ธรรมเนียมของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงยึดตามรัชกาลที่ 3 ช่วงก่อนสวรรคต คือธรรมเนียมอะไร?

พระราชดำรัส ร.4 เรื่องเสียเมืองเขมร รัชกาลที่ 4 ทรงยกเลิกจิ้มก้อง พระเจ้าลูกยาเธอ คำนำพระนาม ธรรมเนียมของรัชกาลที่ 4
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)

ธรรมเนียมของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงยึดตามรัชกาลที่ 3 ช่วงก่อนสวรรคต คือธรรมเนียมอะไร?

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระประชวรหนัก พระองค์มีพระราชดำริห่วงถึงการแผ่นดินในเบื้องหน้า โดยเฉพาะเรื่องผู้ที่จะขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีในหมู่เจ้านาย ขุนนาง และชาวต่างชาติ ว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ถัดไป แต่ด้วยยังทรงพระเยาว์จึงเป็นเหตุให้รัชกาลที่ 4 ทรงไม่แน่พระราชหฤทัยว่า บ้านเมืองจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นเพียงใดหากพ้นผ่านรัชสมัยของพระองค์ไปแล้ว

ดังนั้น รัชกาลที่ 4 จึงมีพระราชดำรัสสั่งเรียกตัว “พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์” หรือ วร บุนนาค บุตรชายของ “เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์” หรือ ช่วง บุนนาค มาเข้าเฝ้าเพื่อทรงสอบถาม และฝากฝังข้อราชการแผ่นดิน 

วร บุนนาค กราบบังคมทูลรัชกาลที่ 4 ว่า ทุกฝ่ายล้วนเห็นควรให้ทูลเชิญสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่รัชกาลที่ 4 “มีพระราชดำรัสว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ พระชันษายังเยาว์ จะทรงบังคับบัญชาราชการแผ่นดินอย่างไรได้ เกรงจะทำการไปไม่ตลอด” 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

แต่ วร บุนนาค ก็กราบบังคมทูลยืนยันตามเดิม รัชกาลที่ 4 จึงไม่ได้ทรงคัดค้าน โดยให้เป็นไปตามความคิดเห็นของทุกฝ่าย หรือหากติดขัดประการใดก็ให้ไปปรึกษากับ ช่วง บุนนาค 

ทั้งนี้ สาเหตุที่รัชกาลที่ 4 ไม่ได้มีพระราชดำรัสสั่งเรียกตัว ช่วง บุนนาค ซึ่งเป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในสยามนั้น ทรงอธิบายไว้ว่า ทรงยึดธรรมเนียมหรือแบบอย่างมาจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระเชษฐา ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดาร ความว่า

“ทรงชี้แจงต่อไปถึงครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้รับสั่งให้หาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์เข้าไปทรงฝากฝังสั่งเสียราชการแผ่นดิน รับสั่งให้หาแต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์แต่ยังเป็นจางวางมหาดเล็กเข้าไปทรงสั่ง ครั้งนี้พระองค์ทรงประพฤติตามแบบอย่างพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมิได้มีรับสั่งให้หาเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้ามาสั่งเสีย ให้พระยาสุรวงศวัยวัฒน์เป็นผู้รับสั่ง…”

หากย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์มีพระราชดำรัสสั่งเรียกตัว ช่วง บุนนาค มาเข้าเฝ้า เพื่อทรงสอบถามเรื่องผู้ที่จะขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์เช่นกัน และมีพระราชปรารภถึงเจ้านายผู้ใหญ่ 4 พระองค์ที่มีสิทธิ์ในราชสมบัติ 

นอกจากนี้ รัชกาลที่ 3 ยังทรงฝากฝังเรื่องพระราชทรัพย์ที่จะนำไปใช้จ่ายในการซ่อมแซมวัดวาอาราม รวมถึงยังทรงฝากฝังข้อราชการแผ่นดินกับ ช่วง บุนนาค ไว้ว่า

“การต่อไปภายหน้าเห็นแต่เองที่จะรับราชการเป็นอธิบดีผู้ใหญ่ต่อไป การศึกสงครามข้างญวนข้างพะม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”

เหตุที่รัชกาลที่ 3 มีพระราชดำรัสสั่งเรียกตัว ช่วง บุนนาค อาจเป็นเพราะว่า พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ขุนนางผู้นี้ยังอายุไม่มาก จะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในอนาคต การแผ่นดินในเบื้องหน้าจึงควรมอบหมายให้เป็นผู้ดูแล 

ในขณะที่พ่อของ ช่วง บุนนาค คือ เจ้าพระยาพระคลัง หรือ ดิศ บุนนาค (ต่อมาได้เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4) และอาของ ช่วง บุนนาค คือ พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา หรือ ทัต บุนนาค (ต่อมาได้เป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ ในสมัยรัชกาลที่ 4) ทั้งสองเป็นขุนนางที่ทรงอำนาจมากก็จริง แต่ก็อยู่ในวัยชรามากแล้วนั่นเอง

ด้วยแนวพระราชดำริและการปฏิบัติของรัชกาลที่ 3 ในช่วงก่อนสวรรคตนี้เองจึงเป็นผลให้รัชกาลที่ 4 ทรงยึดธรรมเนียมนี้มาใช้ด้วย

เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)

นอกจากนี้ รัชกาลที่ 4 ยังทรงเล็งเห็นว่า วร บุนนาค มีฐานะเป็น “พ่อตา” ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากบุตรสาวของ วร บุนนาค คือ คุณแพ ได้ถวายตัวเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ จึงอาจจะทรงคาดหวังให้ วร บุนนาค อยู่ช่วยค้ำจุนราชบัลลังก์ในช่วงที่ “ลูกเขย” ยังทรงพระเยาว์อยู่นั่นเอง

“ไหนๆ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ก็ได้เป็นเขย การที่ได้ปรึกษาเห็นพร้อมกันว่าจะให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ครองราชสมบัติต่อไปนั้น ขอทรงฝากฝังให้ช่วยกันทำนุบำรุงให้ดีอย่าให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงแผ่นดินใหม่ ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจจะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกัน…”

ธรรมเนียมดังกล่าวนี้ ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ในช่วงเวลาที่ขุนนางตระกูลบุนนาคมีอำนาจนำในการกำหนดว่าเจ้านายพระองค์ใดจะได้ขึ้นครองราชย์ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏธรรมเนียมนี้อีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 ธันวาคม 2568