รัชกาลที่ 3 ทรงเชื่อคนจีนว่า หากรักษาปากน้ำได้ ประเทศก็จะปลอดภัย

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประกอบเรื่อง พระราชทรัพย์รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 3 ทรงเชื่อคนจีน
พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

รัชกาลที่ 3 ทรงเชื่อคนจีนว่า หากรักษาปากน้ำไม่ให้เรือรบอังกฤษขึ้นมาถึงพระนครได้ ประเทศก็จะปลอดภัย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 คนจีนเป็นกลุ่มคนสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการเมืองและเศรษฐกิจของสยามประเทศในแทบทุกระดับ ตั้งแต่กรรมกรชนชั้นแรงงาน ไปจนถึงเจ้าสัวและขุนนางระดับต่าง ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับราชสำนักและองค์รัชกาลที่ 3 

และก็มีคนจีนบางคนที่สามารถเพ็ดทูลแนะนำรัชกาลที่ 3 ให้ทรงเชื่อตามแนวความคิดของพวกเขาได้อีกด้วย

เรื่องของเรื่องคือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ชาติตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษพยายามเข้ามาทำสนธิสัญญากับสยาม ซึ่งทำสำเร็จในสนธิสัญญา “เบอร์นี” นับเป็นสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและพาณิชย์ฉบับแรกที่สยามในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทำกับชาติตะวันตก

ต่อมา อังกฤษต้องการแก้ไขสนธิสัญญา ราว พ.ศ. 2393 จึงได้ส่งเซอร์ เจมส์ บรู๊ค (Sir James Brooke) ตัวแทนของอังกฤษมาทำการเจรจา ขณะนั้นบรรดาชนชั้นนำในราชสำนักต่างเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น รัชกาลที่ 3 ก็มีพระราชดำริเช่นนั้น แต่ทรงเห็นว่า “ถ้าทำหนังสือสัญญาตามข้อความที่อังกฤษปรารถนา จะเกิดความฉิบหายในบ้านเมือง” ดังนั้น การเจรจากับเซอร์ เจมส์ บรู๊ค จึงไม่ประสบผลสำเร็จ

เหตุผลประการหนึ่งมาจากการที่สังคมสยามไม่ตระหนักถึงอำนาจของอังกฤษ เพราะคนไทยโดยมากเชื่อตามคำพูดของคนจีนที่ว่า จีนพ่ายแพ้ต่ออังกฤษในสงครามฝิ่น เนื่องจาก “ไม่ทันเตรียมตัว” จึงยอมทำสนธิสัญญาเพื่อเตรียมตัวรบกันต่อไป

เรือของอังกฤษที่มีอาวุธทันสมัยกว่า จมเรือของจีนในสงครามฝิ่น ครั้งที่ 1 (ภาพ : Edward Duncan, Public domain, via Wikimedia Commons)

นอกจากนี้ คนจีนบางคนได้เพ็ดทูลแนะนำรัชกาลที่ 3 ว่าอังกฤษมีแค่เพียงกองทัพเรือ หากสยามประเทศรักษาปากน้ำให้มั่นคง ไม่ให้เรือรบล่องขึ้นมาจนถึงพระนครได้ก็จะปลอดภัย 

นี่เองจึงทำให้รัชกาลที่ 3 ไม่ทรงยอมแก้ไขสนธิสัญญากับเซอร์ เจมส์ บรู๊ค

“และบางทีจะยังเชื่อคำพวกจีนว่า อังกฤษมีกำลังมากแต่ในท้องทะเล ถ้ารักษาปากน้ำให้มั่นคงอย่าให้เรือรบขึ้นมาถึงพระนครได้ ก็จะปลอดภัย จึงไม่ยอมทำหนังสือสัญญากับ เซอร เจมส บรุ๊ค”

แผนที่ปากน้ำถึงพระนคร (ภาพจากหนังสือ “Bangkok” โดย Lucien Fournereau เมื่อปี 1894)

การดำเนินการของราชสำนักเช่นนี้ถือเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่างมาก เพราะอาจทำให้อังกฤษเกิดความไม่พอใจว่าสยามมีปฏิกิริยาต่อต้าน อันเป็นเหตุให้การทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ไม่สำเร็จตามที่อังกฤษต้องการ 

แม้ว่าชนชั้นนำในราชสำนักจะเห็นความสำคัญของปากน้ำ จึงได้สร้างและปรับปรุงป้อมปราการตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปากน้ำไล่ขึ้นมาจนถึงพระนคร แต่ระบบการป้องกันของสยามคงไม่สามารถรับมือกับเรือรบของอังกฤษได้แน่นอน ซึ่งขณะนั้นกองทัพอังกฤษมีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จึงไม่เป็นเรื่องยากหากอังกฤษจะใช้กำลังยึดครองสยาม

อย่างไรก็ตาม “ทูลกระหม่อมพระ” หรือรัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักถึงแสนยานุภาพของอังกฤษเป็นอย่างดี พระองค์มีพระราชดำริว่า “ประเทศสยามจะปลอดภัยในอนาคตได้แต่ด้วยทำให้ฝรั่งนับถือ แต่ในเวลานั้นทรงผนวช ไม่มีกิจเกี่ยวข้องในราชการบ้านเมือง ก็นิ่งอยู่”

ต่อมา เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ อังกฤษได้ส่งเซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) มาทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ และเพื่อ “ทำให้ฝรั่งนับถือ” การทำสนธิสัญญา “เบาว์ริง” จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. ความทรงจำ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พระนคร, 2494.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 ตุลาคม 2568