พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 ต้องห้ามเรื่องราชการบ้านเมือง จริงหรือ?

พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 The Second King พระปิ่นเกล้า วังหน้ารัชกาลที่ 4
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 ต้องห้ามเรื่องราชการบ้านเมือง จริงหรือ?

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสถานะเป็น “The Second King” ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) อย่างไรก็ดี บทบาทของพระองค์ไม่ปรากฏชัดนักเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินในห้วงที่สยามอ้าแขนเปิดรับโลกตะวันตกมากขึ้น 

ดร. กำพล จำปาพันธ์ นักประวัติศาสตร์ เล่าถึงประเด็นนี้ไว้ตอนหนึ่งในบทความ “พระจอมเกล้าฯ นิพนธ์ : พระราชประวัติพระปิ่นเกล้าฯ ชิ้นแรก อันเนื่องมาจากกรณีสวรรคต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2568 ว่า

พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2568
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2568

พระปิ่นเกล้าฯ ทรงมีสถานะเป็น “เบอร์ 2” ดังที่ทรงกล่าวไว้ในพระราชนิพนธ์ “เพลงยาวแลสักรวา” ว่า “เราที่สองรองภูมินทร์นามปิ่นเกล้า” และอีกแห่งในพระราชนิพนธ์เดียวกันนี้ว่า “อันตัวเรานี้ก็รองพระจอมเกล้า เป็นปิ่นเกล้าในสยามภาษา”

แม้พระปิ่นเกล้าฯ ทรงระมัดระวังพระองค์เป็นพิเศษที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับราชกิจ แต่ชาวเมืองตลอดจนชาวต่างประเทศ กลับเห็นพระองค์เป็นตัวจริงในราชกิจที่สำคัญต่างๆ ในยุครัชกาลที่ 4

เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับต่างๆ กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

“พระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)” เล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งพระปิ่นเกล้าฯ สวรรคตไว้โดยย่อเท่านั้น และเมื่อกล่าวถึงบทบาทของพระองค์ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ก็บอกเพียงว่า “เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ได้สร้างแต่พระอารามน้อยที่บ้านสีทา แลทำพลับพลาที่ประทับอย่างลาวไว้แห่งหนึ่ง”

ส่วน “พระบรมราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ ว่าด้วยพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชนิพนธ์ ระบุเพียงว่า

“เมื่อได้พระบวรราชาภิเษกแล้ว ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระบวรราชวัง ซึ่งชำรุดทรุดโทรมอยู่แต่ก่อนแก้ไขให้งามดีเปนปรกติดังเก่าบ้าง ยิ่งกว่าเก่าบ้าง ได้จัดการทหารแลเครื่องศัสตราวุธสรรพรณยุทโธปการขึ้นสำหรับแผ่นดินเปนอันมาก ได้ทรงสร้างเรือรบกลไฟ ชื่ออาสาวดิรศลำหนึ่ง ชื่อยงยศอโยชฌิยาลำหนึ่งขึ้นสำหรับพระนคร เปนความชอบแก่แผ่นดิน”

พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 ของ แผ่นดิน พระราชทาน เลี้ยง เซอร์ จอห์น เบาริง
เซอร์ จอห์น เบาริง

เซอร์ จอห์น เบาริง (Sir John Bowring) ซึ่งพระปิ่นเกล้าฯ เคยพระราชทานงานเลี้ยงต้อนรับ บอกว่า “เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ความสุขุมรอบคอบหรือการวางเฉยในกิจการของบ้านเมือง ดูพระองค์ทรงหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามามีบทบาทและหากว่าพระองค์ทรงมีอิทธิพลอยู่มาก ก็จะไม่ทรงแสดงออกมาให้เป็นที่ปรากฏ”

ด้าน มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ (Malcolm Arthur Smith) หรือ “หมอสมิธ” แพทย์ชาวอังกฤษที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ถวายการดูแลพระพลานามัย สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระราชวังพญาไท ทำให้พบเห็นเหตุการณ์ในราชสำนักสยาม และบันทึกออกมาเป็นผลงานเรื่อง “A Physician at the Court of Siam” (ราชสำนักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ) ก็บันทึกถึงพระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 ของแผ่นดิน ว่า

“ทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งตรัสและเขียนภาษาอังกฤษเหนือกว่าพระเชษฐาอยู่มาก… ทรงช่วยงานพระเชษฐาในด้านภารกิจบ้านเมืองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่หลังจากที่ทรงมีข้อโต้แย้งกันในเรื่องบางเรื่องพระองค์จึงได้ทรงย้ายไปประทับที่เชียงใหม่ นครหลวงทางภาคเหนือ (ที่จริงคือ สระบุรี-กำพล) และจะเสด็จฯ กลับลงมาเฉพาะในยามที่ทรงมีพระราชภารกิจที่ต้องทรงปฏิบัติ

พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2

มาในระยะหลังพระองค์ทรงมีพระอาการประชวรจนสุดที่จะเยียวยา จึงได้ถูกนำกลับมาที่กรุงเทพฯ พระองค์ทรงแสดงความปรารถนาที่จะได้พบพระเชษฐาเป็นครั้งสุดท้าย พระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงรีบรุดมาพบพระอนุชา ในที่สุดทั้งสองพระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยกันด้วยดี และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ก็เสด็จสวรรคตลงในปี พ.ศ. ๒๔๐๘”

 

อาจมองได้ว่า พระปิ่นเกล้าฯ เบอร์ 2 ทรงตระหนักดีว่า รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดูแลทุกข์สุขราษฎร พระองค์จึงเหมาะที่จะทรงอยู่ในฐานะผู้สนับสนุนมากกว่า และเลี่ยงการใดที่จะทำให้คนอื่นๆ เข้าใจผิดตราบจนสวรรคต

ติดตามฟังพอดแคสต์ “พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 4 เรื่องพระราชประวัติพระปิ่นเกล้า” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การบันทึกพระราชประวัติของพระปิ่นเกล้าฯ เท่านั้น แต่รัชกาลที่ 4 ทรงมีเจตนาในการพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อตอบโต้ และแก้ไขข่าวลือต่าง ๆ ที่แพร่สะพัดอย่างหนัก หลังจากการสวรรคตของพระปิ่นเกล้าฯ ใน พ.ศ. 2408 ได้ที่นี่ 

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤษภาคม 2568