สืบสานดนตรี-ศิลปะการแสดงไทย ผ่าน “วัยรุ่นเจน Z-Alpha” กับ 2 การแสดง ที่งาน SX 2025!

สืบสานดนตรี-ศิลปะการแสดงไทย SX 2025
(ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

สืบสานดนตรี-ศิลปะการแสดงไทย ผ่าน “วัยรุ่นเจน Z-Alpha” กับการแสดงอังกะลุงของนักเรียนศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย กลุ่ม “เด็กหู” และ “เพลงอีแซว”จาก “Styleศิลป์” ที่งาน SX 2025!

ดนตรีไทย-ศิลปะการแสดงไทย มีดีมากกว่าความไพเราะ และสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของชุมชน สร้างอาชีพ และช่วยเรื่องการฝึกสมาธิและพัฒนาการของเด็กอีกด้วย

เห็นได้จาก 2 การแสดงของเด็กรุ่นใหม่วัยเจน “Z” และ “Alpha” ที่มาโชว์ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 หรือ SX 2025 ที่เวที “การแสดงวงอังกะลุง ของนักเรียนศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง และการแสดงเพลงพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชน Styleศิลป์ (ชุมชนดีมีรอยยิ้ม)” ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00-13.00 น. ณ SX TALK STAGE Hall 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

นักเรียน คุณครู และผู้เกี่ยวข้องกับการแสดง บนเวที “การแสดงวงอังกะลุง ของนักเรียนศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง และการแสดงเพลงพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชน Styleศิลป์ (ชุมชนดีมีรอยยิ้ม)” (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

ก่อนเริ่มทั้ง 2 โชว์ มีช่วงสั้น ๆ ที่ครูอาจารย์ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแสดงที่สืบสานดนตรี-ศิลปวัฒนธรรมไทยพื้นบ้าน มาร่วมพูดคุยถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง กว่าจะมีกลุ่มการแสดงจากเด็กรุ่นใหม่ กับ 2 พิธีกรประจำ SX TALK STAGE ในช่วงนี้ คือ อ. อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และ ดร. มณรดา ศิลปบรรเลง อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง)

📍 “การแสดงอังกะลุง” จากกลุ่ม “เด็กหู”

ก่อนจะเริ่มโชว์แรก คือ การแสดงอังกะลุงของนักเรียนศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง ดร. เมตตา ศรีเกื้อกลิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง  ซึ่งดูแลศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย และ ครูเบิ่ง-ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ ครูดนตรีไทยประจำโรงเรียนตำหนักสวนกุหลาบฯ และทำหน้าที่ฝึกสอนการแสดงให้น้อง ๆ เด็กหูหนวกที่ศูนย์ ก็มาร่วมบอกเล่าความสามารถของน้อง ๆ 

ดร. เมตตา เล่าว่า นักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการได้ยิน หรือที่เรียกว่า “เด็กหู” บางคนได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียมก็จะได้ยินเสียงอยู่บ้าง ซึ่งก็ต้องทำให้เขามีพัฒนาเรื่องการได้ยินและสื่อสารให้ได้ เกิดเป็น “ดนตรีบำบัด” ใช้ดนตรีสำหรับเป็นสื่อในการสื่อสารและฟังเสียง 

เด็กกลุ่มนี้จะเรียนรวมกับเด็กทั่วไป เมื่อเข้ามาในช่วงอนุบาล 1-3 โรงเรียนจะมีกิจกรรม “โครงการภูมิปัญญาไทยในวังหลวง” ให้ทำอยู่แล้ว เช่น ร้อยพวงมาลัย พับผ้าตามพระราชดำริ ไปจนถึงกิจกรรมด้านดนตรี ที่เกี่ยวข้องกับการเคาะจังหวะ

การพัฒนาเด็ก ๆ ด้วยดนตรี ผู้อำนวยการโรงเรียนบอกว่ามีมายาวนานมาก แต่อาจจะขาดช่วงไป เนื่องจากบุคลากรผู้สอนขาดแคลน ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในระยะเวลา 3 ปีมานี้

ดร. เมตตา ศรีเกื้อกลิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง  ซึ่งดูแลศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย และ ครูเบิ่ง-ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ ครูดนตรีไทยประจำโรงเรียนตำหนักสวนกุหลาบฯ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

“การจะให้เกิดดนตรีหรือเป็นเพลงได้ บุคคลสำคัญก็คือครู ครูคือผู้ถ่ายทอด ครูคือคนที่นำพาให้เกิด เพราะเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ ครูทั่ว ๆ ไปสอนเรื่องภาษาสามัญ แต่ภาษาดนตรีเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง 

ดังนั้น ครูคือผู้สำคัญในการจัดดนตรีที่มีความจำเป็นพิเศษ พอดีได้ครูเบิ่งที่มีความรู้ความสามารถ ครูเบิ่งอาจจะเคยสอนแต่ผู้ที่ปกติ แต่ปัจจุบันครูเบิ่งสามารถนำความรู้ความสามารถมาจัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ แล้วก็ประสบความสำเร็จ” ดร. เมตตา กล่าว

เมื่อพูดถึงครูเบิ่งที่ทำให้เกิดการแสดงสุดพิเศษจากเด็กหูขนาดนี้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องพูดคุยกับ “ครูเบิ่ง-ทวีศักดิ์ อัครวงษ์” กันบ้าง

📍 บทบาทและหน้าที่ใหม่กับเป็น “ครูดนตรี” ให้ “เด็กหู”

พิธีกรทั้ง 2 ท่านได้ถามครูเบิ่งว่า “รู้สึกกับอย่างไรกับโจทย์ที่ได้รับว่าต้องสอนเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ”

ครูเบิ่งเล่าว่า มาอยู่ที่โรงเรียนนี้ได้ 2 ปี ตอนแรกเพิ่งเคยเจอเด็กพิเศษ เขามีความบกพร่องทางหู ซึ่งเป็นความยากในการสอนดนตรี แค่สอนเด็กปกติ บางครั้งก็รู้สึกยากพอสมควร แต่ท่าน ผอ. เมตตา ก็แนะนำและชี้แนะ เช่น เรื่องเพลงให้เลือกใช้โน้ตสั้น ๆ หรือง่าย ๆ โน้ตซ้ำไปมา อย่างเพลง “ยะวา” 

“ครั้งแรกที่ได้ไปสอนเราทึ่งมาก เขาหูไม่ได้ยิน เป็นเด็กพิเศษ แต่การเป็นเด็กพิเศษนี้มีอะไรที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวเขา เราต้องดึงศึกยภาพและความสามารถของเขาออกมาให้ได้ พอสอนไปเรื่อย ๆ เขาก็รับรู้ได้

ผมก็ไปศึกษาระบบโคดาย เพลงบางทีจังหวะเร็ว ก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน ผมเลยนึกถึงคอนดักเตอร์ ชี้เลย โน้ตโดเรมี เราชี้ไปที่เขา ให้เขาดูเรา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับผมในการสอน 1. มือ 2. ปาก 3. การสื่อสารสายตาระหว่างกัน และผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ”

(ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)
ดร. เมตตา ศรีเกื้อกลิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง  ซึ่งดูแลศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย และ ครูเบิ่ง-ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ ครูดนตรีไทยประจำโรงเรียนตำหนักสวนกุหลาบฯ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

เรื่องนี้ อ. อัษฎาวุธ เสริมว่า อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือหัวใจที่ตรงกัน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายในการสอนเด็กที่เริ่มต้นใหม่และมีเงื่อนไขเยอะแยะมากมาย ซึ่งครูเบิ่งก็เห็นด้วยอย่างมาก

เมื่อคุยกันเสร็จ ก็ถึงเวลาของการแสดงจากเด็ก ๆ ที่ขึ้นมาเล่นอังกะลุงด้วยเพลง “ยะวา” ความพิเศษในครั้งนี้คือน้อง ๆ เล่นกันจนจบเพลง สร้างความประทับใจให้กับคนที่นั่งฟังอยู่หน้าเวที

การแสดงอังกะลุงของนักเรียนศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย กลุ่ม “เด็กหู” (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

📍 “เพลงอีแซว” จากกลุ่มเยาวชน Styleศิลป์

จบจากการแสดงอังกะลุง ก็ตามมาติด ๆ กับกลุ่มเยาวชน “Styleศิลป์” จาก จ. สุพรรณบุรี ที่รวมกลุ่มกันสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านประจำภาคกลางอย่าง “เพลงอีแซว”

ตัวแทนจาก Styleศิลป์ คือ ปรีชา โชว์สุภวรรณ์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านภาคกลาง Styleศิลป์ และ อธิชาติ บุญเทียน รองประธานกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านภาคกลาง Styleศิลป์

ปรีชา โชว์สุภวรรณ์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านภาคกลาง Styleศิลป์ และ อธิชาติ บุญเทียน รองประธานกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านภาคกลาง Styleศิลป์ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

