัย” เพราะตอนนั้นสยามยังต้องรบติดพันกับพม่า จำเป็นต้องมีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรู้รอบในราชการ และเป็นที่ยอมรับทั่วหน้า การผลัดแผ่นดินจึงชอบแล้วด้วยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงเป็น “ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ) พระราชทานธรรมเทศนาให้กรมการฝ่ายในฟังในวันวิสาขบูชา (ภาพจากหนังสือ “ประชุมภาพประวัติศาสตร์แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”)

รัชกาลที่ 5 ยังทรงวิเคราะห์พระราชอัชฌาสัยของรัชกาลที่ 3 จากที่ทรงปฏิบัติต่อ “คู่แข่ง” ทางการเมืองของพระองค์ ว่า “ทรงมีพระสติปัญญาและปราศจากความริษยาอาฆาต คือถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในที่เช่นนั้น ย่อมจะทำลายล้างทูลกระหม่อม (รัชกาลที่ 4) และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ลงเสียก่อน นี่หาเช่นนั้นไม่

ส่วนทูลกระหม่อมทรงตั้งพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย เป็นการต่อสู้อย่างยิ่งมิใช่เล่น ท่านก็มิใช่แต่ไม่ออกพระโอษฐ์คัดค้านอันหนึ่งอันใด กลับพระราชทานที่วัดบวรนิเวศฯ ให้เป็นที่เสด็จมาประทับอยู่เป็นที่ตั้งธรรมยุติกนิกาย และยกย่องให้เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ จนถึงเป็นผู้สอบไล่พระปริยัติธรรมจนจวนสวรรคตทีเดียว จึงได้ขอเลิกเรื่องห่มผ้าแหวกอกแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ทรงอดกลั้นอยู่ได้ถึงกว่า ๒๐ ปี”

หรืออย่าง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุนทรธิบดี (พระองค์เจ้ากล้วยไม้) ผู้เป็น “ที่เกลียดชังออกหน้ากันอยู่กับท่าน” รัชกาลที่ 3 ก็มิได้ทรงอาฆาตมาดร้ายไปตลอด เพราะ “เมื่อกรมหมื่นสุทนทรถูกไฟไหม้สิ้นพระชนม์แล้ว เหลือแต่เนื้อก้อนเดียวยังโปรดให้มาเข้าเมรุกลางเมือง บรรดาลูกกรมหมื่นสุนทรก็ได้เบี้ยหวัดมากกว่าลูกกรมอื่น เหมือนอย่างลูกกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ซึ่งเป็นสหายอย่างยิ่งของพระองค์ท่าน”

ส่วนกรณีรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสของพระองค์ อีกหนึ่งประเด็น “เสียงแตก” ที่บางส่วนเห็นว่า ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะ “คืน” ราชบัลลังก์ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช (รัชกาลที่ 4) กับฝ่ายที่เห็นว่า เป็นเพราะขุนนางที่สนับสนุนรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะตระกูลบุนนาค มีกำลังมาก ประเด็นนี้ รัชกาลที่ 5 ก็มีพระราชวินิจฉัยว่า

“ใช่ว่าท่านจะไม่มีพระราชประสงค์จะให้พระราชโอรสสืบสันตติวงศ์เมื่อใด แต่หากท่านไม่มั่นพระทัยในพระราชโอรสของท่าน ว่าองค์ใดจะรักษาแผ่นดินได้ เพราะท่านรักแผ่นดินมากกว่าราชโอรส จึงได้มอบคืนแผ่นดินให้แก่เสนาบดี ก็เพื่อประสงค์จะให้เลือกเชิญทูลกระหม่อมซึ่งเห็นปรากฏอยู่แล้วว่า ทรงพระสติปัญญาสามารถจะรักษาแผ่นดินได้ขึ้นรักษาแผ่นดินสืบไป…”

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ลานมหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง ความงามวังท่าพระ
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ลานมหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง

เนื่องจากพระราชนิพนธ์เหล่านี้เป็นพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 5 ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เราจึงเห็นได้ถึงพระราชประสงค์ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะอบรมพระราชโอรสให้เห็นถึงคุณธรรม และพระเมตตาธรรมของบูรพกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ซึ่งในที่นี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

ทั้งหมดก็เพื่อที่ให้สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งจะต้องสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ ได้ทรงทราบว่า “ต้นพระบรมวงศ์เธอของเราย่อมรักแผ่นดินมากกว่าลูกหลานในส่วนตัว” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2512). พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ ๕ พระราชทานแด่พระเจ้าลูกยาเธอ. กรุงเทพฯ : หจก. ศิวพร. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางวนิธย์  ประชุมธนสาร (สมิตินันทน์), 8 เมษายน พ.ศ. 2512.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569