| ที่มา | ภาพถ่ายจาก สมาคมนักศึกษาเก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร |
|---|---|
| ผู้เขียน | กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม |
| เผยแพร่ |
“รัตนโกสินทร์ Insinght” เสวนาวิชาการ 70 ปีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปกร ถึง “บ้าน” ที่ชื่อกรุงรัตนโกสินทร์
เพราะกรุงรัตนโกสินทร์เปรียบเสมือนบ้าน เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีคณะโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงมาเล่าเรื่องของ “บ้าน” หลังนี้ ผ่านมุมมองอันหลากหลาย ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ “รัตนโกสินทร์ Insinght” พร้อมเปิดตัวหนังสือ (คณะ)โบราณคดีมองกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เจาะลึกเรื่องราวของพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ หรือ “เกาะรัตนโกสินทร์” ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์สำคัญใจกลางกรุงเทพฯ และประเทศไทย
งานนี้มีคือ ผศ. ดร. ดำรงพล อินทร์จันทร์ คณบดีคณะโบราณคดี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน วิทยากรคือคณาจารย์จาก 6 ภาควิชา ได้แก่ รศ. ดร. กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ ภาควิชาโบราณคดี, อาจารย์ศศิธร ศิลป์วุฒยา ภาควิชามานุษยวิทยา, ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ, อาจารย์พอพล สุกใส ภาควิชาภาษาตะวันออก, อาจารย์ภูมิ ภูติมหาตมะ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และอาจารย์ ดร. ศิวศิลป์ ศิริจักรเศรษฐ์ สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ดำเนินรายการโดย รศ. ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ


ทำไมต้อง “กรุงรัตโกสินทร์” ?
คณาจารย์มีมุมมองต่อกรุงรัตนโกสินทร์ตรงกัน คือเป็น “บ้าน” ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของคณะโบราณคดี ที่สำคัญคือมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทุกศาสตร์-สาขาวิชาของคณะ
ในอดีต ม.ศิลปากรเคยเป็นวังที่ประทับของเจ้านาย พื้นที่แห่งนี้คือแหล่งรวมมรดกความเป็นกรุงเทพฯ และความเป็นไทย ในฐานะราชธานี ทั้งรายล้อมไปด้วยชุมชนมากมายที่ตั้งถิ่นกันมาอย่างยาวนาน กับที่โยกย้ายเข้ามาใหม่ ทำให้มีความเป็นพหุวัฒนธรรม การเป็นศูนย์กลางการปกครองยังทำให้มีการติดต่อกับนานาชาติ มีการเข้ามาของคนหลากเชื้อชาติ หลายภาษาด้วย
กล่าวได้ว่า เกาะรัตนโกสินทร์เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ทั้งทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยา ภาษา จารึก และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไว้อย่างครบถ้วน

“พื้นที่” ของแต่ละสาขาวิชา
อ. ประภัสสร์ เผยว่า หนังสือ (คณะ)โบราณคดีมองกรุงรัตนโกสินทร์ พยายามสะท้อนความเชื่อมโยงคณะโบราณคดีในบทบาทสถาบันวิชาการเข้ากับพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ จึงมอบหมายให้แต่ละสาขาวิชานำเสนอพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเกาะรัตนโกสินทร์ผ่านศาสตร์ในสาขาวิชาของตน ดังนี้
1. ภาควิชาโบราณคดี – มิวเซียมสยาม พื้นที่แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการกับคณะโบราณคดี
2. ภาควิชามานุษยวิทยา – ชุมชนเสาชิงช้า ชุมชนเก่าแก่ที่ต้องปรับตัวและต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากรัฐอยู่เสมอ
3. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ – พระบรมมหาราชวังกับวังท่าพระ ในฐานะศูนย์กลางศิลปะแบบจารีตของไทยแต่โบราณ
4. ภาควิชาภาษาตะวันออก – วัดพระเชตุพนฯ อันเนื่องมาจากวัดวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม คือแหล่งรวมจารึกเยอะที่สุดในกรุงเทพฯ
5. สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น – บางลำพู ย่านเก่าแก่ที่มีความหลากหลาย แหล่งรวมอาหารการกินที่สำคัญของชุมชนโดยรอบ
และ 6. สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส บูรณาการร่วมกับสาขาวิชาอื่น ๆ ด้วยการแปลคำศัพท์เฉพาะเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อใช้เป็นตัวแทนเรื่องราวในแต่ละส่วน ด้วยหลักวิธีที่ละเอียด ถูกต้อง