📍 จุดเริ่มต้นของ Styleศิลป์ 

อ. ปรีชา เล่าว่า เดิมทีแล้วเด็ก ๆ เหล่านี้เป็นเด็กที่เรียนอยู่โรงเรียนอู่ทอง จ. สุพรรณบุรี เขามีชมรมเกี่ยวกับการทำเพลงอีแซว ซึ่งมีครูที่โรงเรียนดูแลการแสดง

“พอเด็กเหล่านี้ออกมาพื้นที่ด้านนอก ผมเป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้าน เห็นเด็กกลุ่มนี้เป็นคนมีความรู้ความสามารถ เลยคิดว่าจะรวมกลุ่มเด็กเหล่านี้เพื่อไม่ให้วัฒนธรรมสูญหายไป ผมเลยชวนเด็ก ๆ มาใช้พื้นที่ที่บ้านของผมเอง อยู่กับแบบพี่-น้อง ครอบครัวกัน ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้รางวัลมามากมาย จนเป็นที่ยอมรับ” อ. ปรีชา เล่า

เนื่องจากการแสดงและการต่อยอดเหล่านี้ต้องใช้ทุน กลุ่ม Styleศิลป์ จึงได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ที่เห็นความสำคัญของเอกลักษณ์ไทยที่ควรรักษาไว้ให้คงอยู่ เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ “ไทยเบฟ”, บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จํากัด, บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด 

ทั้งยังได้รับส่งเสริมให้เป็น “ชุมชนดีมีร้อยยิ้ม” ที่มี “ไทยเบฟ” เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย

📍 “เพลงอีแซว” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปะการแสดง

อธิชาติบอกว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มเราง่ายมาก เพราะบ้านพ่อ (ครูปรีชา) เป็นคาเฟร้านกาแฟ พวกเราว่างจากการซ้อมก็จะไปนั่งกิน พ่อเห็นถึงความสามารถก็เลยเปิดพื้นที่ตรงนั้นให้เราซ้อมและเล่น เป็นกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้าน Styleศิลป์ ที่นั่นเลย

“เราจะเปิดให้เยาวชนทุกอายุ เปิดเสาร์หรืออาทิตย์ วันใดวันหนึ่งหรือปิดเทอม ให้แต่ละคนในสุพรรณบุรีมาสนุกและออกความคิดเห็นเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน รวมถึงดนตรี การเกษตร ฯลฯ

พ่อเคยพูดคำหนึ่งว่า ไม่อยากให้เราเป็นแค่อีแซว อยากให้เรามีอาชีพ อยากให้เพลงอีแซวต่อยอดไปเป็นอาชีพ” รองประธานกลุ่ม Styleศิลป์ บอก

ปรีชา โชว์สุภวรรณ์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านภาคกลาง Styleศิลป์ และ อธิชาติ บุญเทียน รองประธานกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านภาคกลาง Styleศิลป์ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

อธิชาติยังกล่าวอีกว่า กลุ่ม Styleศิลป์ เป็นพื้นที่ที่ทำให้ชุมชนรวมตัวกัน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะเด็กจากหลายโรงเรียนก็อยู่ในกลุ่มนี้

สุดท้ายแล้ว เขาอยากให้เพลงพื้นบ้านนี้อยู่ได้ในยุคปัจจุบันและอนาคต จึงพยายามหาวิธีให้เพลงพื้นบ้านนี้ไปประยุกต์ใช้กับสิ่งต่าง ๆ ทั้งในชีวิตประจำวันแล้วก็อาชีพ การงาน หรือการเรียน ทั้งกลุ่มผู้สืบสานเพลงอีแซวจากสุพรรณบุรียังได้ไปแลกเปลี่ยนศาสตร์กับโนราอีกด้วย

“ผมคิดว่าเพลงอีแซวถ้าจะอยู่ได้ก็ต้องสามารถเข้ากับทุกอย่างได้” อธิชาติสรุป

หลังจากทอล์กจบ เด็ก ๆ จาก Styleศิลป์ ก็ยกก๊วนกันขึ้นมาโชว์ความสามารถในการร้องเพลงอีแซวและฉ่อยแบบจัดเต็ม ทำเอาคนที่นั่งฟังครึกครื้นไปตาม ๆ กัน

การแสดงเพลงอีแซวจาก Styleศิลป์ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)

ถือเป็น 2 เวทีที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนที่แวะเวียนมางาน SX 2025 ในครั้งนี้อย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2568