ทำไมรัฐบาลต้องช่วยชาวไร่ชาวนา? ย้อนดูดีเบต นิกสัน VS เคนเนดี ก่อนการเลือกตั้งปธน.อเมริกา

นิกสัน (ซ้าย) และเคนเนดี (ขวา) ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังดีเบตทางช่อง CBS เมื่อ 26 กันยายน ค.ศ. 1960 นับเป็นการดีเบตทางโทรทัศน์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา (Photo by AFP)

การดีเบตของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทางโทรทัศน์มีขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1960 ทางช่อง CBS เป็นการดีเบตระหว่างผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตคือวุฒิสมาชิก จอห์น เอฟ เคนเนดี (John F. Kennedy) กับผู้ท้าชิงพรรครีพลับลิกันคือรองประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม นิกสัน (Richard M. Nixon)

ชาวอเมริกันให้ความสนใจและตื่นตัวกับการดีเบตครั้งนี้มากเพราะไม่เคยเกิดขึ้นทางหน้าจอโทรทัศน์มาก่อน ซึ่งการดีเบตครั้งแรกนี้มีผู้ชมมากถึง 70 ล้านคนทั่วประเทศ ในวันดีเบตดำเนินรายการโดย โฮเวิร์ด เค สมิธ (Howard K. Smith)

ภายหลังจากผู้ดำเนินรายการให้เคนเนดีและนิกสันแถลงการณ์เปิดตัวแล้วก็ได้มีการถามคำถามในประเด็นต่าง ๆ จากนักข่าวหลายสำนัก เมื่อถึงคราวของ ชารล์ส วอร์เรน (Charles Warren) นักข่าวจาก Mutual News เป็นผู้ถามคำถามกับผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคน เขากล่าวเปิดประเด็นเกี่ยวกับเกษตกรชาวไร่ชาวนาว่า ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมักจะให้สัญญากับเกษตรกรเสมอจนกลายเป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติ ประชาชนหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อพวกเขาไม่ได้ผลิตผลผลิตบางชนิดหรือเมื่อผลผลิตล้นตลาด

ชารล์ส วอร์เรน จึงตั้งคำถามว่า ทำไมเกษตรกรไม่สามารถทำงานให้เหมือนกับพวกนักธุรกิจที่สามารถจัดการงานในโรงงานอุตสาหกรรมได้ หากบริษัทผลิตรถยนต์มีผลผลิตล้นตลาด ทำไมรัฐบาลถึงไม่เข้าไปแทรกแซงและหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แล้วเหตุใดจึงต้องให้การช่วยเหลือเกษตรกรมาโดยตลอด

เคนเนดี

เคนเนดีตอบว่า หากรัฐบาลกลางไม่ให้การสนับสนุนเกษตรกรอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ เกษตรกรปลูกพืชในฤดูใบไม้ผลิและเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง เกษตรกรนับแสนคนไม่สามารถควบคุมตลาดได้ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต พวกเขาจะนำพืชผลหรือปศุสัตว์เข้าสู่ตลาดในเวลาพร้อม ๆ กัน ขณะที่ในตลาดมีผู้ซื้อจำนวนน้อยกว่า ในบางกรณีก็มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ดังนั้นเกษตรกรจึงไม่มีอำนาจและไม่สามารถต่อรองการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมคิดว่าจากประสบการณ์การทำงานนับ 20 ปี ของผม แสดงให้เห็นว่าภาคเกษตกรรมสามารถทำตลาดการค้าเสรีได้ และหากเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรมทรุดตัวลงนั่นจะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เหลือจะพังทลายลงตามไปเช่นกัน

เกษตรกรเป็นผู้บริโภคอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เป็นผู้บริโภคอันหนึ่งในตลาดเหล็ก ดังนั้นหากเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมยังคงถดถอยอย่างรวดเร็วเหมือนในปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เหลือในประเทศก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นเดียวกัน นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างของความจำเป็นประการหนึ่งสำหรับการแทรกแซงของรัฐบาลกลาง

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ นโยบายเกษตรกรรมในปัจจุบันไม่สามารถควบคุมให้อุปสงค์และอุปทานมีความสมดุลมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศมีภาระภาษีทางการคลังสำหรับเกษตรกรที่สูงขึ้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันรายได้จากภาคเกษตรกรรมกลับต่ำที่สุดในรอบหลายปี”

เคนเนดีคิดว่ามีเพียงนโยบายและแนวปฏิบัติจากรัฐบาลกลางเท่านั้นที่จะสามารถดึงให้อุปสงค์และอุปทานเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ โดยในขั้นพื้นฐานนั้นรัฐบาลกลางต้องให้การสนับสนุนผลผลิตในภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นห่วงโซ่แรกของการผลิตทั้งมวล และจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมการผลิตของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพด้วย เขากล่าวต่อไปว่า เขาไม่ต้องการให้ผลผลิตส่วนเกิน 5-6 เปอร์เซ็นต์ต้องมาทำลายราคาสินค้าให้ลดลงไปกว่า 15 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์

เคนเนดีกล่าวโจมตีว่านโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันนั้นล้มเหลว และเขาเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่าสิ่งที่นิกสันจะพูดหลังจากนี้ก็จะไม่แตกต่างจากนโยบายเดิมของรัฐบาลที่ใช้อยู่ และให้ความเห็นว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถที่จะควบคุมเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะกล่าวปิดท้ายโจมตีนโยบายของรัฐบาลว่า “กระผมไม่เชื่อว่านี่มันคมพอที่จะตัดอดีตให้ขาดเพื่อที่จะมีความหวังไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“I therefore do not believe that this is a sharp enough breach with the past to give us any hope of success for the future.”

นิกสัน

นิกสัน กล่าวว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเคนเนดีอย่างแน่นอนอยู่แล้วในแนวคิดและวิธีการที่เคนเนดีได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ เขากล่าวว่า คำแนะนำของเคนเนดีคือเพิ่มการควบคุมของรัฐบาลกลางให้มากขึ้นซึ่งนั่นหมายถึงว่าอาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นและผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้บริโภค

ประเด็นนี้นิกสันอาจมองว่า การที่เคนเนดีต้องการอุดหนุนผลผลิตของเกษตรกรนั้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย เมื่อเข้าสู่ภาคการผลิตในระบบอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าตามไปด้วย และในท้ายที่สุดผู้บริโภคที่เป็นประชาชนทั่วไปก็ต้องแบกรับภาระเหล่านี้ เพราะราคาสินค้าจะสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

นิกสันกล่าวต่อไปว่าสิ่งที่เคนเนดีพูดนั้นเป็นไปในทิศทางที่ผิด ซึ่งไม่เคยประสบผลสำเร็จในอดีต และไม่คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จในอนาคตด้วย โครงการที่นิกสันจะสนับสนุนนั้นจะมาจากการต่อยอดจากโครงการในปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับ รัฐบาลทราบดีว่ามันเป็นความรับผิดชอบโดยตรงในการกำจัดปัญหาของเกษตรกรให้หมดไป เพราะรัฐบาลเป็นคนดึงให้เกษตรกรเข้ามาสู่ความยากลำบาก และนั่นคือเหตุผลที่เป็นรากฐานอันสำคัญว่าทำไมจึงไม่สามารถปล่อยให้เกษตรกรต้องต่อสู้อย่างลำพังในเวลาเช่นนี้

เกษตกรได้ผลิตผลผลิตจำนวนมากเพราะรัฐบาลออกกฎหมายเพื่อป้อนผลผลิตสำหรับช่วงสงคราม แต่ตอนนี้มีผลผลิตส่วนเกินจำนวนมากจนล้นตลาด ซึ่งมันต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เกษตรกรจนกว่าอุปทานส่วนเกินเหล่านั้นจะลดลงไป อย่างไรก็ตาม นิกสันคิดว่าควรจะมีโครงการที่จะช่วยเพิ่มรายรับให้เกษตกรให้มากยิ่งขึ้น

นิกสันเสนอว่าไม่ควรจะช่วยเกษตกรด้วยการเพิ่มหรืออุดหนุนราคาผลผลิตตามแนวคิดของเคนเนดี แต่สิ่งหนึ่งที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เกษตรกรคือจ่ายให้ในรูปของผลิตภัณฑ์ที่เกินดุลอยู่ในตลาด ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ง่ายก็คือหากเกษตกรเป็นผู้ผลิตอ้อยก็จะได้รับการชดเชยจากรัฐบาลเป็นน้ำตาล

ประธานาธิบดีเคนเนดีเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 35 ในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1961 (Photo by STF / AFP)

การดีเบตระหว่างเคนเนดีกับนิกสันมีขึ้นอีก 3 ครั้ง คือวันที่ 7, 13 และ 21 ตุลาคม รวมแล้วทั้งสิ้น 4 ครั้ง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1960

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าเคนเนดีได้เสียงทั้งหมด 49.72 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นิกสันได้เสียงทั้งหมด 49.55 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการเลือกตั้งที่สูสีมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเคนเนดีก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา


อ่านการดีเบตได้ ที่นี่, ชมวีดีทัศน์การดีเบตได้ ที่นี่ (ประมาณนาทีที่ 21 เป็นต้นไป)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป