ทำเสน่ห์ ร่ายมนต์ ร่วมรักและรีดไถ (บุญเพ็ง หีบเหล็ก 2) โดย พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

*คำเตือน* ภาพประกอบด้านล่างเป็นเหตุการณ์รุนแรง (การประหาร)

มีข้อมูลในประวัติศาสตร์หลากหลายแตกต่างกัน เป็นปุจฉาว่าตอนที่บุญเพ็ง ลงมือสังหารหั่นศพนั้น บุญเพ็งยังครองจีวรเป็นพระสงฆ์หรือโดนจับสึกไปแล้วจึงไปสร้างเวรและถ้าเป็นพระ บุญเพ็งอยู่ที่วัดไหน ขณะลงมือสังหารโหด

ไม่มีหลักฐานแน่ชัด พูดไปแล้วถ้าไม่จริงจะเสียหายทั้งหมด

แต่ที่ชัดเจนคือ พระบุญเพ็งเป็นนักรักตัวพ่อในขณะที่เป็นพระสงฆ์  มีลีลาเด็ดประทับใจสีกาน้อยใหญ่ ทุกคนที่มาติดต่อขอพร ขอให้บุญเพ็งทำเสน่ห์ต่างโหยหารักจากพระหนุ่มรูปงาม กุฏิของพระบุญเพ็งเลยกลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมและวิมานรัก

ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า บุญเพ็งมีรสนิยมทางเพศแบบร้อนแรง ซาดิสม์ ทารุณ มีบทโหดแทรกผสมบทรัก เลยทำให้สีกาที่เป็นเหยื่อบางรายการถูกบีบคอตายคามือ แต่การสอบสวนภายหลังพบว่า สาเหตุหลักคือบุญเพ็งมีความพยามที่จะปอกลอกและกรรโชกทรัพย์จากสีกาทั้งปวง หากขัดใจ เหยื่อจะถูกสังหารแล้วตัดศพเป็นท่อนยัดใส่หีบเหล็กแล้วนำไปทิ้งในแม่น้ำทุกรายไป

ศพแรกเป็นพ่อค้าเพชรพลอยชื่อ นายล้อม ถูกหั่นศพที่วัดสุทัศน์แล้วใส่หีบเหล็กบรรทุกรถเจ๊กนำไปทิ้งที่คลองบางลำพู เป็นการฆ่าชิงทรัพย์

ศพที่สองเป็นสาวใหญ่ร่ำรวยสวยบาดใจ ชื่อนางปริก เธอมีสามีชื่อขุนสิทธิคดี นางปริกมีสัมพันธ์สวาทกับพระบุญเพ็งมานาน จนนางตั้งท้อง จึงเรียกร้องให้พระบุญเพ็งรับผิดชอบ ท้ายที่สุดนางเลยจบชีวิตด้วยการถูกสังหารโดยพระบุญเพ็ง ร่วมมือกับพระเจริญ และนายจรัญ ช่วยกันนำศพเธอใส่หีบเหล็กไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยา

หีบเหล็กที่ใส่ศพนางปริก ลอยน้ำไปติดที่ฝั่งแถวๆ วัดไทรม้า นนทบุรี สภาพศพเหมือนคนนั่งยองๆ มีเชือกมัดมือมัดเท้า ห่อหุ้มด้วยมุ้ง ในหีบมีอิฐ 8 ก้อนบรรจุอยู่เพื่อถ่วงน้ำ

ก่อนพบหีบเหล็ก แม่ของนางปริกได้ไปแจ้งความที่โรงพักไว้ก่อนแล้ว ว่าลูกสาวออกจากบ้านไปเที่ยวแล้วหายตัวไป ต่อมาแม่นางปริกไปพบจดหมายจากพระบุญเพ็งฯ ในห้องนางปริกความว่า ให้ไปรับสร้อยที่บุญเพ็งขอยืมไป

จดหมายฉบับนี้และศพที่พบในหีบคือ นางปริกเป็นหลักฐานให้ตำรวจสยามไปจับกุมพระบุญเพ็งได้ทันควัน

การพิจารณาคดีจบลงด้วยโทษประหารชีวิตบุญเพ็ง ซึ่งสยามประเทศในตอนนั้น ( สมัยในหลวง ร.6 ) ใช้วิธีการตัดคอด้วยดาบ ลานประหารคือบริเวณวัดภาษี (ปัจจุบันอยู่ในซอยเอกมัย 23 ) ติดคลองแสนแสบซึ่งเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วถือว่ายังเป็นสถานที่ห่างไกลมากปัจจุบันเป็นพื้นที่โรงเรียนและอาคารบริวาร

%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%87
ภาพประกอบโดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก (ภาพเล็กด้านล่างคือภาพของบุญเพ็ง, ส่วนภาพขวาสุดคือจังหวะการตัดคอจนเลือดพุ่ง)

ผู้เขียนเดินทางไปวัดภาษีด้วยตัวเอง พบว่ายังคงมีศาลเพียงตาขนาดย่อมข้างในมีรูปปั้นนายบุญเพ็ง ล่าสุดมีคนเอาแว่นกันแดดไปใส่ให้ลุงบุญเพ็ง มีภาพขาวดำของนายบุญเพ็งใส่กรอบวางไว้ ผู้เขียนเช็ดทำความสะอาดกระจกที่เป็นกรอบรูปแล้วจึงถ่ายภาพซ้ำมาเผยแพร่ในบทความตอนนี้

บุญเพ็งพระภิกษุในวัดที่ผ่านมากล่าวว่า ไม่ค่อยมีใครรู้จักเรื่องราวของบุญเพ็ง ฆาตกรโหดคนนี้เลย ผู้เขียนเดินไปมองหาหีบเหล็กที่อาจจะเก็บไว้ใต้รูปปั้น แต่เมื่อตรวจสอบดูแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ มีเพียงตู้รับบริจาคและขวดน้ำอัดลมที่มาวางไว้เพื่อคารวะนายบุญเพ็ง

ย้อนกลับไป 19 สิงหาคม พ.. 2462 คือกำหนดการประหารชีวิตบริเวณลานวัดภาษีมีผู้คนมารอดูการตัดคอแน่นขนัดเจ้าหน้าที่นำตัวนายบุญเพ็งมาผูกที่หลักประหารเพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารเข้าไปขอขมาลาโทษบุญเพ็งที่ถูกมัดไว้ที่หลักประหารแล้วเพชฌฆาตเริ่มรำดาบย่างสามขุมตามเสียงปี่หลวงที่โหยหวนวนซ้ายรอบตัวบุญเพ็ง

ดาบคมกริบขาวแวววับที่แหวกอากาศฟันลงไปที่คอครั้งแรก เป็นแค่ความสั่นสะเทือนที่ลำคอ ไม่เกิดบาดแผลระคายเคืองผิวหนังแต่อย่างใด ทำเอาเพชฌฆาตตกตะลึง ชาวสยามที่มามุงดูการประหารส่งเสียงร้องด้วยความอื้ออึงด้วยความฉงน ส่งเสียงเอะอะว่าบุญเพ็งมีเวทย์มนต์คาถาหนังเหนียวดาบฟันไม่เข้า

เพชฌฆาตจ้องมองด้วยความโกรธ  เห็นบุญเพ็งทำปากขมุบขมิบร่ายเวทย์มนต์คาถาสู้คมดาบ จึงร้องไปว่า อะไรอยู่ในปากมึง เอาออกมาให้หมด

พอสิ้นเสียงตวาด บุญเพ็งถ่มเอาวัตถุสีดำขนาดเล็กออกมาจากปาก เพชฌฆาตจึงไปหยิบแล้วเหวี่ยงทิ้งไปทันที

เพลงดาบยก 2 คราวนี้เพชฌฆาตผู้ช่ำชองฟันลงที่คอบุญเพ็งศรีษะขาดกระเด็นหล่นลงพื้นปฐพีณบริเวณลานวัดภาษีเลือดจากลำคอพุ่งกระฉูดขึ้นสู่อากาศแตกกระจายเป็นฝอยเหมือนน้ำพุ

ภาพถ่ายตอนที่คอขาดเลือดพุ่ง ชาวตะวันตกนำไปเผยแพร่ทั่วไป โดยใช้ชื่อ Boonpeng Heep Lek หรือ The Iron Box Killer เพื่อเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องการประหารชีวิตในสยาม

คำว่าหีบเหล็กไม่ใช่นามสกุลของ บุญเพ็งนะครับ แต่เป็นรูปแบบการฆาตกรรมที่บุญเพ็งต้องเอาศพไปใส่หีบเหล็ก

นับเป็นการประหารนักโทษด้วยการตัดคอด้วยดาบเป็นรายสุดท้ายของสยามครับ

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป