12 กุมภาพันธ์ 1912 : จักรพรรดิผู่อี๋ (ปูยี) สละราชบัลลังก์

ปูยี เมื่อปี 1922 (พ้นจากการดำรงตำแหน่งจักรพรรดิจีนแล้ว)

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมอย่างหนัก ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1908 รัฐบาลชิงยิ่งอ่อนแอลงไปอีก เมื่อพระนางฉือซี (ซูสีไทเฮา) ผู้ทรงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจอย่างยาวนานของจีนสวรรคต จากนั้นจึงมีการเปิดเผยว่า จักรพรรดิกวางซี่ว์ ผู้ต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศซึ่งปกติมีสุขภาพดีก็เพิ่งเสด็จสวรรคตก่อนหน้าพระนางอย่างลึกลับไปแค่วันเดียว

ก่อนสวรรคต พระนางฉือซีได้ระบุให้เหลนของพระองค์คือเจ้าชายผู่อี๋ (ปูยี) ผู้มีพระชนม์เพียง 3 พรรษา รับราชสมบัติต่อมาในนามจักรพรรดิซวนถ่ง ซึ่งการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของจักรพรรดิกวางซี่ว์ได้ทำลายโอกาสที่จีนจะเปลี่ยนไปปกครองในระบอบ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เนื่องจากบัลลังก์ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่หวงอำนาจทัดทานการปฏิรูป

จักรพรรดิผู่อี๋ในวัยสามพรรษา (ทรงยืน) พร้อมองค์ชายชุนพระบิดา และพระอนุชา (Wikimedia Commons)

จักรพรรดิผู่อี๋ได้เสวยราชย์เพียง 3 ปี ก็เกิดการปฏิวัติโดยฝ่ายสาธารณรัฐนิยมในปี 1911 โดยพรรค “จงกั๋วเก้อมิ่งถงเหมิงฮุ่ย” (สมาคมพันธมิตรปฏิวัติจีน หรือเรียกสั้นๆว่า ถงเหมิงฮุ่ย) นำโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของรัฐบาลเฉพาะกาล ก่อนเสนอตำแหน่งนี้ให้กับหยวนซื่อไข่ ผู้นำระบอบเก่าแลกกับการให้หยวนหันมาสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐ

หยวนได้กลายเป็นความหวังสำคัญในการเลี่ยงการเกิดสงครามกลางเมืองในยามที่จีนต้องการความเป็นปึกแผ่นเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ โดยหยวนซึ่งมี “ทหารหนุนหลัง” ได้เจรจาทั้งทางลับและเปิดเผยกับกลุ่มต่างๆ เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุน แต่สุดท้ายหลังได้อำนาจมาเขาได้กลายเป็นเผด็จการที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ขณะที่จักรพรรดิซวนถ่งซึ่งตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์รอบด้านได้ทรงยอมน้อมรับ “อาณัติจากสวรรค์ … ซึ่งประจักษ์ออกมาในความต้องการของประชาชน” และได้ทรงประกาศสละราชบัลลังก์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1912 นำไปสู่อวสานของราชวงศ์ชิงและระบอบราชาธิปไตยของจักรวรรดิจีนอันเก่าแก่ยาวนาน


อ้างอิง : เอเชียตะวันออกยุคใหม่: จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน โดย John K.Fairbank, Edwin O. Reischauer, Albert M. Craig และ ประวัติศาสตร์จีน โดย ทวีป วรดิลก)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป