พระตำหนักพญาไท “บรรยากาศแห่งบ้านไร่นาสวน” ช่วงเวลาแห่งความสุขของรัชกาลที่ ๕

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ทรงดำนาที่นาหลวงพญาไท

“—ท้องไม่ค่อยจะสบาย จะรีบกลับ—”

เป็นพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ที่พระตำหนักพญาไท ซึ่งเป็นสถานที่ที่โปรดปราน เสด็จฯ มาประทับพักพระราชอิริยาบถเสมอๆ ในระยะท้ายสุดแห่งพระชนมชีพ อันนับเป็นพระราชดำรัสครั้งสุดท้าย ณ สถานที่แห่งนี้ เพราะเมื่อเสด็จฯ กลับก็ทรงพระประชวร เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง

การสร้างพระตำหนักพญาไท สืบเนื่องมาจากพื้นที่ที่โปรดจัดไว้เป็นนาหลวงในวังสวนดุสิตนั้นโปรดให้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นท้องพระโรงสำหรับวัง จึงโปรดให้จัดหาที่นาหลวงแห่งใหม่ขึ้นในบริเวณทุ่งพญาไทซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวังสวนดุสิตมากนัก ทุ่งพญาไทในครั้งกระนั้นยังเป็นทุ่งหญ้าใหญ่กว้างสุดสายตา มีคลองพญาไทซึ่งเป็นคลองขุดแคบๆ แยกมาจากคลองสามเสนทอดตัวผ่านกลางทุ่งไปบรรจบกับคลองมหานาค

ครั้งที่โปรดให้เตรียมที่สำหรับทำนาหลวงนั้น โปรดให้สร้างพลับพลาประทับชั่วคราวเพื่อทอดพระเนตรการทำนา เมื่อเสด็จฯ ประทับก็โปรดอากาศกลางทุ่งซึ่งมีลมพัดโกรกเย็นสบายสดชื่นตลอดวัน ทำให้พระนาสิกโล่งหายพระทัยสะดวกปลอดโปร่ง จึงมีพระราชดำริให้สร้างเป็นนาและสวนสำหรับปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ดังที่เคยทอดพระเนตรเห็นในยุโรป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัย และเอาพระราชหฤทัยใส่ในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทุ่งพญาไทให้เป็นไปตามพระราชดำริ เริ่มจากการขุดขยายคลองพญาไทให้ลึกและกว้างเพื่อชักน้ำเข้าสู่ที่นาที่สวน และขุดแยกให้ผ่านเข้าไปตามที่โปรดกำหนดให้เป็นสวนผัก สวนดอกไม้ พระตำหนักฝ่ายหน้าฝ่ายในและนาข้าว ปลายคลองไปสิ้นสุดที่นาหลวง โดยโปรดให้ขุดเป็นสระใหญ่และลึกสำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี และยังโปรดให้ตัดถนนซังฮี้จากวังสวนดุสิตผ่านเข้ามาบริเวณทุ่งพญาไท ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาสั่งการ ความตอนหนึ่งว่า

“—ให้ขุดคลองพระยาไทย ด้านเหนือถนนซางฮี้ ซึ่งจะปลูกเข้าให้มีน้ำเดินได้ตลอดถึงคลองสามเสน ให้ปลูกพลับพลาข้างหน้าหลังหนึ่ง ข้างในหลังหนึ่ง ข้ามคนละฟากคลองเยื้องกันหน่อยหนึ่ง มีสะพานแล่นถึงกัน แลเรือนบริวารซึ่งไม่สำคัญ ที่ๆปลูกพลับพลา ๒ หลังนี้ จึงเปนในสวนหลวงหลังหนึ่ง เปนที่นาเคียงสวนหลังหนึ่ง—”

พระตำหนักหลังนอก ลักษณะครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น รูปลักษณ์เรียบง่ายตามแบบบ้านชาวนาในชนบทของประเทศทางยุโรป โดยโปรดประยุกต์ให้เข้ากับภูมิประเทศของไทย เช่น หลังคากระเบื้องไม้สัก ชายคามีเท้าแขนไม้สลัก พื้นปูหินอ่อนและกระเบื้องลาย มีหน้าต่างโดยรอบเพื่อจะได้สัมผัสทิวทัศน์และสายลมรอบด้าน พระตำหนักหลังใน มีรูปแบบและใช้วัสดุเช่นเดียวกับพระตำหนักหลังนอก แต่ร่มรื่นงดงามด้วยไม้ยืนต้นและสวนไม้ดอก เพิ่มความงามชื่นด้วยสระบัวขนาดใหญ่หลังพระตำหนัก

ในส่วนที่เป็นสวนครัวอยู่ถัดจากพระตำหนักหลังนอกไปจนจดเขตวัดมะกอก โปรดให้ขุดท้องร่องปลูกผักนานาชนิด เป็นสวนผักขนาดใหญ่ที่สะอาดสวยงาม มีท้องร่องซึ่งมีน้ำใสเต็มเปี่ยม มีถนนดินเล็กๆ ผ่านอย่างเป็นระเบียบ มีกรงเลี้ยงไก่เล็กฮอร์นขาวไว้ ๑๒ กรง รวมหลายร้อยตัว ในส่วนที่เป็นนาหลวงโปรดให้ขุดคลองคูนาและแต่งคันนากว้าง ๕ เซนติเมตร สูง ๕๐ เซนติเมตร ขุดบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ๒ บ่อ ขุดร่องทำไร่สับปะรด ๓๐ ร่อง

พระตำหนักพญาไทจึงมีบรรยากาศแห่งบ้านไร่นาสวนอย่างครบครัน มีทั้งความร่มรื่น รับลมท้องทุ่งเย็นสบายตลอดวัน ในคลองคูซึ่งคดเคี้ยวซอกซอนไปตามท้องทุ่งและสวนผักก็มีน้ำใสเต็มเปี่ยม ในสระใหญ่ก็มีบัวบานสะพรั่ง ในสวนครัวก็มีพืชผักงามสดอร่อย ในเล้าไก่มีไก่พันธุ์ดีที่ให้ไข่สด ในน้ำมีปลาและในนามีข้าว ด้วยบรรยากาศดังที่ว่าทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมเหสีเทวี เจ้าจอมและข้าราชสำนักทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในพากันตื่นเต้นกับบรรยากาศดังกล่าว จึงโปรดเสด็จและตามเสด็จมาที่วังพญาไททุกวัน โดยเฉพาะในฤดูทำนา

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ และข้าราชบริพารจะเสด็จและตามเสด็จมาที่พระตำหนักพญาไทแต่เช้าทุกวัน หม่อมเจ้าหญิงสิบพันพารเสนอ โสณกุล เล่าถึงบรรยากาศของนาหลวงพญาไทในช่วงนี้ไว้ว่า “—ถ้าเป็นฤดูทำนา สมเด็จฯ มักเสด็จไปในตอนเช้า ทรงดำนากับพระราชวงศ์ฝ่ายในจนถึงกลางวัน ทรงพักสรงน้ำแล้วเสวยพระกระยาหารข้าวห่อที่โรงนา—”

และในพระราชหัตถเลขาที่โปรดพระราชทานพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ขณะเสด็จเยือนบ้านเกิด ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในพระราชสำนักไว้ว่า “—บางกอกเวลานี้ ฝนตกเกือบจะไม่เว้นวัน เรื่องสนุกของชาววังนั้นคือ กำลังคลั่งทำนา ตั้งแต่แม่เล็ก เป็นต้น ลงดำนาเอง เลี้ยงดูกันเป็นหลายวัน ข้อที่เกลียดโคลนเลนนั้นหายหมด ทำได้คล่องแคล่ว ที่โรงนาเป็นที่สบาย—”

ด้านหน้าพระตำหนักพญาไท รถยนต์หลวงจอดบนถนนซังฮี้

ในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอาพระราชหฤทัยใส่กับการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทุ่งพญาไทตามพระราชดำริ ขณะดำเนินการจึงต้องเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรเนืองๆ โดยโปรดขับรถไฟฟ้าจากวังสวนดุสิต และเมื่อวังพญาไทเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ก็ยิ่งพอพระราชหฤทัย โปรดบรรยากาศและอากาศซึ่งโปร่งโล่ง ลมพัดโชยเย็นสบายตลอดวัน ดังนั้น หลังจากเสร็จพระราชกิจบ้านเมืองจึงมักเสด็จประพาสวังพญาไทแทบทุกเย็น และในวันหยุดก็จะเสด็จฯ มาประทับพักผ่อนสำราญพระราชอิริยาบถทอดพระเนตรการทำนา ทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงไก่ และเสวยพระกระยาหารง่ายๆ ประกอบด้วย ผักสด เนื้อสัตว์ ที่ปลูกเองเลี้ยงเอง

ดังปรากฏเกี่ยวกับเรื่องนี้ในพระราชหัตถเลขาหลายฉบับในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๕๒-๕๓ เช่น “—นอนฝันไปว่ากินมะเขือต้ม เห็นจะเปนด้วยหิวเข้า เลยนึกอยากไปจริงๆ ได้สั่งให้อาภาทำที่พญาไท สำหรับกลางคืนวันนี้ คิดอ่านจัดการหุงเข้ากับตาอ้นสักที—ไม่ต้องมีกับเข้าอื่นก็ได้ กินกันจนๆ อย่างในเรือเมล์เสียสักที—” และ “—๑๓ ค่ำว่าง คิดจะหาเข้ากินที่นาพญาไทอย่างเช่นครั้งก่อน ได้บอกดุ๊กและอาภา พระยาวรพงษ์ พระยาเวียงในไปแล้วให้คิดอ่านจัดการสำหรับกินเข้า เช่นครั้งก่อน—” และ “—วันอาทิตย์กินเข้าที่พญาไทเช่นเคย—”

นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะการเสด็จประทับทอดพระเนตรกิจการต่างๆ ที่พระตำหนักพญาไท เป็นเวลาที่ทรงเพลิดเพลิน อากาศที่โปร่งโล่งทำให้ทรงสบายพระวรกายและหายพระทัยสะดวก พระกระยาหารง่ายๆ สดๆ ที่เสวยอย่างไม่มีพิธีรีตองสบายๆ ทำให้เสวยได้มาก และการได้ตรัสเรื่องต่างๆ กับพระบรมวงศานุวงศ์ใกล้ชิด ทำให้สบายพระราชหฤทัย จึงโปรดเสด็จฯ ยังพระตำหนักพญาไททุกวันเมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจ

แต่ความสุขสำราญในพระองค์ดำเนินไปไม่นานนัก เพราะในเย็นวันที่ ๑๖ ตุลาคม ได้ทรงขับรถไฟฟ้าประพาสพระตำหนักพญาไทเช่นเคย แต่ในวันนั้นทรงขับรถพระที่นั่งทอดพระเนตรทั่วบริเวณ ทอดพระเนตรการเลี้ยงไก่ แต่มิได้เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง ดังที่ทรงเคยปฏิบัติ มีรับสั่งว่า “—ท้องไม่ค่อยจะสบาย จะรีบกลับ—” จึงเสด็จฯ กลับเร็วกว่าปกติ และก็มิได้เสด็จฯ มาพระตำหนักพญาไทอีกเลย

ท่านผู้หญิงขจรภะรตราชา ข้าหลวงผู้รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระบรมราชินีนาถเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ว่า วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงคอยรับเสด็จอยู่ ณ วังพญาไท ทรงคอยอยู่นานจนทรงออกพระโอษฐ์บ่นว่า “ไม่มาก็ไม่บอก”

แต่ครู่เดียวก็มีมหาดเล็กอัญเชิญพระราชหัตถเลขามีข้อความทรงพระประชวรเสด็จฯ มาไม่ได้ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ จึงรีบเสด็จฯ กลับ และอีกเพียง ๒ วันต่อมาก็เสด็จสวรรคต

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป