สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ผู้บัญชาการโรงเรียนเพาะช่างพระองค์แรก

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทรงฉายกับฮาร์ป (พิณฝรั่ง) พระองค์ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่เล่นฮาร์ปได้

“—นี่พอมีเมียก็เย็บให้เมียใส่—”

เป็นพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ตรัสกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งทรงเป็นเจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์เดียวที่มีพระปรีชาสามารถด้านศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี การละคร และการช่าง โดยเฉพาะงานช่างด้านศิลปะที่ต้องอาศัยความละเอียดถี่ถ้วน แม้แต่งานซึ่งถือกันในสมัยนั้นว่าเป็นงานของผู้หญิง เช่น การเย็บปักถักร้อย ตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งมักไม่มีผู้ชายคนใดสนใจ แต่เจ้านายพระองค์นี้ นอกจากจะสนพระทัยแล้วยังสามารถที่จะทำได้อย่างประณีตงดงาม

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๘ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เป็นพระราชโอรสรุ่นเล็กซึ่งเมื่อเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการต่อยังประเทศในยุโรป บ้านเมืองเริ่มคลี่คลายจากวิกฤตการณ์การถูกคุกคามจากนักล่าอาณานิคมตะวันตก พระราชประสงค์ในการที่จะกำหนดให้พระราชโอรสศึกษาวิชาการที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้พัฒนาประเทศลดน้อยลง พระราชโอรสรุ่นเล็กจึงทรงมีโอกาสและอิสระในการเลือกศึกษาวิชาการที่สนพระทัยและพอพระทัย

เจ้านายพระองค์นี้มีความสนพระทัยในงานศิลปะการช่างมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่หม่อมศรีพรหมาได้บันทึกเรื่องราวที่ได้พบเห็นขณะอยู่ในพระบรมมหาราชวังไว้ว่า ในขณะที่พระเชษฐาอนุชาทรงเล่นซุกซนต่างๆ แต่เจ้าชายพระองค์นี้กลับทรงแยกพระองค์ไปให้ความสนพระทัยกับงานช่าง

“—พระองค์ไม่โปรดที่จะเล่นอย่างที่เล่นกัน โปรดประทับเงียบๆ กับคนมีอายุ ปั้นรูปสัตว์ด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งทรงกระทำได้เป็นอย่างดี—”

ดังนั้นเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมในประเทศอังกฤษแล้ว จึงทรงเลือกวิชาเรียนที่พอพระทัย คือวิชาอักษรศาสตร์ ซึ่งมีวิชาหลักคือภาษาศาสตร์ วรรณคดี การดนตรี และการละคร ซึ่งก็ทรงพระปรีชาสามารถในการศึกษาทุกๆ วิชา ในส่วนวิชาช่างที่พอพระทัยเป็นพิเศษก็ทรงขวนขวายศึกษาด้วยพระองค์เองทั้งจากตำราและพระอาจารย์พิเศษที่ชำนาญในการช่างแต่ละด้าน จึงทรงมีความรอบรู้ในการช่างแขนงต่างๆ อย่างน่ามหัศจรรย์ เพราะเมื่อสนพระทัยศึกษาวิชาใด จะเอาพระทัยใส่ มีพระวิริยะอุตสาหะ และละเอียดถี่ถ้วน ทำให้ผลงานทุกชิ้นของพระองค์ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาแบชเลอร์ออฟอาร์ต (Bachelor of Arts) เสด็จกลับสยาม พ.ศ. ๒๔๖๑ ทรงใช้วิชาที่ทรงศึกษามาเป็นประโยชน์กับการศึกษาของไทย โดยทรงรับราชการเป็นพระอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ทรงสอนเพียงสัปดาห์ละ ๒ วัน

ทรงใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ช่วยเหลือโรงเรียนเพาะช่างในตำแหน่งที่ปรึกษา ทรงให้คำแนะนำทั้งด้านการบริหาร หลักสูตรที่จะเป็นประโยชน์กับนักเรียน ตลอดจนทฤษฎีและการปฏิบัติในเชิงช่างแขนงต่างๆ ทำให้โรงเรียนเพาะช่างซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ เป็นรูปเป็นร่างตามแบบสากล และดำเนินไปอย่างราบรื่นเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความสนพระทัยและพระปรีชาสามารถในด้านการช่างปรากฏแก่พระเนตรพระกรรณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนเพาะช่าง และโปรดให้ทรงงานที่โรงเรียนเพาะช่างเพียงที่เดียว

จึงเป็นโอกาสให้ทรงสามารถทุ่มเททั้งกำลังพระสติปัญญา กำลังพระทัย ตลอดจนกำลังพระวรกาย ในการพัฒนาโรงเรียนเพาะช่างได้อย่างเต็มที่ ตลอดระยะเวลาที่ทรงงานในโรงเรียนนี้ ทรงทำให้กิจการของโรงเรียนเจริญรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มสาขาวิชาและหลักสูตรใหม่ๆ โดยเฉพาะการช่างแบบไทยๆ

ซึ่งทรงพระดำริว่าเป็นศิลปะที่แสดงถึงรากเหง้าของความเป็นไทยซึ่งจะต้องรักษาไว้ให้คงอยู่ ในขณะที่ศิลปวัฒนธรรมตะวันตกทยอยกันหลั่งไหลเข้ามา…


อ้างอิง: “สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก สมเด็จเจ้าฟ้าที่ทรงพระปรีชาสามารถด้านศิลปะทุกแขนง” โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม ๒๕๕๙

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป