“แหวนนพเก้า” สุดยอดเครื่องประดับมงคลจาก 9 อัญมณี ที่นิยมในหมู่เจ้านายสยาม

แหวนนพเก้าล้อมพิกุล เครื่องประดับทองโบราณ ตกแต่งด้วย อัญมณีมงคลทั้ง 9 ชนิด ลายดอกพิกุล
แหวนนพเก้าล้อมพิกุล เครื่องประดับทองโบราณตกแต่งด้วยอัญมณีมงคลทั้ง 9 ชนิด ล้อมด้วยลายดอกพิกุล (ภาพจาก สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย)

เครื่องประดับเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงมาทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น สร้อย กำไล มงกุฎ หรือแหวน หนึ่งในชิ้นที่มีความโดดเด่นที่สุดคือ “แหวนนพเก้า” เป็นแหวนที่รวบรวมรัตนชาติไว้ด้วยกัน

แหวนนี้เป็นเครื่องประดับยศ หรือเป็นเครื่องราชอิสริยยศตั้งแต่ระดับพระเจ้าแผ่นดินลงมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนาง โดยมักจะสอดไว้ในสายประคดเพื่อแสดงยศถาบรรดาศักดิ์ เรียกว่า “เครื่องยศนพเก้า”

ที่สำคัญคือ แหวนนพเก้ามีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีของราชสำนัก และงานมงคลของเหล่าชนชั้นสูง เช่น พิธีโสกันต์ (โกนจุก) พิธีจุณเจิมเครื่องหอม หรือรดน้ำอวยพรในการแต่งตั้งฐานันดรศักดิ์ ไปจนถึงพิธีสมรส โดยมีธรรมเนียมว่าเมื่อถึงมงคลฤกษ์ ผู้ประกอบพิธีจะสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้มือขวา ก่อนจะเริ่มดำเนินขั้นตอนสำคัญในพิธีการนั้น ๆ

ย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศนพเก้า ปรากฏพระนามอยู่ใน “หนังสือประชุมพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ ภาคปกิณณกะ ภาค ๑” กลุ่มแรกคือพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 4 จำนวน 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศรวัชรินทร์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท

กลุ่มต่อมาคือพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 4 จำนวน 2 พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

นอกจากกลุ่มที่เป็นเจ้านายแล้ว บันทึกดังกล่าวยังระบุชื่อเสนาบดีผู้ใหญ่ที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศนี้ เช่น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม, เจ้าพระยาพระคลัง ว่าการต่างประเทศ และเจ้าพระยาภูธราภัย สมุหนายก โดยในเอกสารบรรยายถึงลักษณะของแหวนนพเก้าเอาไว้ว่า

“ให้มีวงแหวนทองคำเป็นทองเนื้อสูงอย่างเอก คือทองแร่บางตะพานก็ดี ทองที่ชำระจนสิ้นมือก็ดี หนักกึ่งตำลึงบ้าง สิบสลึงบ้าง สามบาทบ้าง ทำทั้งแท่งไม่โพรงใน ตีให้แน่นดีแล้วขุดหลุมพลอย ๙ แห่ง แล้วจึงฝังพลอย ๙ อย่าง  ที่ ๑ เพ็ชร ที่ ๒ ทับทิม ที่ ๓ มรกต ที่ ๔ เพทาย ที่ ๕ บุษย์ ที่ ๖ นิล ที่ ๗ มุกดา ที่ ๘ โกเมน ที่ ๙ ไพฑูรย์ แล้วประดับเพ็ชรเล็กๆ เป็นเนื่องสองข้างบ้าง เป็นลายต่างๆสองข้างบ้าง ทำให้งามดีแล้วสอดไว้ในประคดที่คาดกับเอว”

แหวนนพเก้าล้อมพิกุล
(ภาพจาก สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย)