แต่ละสาขาวิชาเล่าถึงอะไรบ้าง ?
คณาจารย์แต่ละท่านได้เล่าถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้ในหนังสือ และเกร็ดน่ารู้เกี่ยวในศาสตร์ของตนต่อการศึกษาและเข้าใจกรุงรัตนโกสินทร์
อ. กรรณิการ์ แห่งภาควิชาโบราณคดี เล่าว่า ก่อนการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณมิวเซียมสยาม เพิ่งมีการขุดค้นในเขตเกาะเมืองช่วงการสำรวจพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปี 2537 ทำให้เราได้รู้ว่าใต้ดินกรุงเทพฯ มีอะไรให้ค้นพบมากมาย ก่อนจะต่อยอดไปสู่การขุดค้นที่ รพ. ศิริราช ปิยราชการุณ ซึ่งการศึกษาครั้งนั้นทำให้นักโบราณคดีรู้ว่ากำแพงและป้อมเมืองธนบุรีอยู่ตรงไหน เป็นยังไง ถือเป็นความก้าวหน้าที่ทำให้รู้จักกรุงรัตนโกสินทร์และธนบุรีผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ มากกว่าแค่หน้ากระดาษ
ส่วน อ. พัสวีสิริ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เผยว่า การค้นคว้าภายในพื้นที่พระบรมมหาราชวังทำให้พบประเด็นสำคัญมากมายเกี่ยวกับงานช่างหลวง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ระบบสัญลักษณ์ และคติต่างๆ ทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นพระบรมมหาราชวังล้วนมีความหมายที่สื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ พระราชอำนาจ ดินแดน ฯลฯ บ่งบอกลำดับชั้นของศิลปะไทยประเพณีได้เป็นอย่างดี
เช่นกันกับ อ. พอพล จากภาควิชาภาษาตะวันออก ที่ชี้ว่า การศึกษาจารึกพระเชตุพนฯ ช่วยยืนยันได้ว่า “จารึกวัดโพธิ์” สมศักดิ์ศรีความเป็นมรดกโลกหรือไม่ อย่างไร ในฐานะแหล่งรวมเอกสารและจารึกที่มีคุณค่าของไทย
สำหรับงานด้านมานุษยวิทยาของ อ. ศศิธร จากภาควิชามานุษยวิทยา ก็เผยให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนย่านเสาชิงช้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางศาสนถานที่ประกอบพิธีของราชสำนักมาแต่เดิม เริ่มต้นจากการเป็นชุมชนพราหมณ์ แล้วค่อย ๆ ปรับตัวมาตลอดเวลา มีการเข้ามาของคนกลุ่มใหม่ ๆ การย้ายถิ่นฐาน ก่อนกลายเป็นย่านท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ใกล้เคียงกับงานของ อ. ภูมิ จากสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่เล่าว่าย่านบางลำพู สะท้อนภาพการเติบโตของเกาะรัตนโกสินทร์ยังไงบ้าง แต่จะต่างกันกับชุมชนเสาชิงช้าตรงที่บางลำภูมีความต่อเนื่องของผู้คนมากกว่า เป็นถิ่นวังหน้าของรัชกาลที่ 1 พื้นที่ดังกล่าวมีบ้านขุนนางท่ามกลางบ้านเรือนราษฎร ทั้งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติที่ศึกษาแล้วมองเห็นไปถึงอนาคตและเห็นรูปแบบการขับเคลื่อนย่านด้วย
ด้าน อ. ศิวศิลป์ แห่งสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสให้ความเห็นว่า พื้นที่เกาะเมืองเต็มไปด้วยมรดกมากมาย สถานที่เหล่านี้คือห้องแล็บทางภาษาที่มีชีวิต โดยการมีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้คือ บ่อยครั้งข้อมูลต่าง ๆ จะเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส จึงต้องใช้ความเข้าใจด้านภาษาเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ แล้วถ่ายทอดและบูรณาการร่วมกับกับสาขาวิชาอื่น ๆ
อ. ประภัสสร์ ยังให้รายละเอียดด้วยว่า หนังสือ (คณะ)โบราณคดีมองกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้วิธี “เขียนแจม” แบบข้ามศาสตร์ คือเพิ่มเนื้อหาข้ามสาขาวิชาแทรกอยู่ในแต่ละส่วนของเนื้อหา เช่น ภาควิชาภาษาตะวันออกแทรกมุมมองด้านภาษาในเนื้อหาวังท่าพระของภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะแทรกข้อมูลสถาปัตยกรรมแบบยุโรปยุครัชกาลที่ 5 ในเนื้อหามิวเซียมสยามของภาควิชาโบราณคดี เป็นต้น


การอนุรักษ์ร่วมกับการพัฒนา
อีกหนึ่งประเด็นชวนขบคิดบนเวทีเสวนาคือ เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ไม่ใช่เฉพาะศูนย์กลางอันคราคร่ำไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ แต่เป็นใจกลางเมืองหลวงที่การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจะอนุรักษ์มรดกดังกล่าวไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาอย่างไร ?
อ. ศิวศิลป์ มองว่า คณะโบราณคดีคงต้องทำงานให้มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย แล้วใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนผ่านการท่องเที่ยว
ด้าน อ. ภูมิ ชี้ว่า ต้องมีการ “เสริมพลัง” สร้างการมีส่วนร่วม หาพันธมิตรมาหรือบัณฑิตที่จบไปแล้วทำงานอยู่ตามภาคส่วนต่าง ๆ มาช่วยกันคิดช่วยกันทำ
“ความเป็นศูนย์กลางเมืองทำให้เกาะรัตนโกสินทร์ถูกให้ความสำคัญสูงอยู่แล้ว สิ่งต่อมาคือต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สิ่งสำคัญคือเราจะให้ดับไปยังไง… ตอนนี้สิ่งที่เราขาดคือพื้นที่การเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็ก ๆ อีกอย่างคือควรแก้ไขอุปสรรคที่มาจากระบบราชการ ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ แล้วสร้างความร่วมมือกับบัณฑิตเก่ง ๆ ” อาจารย์จากสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกล่าว
สอดคล้องกับ อ. ศศิธร ซึ่งมองว่าเราไม่ควรอนุรักษ์โดยแช่แข็ง ผู้คนควรมีส่วนร่วมการการพัฒนาโดยรัฐกับชุมชนต้องทำความเข้าใจร่วมกันด้วย
พันธกิจของคณะโบราณคดีต่อ “บ้าน”
คณาจารย์ 6 ภาควิชาเห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งที่คณะโบราณคดีทำตลอดมาเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจต่อ “บ้าน” ชื่อกรุงรัตนโกสินทร์อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมคือการเป็น “สหวิทยาการ” หรือการทำงานข้ามศาสตร์เพื่อส่งต่อกระบวนการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบูรณาการองค์ความรู้ที่เป็นวิชาการมาทำให้สามารถลงไปสู่สังคมอย่างกว้างขวาง
นี่คือภารกิจที่คณะโบราณคดี ในฐานะ “เจ้าถิ่น” หรือ “เจ้าภาพ” ต้องทำให้เกิดขึ้น
ดังที่ ผศ. ดร. ดำรงพล อินทร์จันทร์ คณบดีคณะโบราณคดี กล่าวว่า “การครบรอบ 70 ปีคณะโบราณคดี จึงไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่คู่สังคมไทย และสังคมโลก”
โดยมีหนังสือ (คณะ)โบราณคดีมองกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประจักษ์พยานความพยายามสะท้อนความเชื่อมโยงข้างต้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีชีวิตชีวา

หลังงานเสวนาสามารถบริจาคเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาของคณะโบราณคดีจำนวน 200 บาทและรับหนังสือ(คณะ)โบราณคดีมองกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นอภินันทนาการจำนวน 1 เล่ม ได้ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่เวลา 13.00-18.00 น. (ไม่มีการจัดส่ง) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่เพจ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

อ่านเพิ่มเติม :
- “กรุงเทพฯ-ธนบุรี” เคยเป็น “ทะเลตม” มาก่อน จริงหรือ?
- ซางฮี้-ราชวิถี ประแจจีน-เพชรบุรี นามที่เปลี่ยนไปของ “ถนน” ยุคแรกในกรุงเทพฯ
- เผยคำตอบโครงกระดูกมนุษย์ท่าพิสดาร ณ จุดสร้างสถานีรถไฟฟ้าศิริราช ใน “ไขปริศนาความตายท้ายเมืองธนบุรี”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 สิงหาคม 2568