กล่าวคือ แหวนนพเก้าสร้างจากทองคำเนื้อบริสุทธิ์ หรือทองธรรมชาติ โดยเฉพาะทองจาก “บางสะพาน” แหล่งทองคำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในไทย โดยน้ำหนักทองอาจเป็นครึ่งสลึง สิบสลึง หรือสามบาทตามความเหมาะสม ตัวเรือนแหวนต้องตีขึ้นรูปจากทองแท้แบบตัน ไร้โพรงด้านใน ตีให้แน่น และแข็งแรง แล้วจึงเจาะช่องอย่างประณีตเพื่อประดับอัญมณีทั้ง 9 เม็ด ประกอบด้วย

  1. เพชร (ไม่มีสี ใสบริสุทธิ์)
  2. ทับทิม (สีแดง)
  3. มรกต (สีเขียวใส)
  4. เพทาย (สีน้ำตาลอ่อนอมแดง)
  5. บุษย์ (บุษราคัม-สีเหลืองใส)
  6. นิล (ไพลิน-สีน้ำเงินแก่)
  7. มุกดา (สีขาวขุ่น)
  8. โกเมน (สีแดงแก่ก่ำ)
  9. ไพฑูรย์ (สีเหลืองคล้ายตาแมว)

เมื่อประดับอัญมณีหลักครบถ้วนแล้ว จึงประดับเพชรเม็ดเล็กไว้ด้านข้าง หรือสลักลวดลายต่าง ๆ เพื่อให้แหวนมีความงดงามสมกับเป็นเครื่องยศชั้นสูง ก่อนจะนำไปสอดไว้ในสายประคดตามแบบแผนโบราณ

มรกต
อัญมณีมรกตที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน (ภาพจาก Wikimedia Commons)

การสวมแหวนนี้เชื่อว่าจะช่วยเสริมสิริมงคลให้ชีวิตประสบความสำเร็จ และเป็นที่รัก เจ้านายหลายพระองค์จึงทรงเลือกสวมเป็นของคู่กาย โดยอัญมณีแต่ละชนิดมีความหมายเฉพาะตัว เช่น มรกต หมายถึง สมหวังในทุกประการ, มุกดา หมายถึง เสริมอำนาจบารมี และทับทิม หมายถึง ร่ำรวยเงินทอง และอายุยืน

แม้ในสมัยก่อนจะดูเป็นของที่จับต้องได้ยาก เนื่องจากเป็นของที่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง และสวมใส่ตามฐานันดรศักดิ์ ทว่า ราษฎรผู้มีฐานะก็สามารถหามาสวมใส่ได้ แต่รูปแบบของแหวนสำหรับราษฎรจะแตกต่างจากของหลวง ตัวเรือนมักทำจากทองเปล่า ไม่มีเพชรประดับข้าง และมีขนาดที่ย่อมกว่า รวมถึงจะสวมใส่เฉพาะเวลาประกอบพิธีมงคลเท่านั้น โดยปัจจุบันแหวนนพเก้ากลายเป็นเครื่องประดับที่คนทั่วไปสามารถสวมได้ในชีวิตประจำวัน และยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมงคลเสมอมา

ด้วยเหตุนี้ “แหวนนพเก้า” จึงเป็นเครื่องประดับที่ไม่เพียงมีความงดงามด้วยสีสันจากอัญมณีหลากชนิด แต่ยังสะท้อนถึงธรรมเนียมอันเก่าแก่ของเจ้านายสยาม ตลอดจนความเชื่อเรื่องสิริมงคลที่สะท้อนผ่านพิธีกรรมสำคัญของสังคมไทย

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระบาทสมเด็จพระฯ. 2347-2411 (2493). ประชุมพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4 ภาคปกิณกะ ภาค 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์.

สมภพ จันทรประภา. (ม.ป.ป.). ดำแร่ และ รัตนชาติ. กรมทรัพยากรธรณี. จาก https://library.dmr.go.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=mmvw&db=Main&skin=s&mmid=9304&bid=5859 

ภักดิ์ ทรงเจริญ.(ม.ป.ป.). ทองน่ารู้. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. จาก  https://www1.dpim.go.th/dt/pper/000001127972446.pdf


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มกราคม 2568