ทุเรียนเมืองไทยมาจากไหน? ทำไมจึงเรียกว่าทุเรียน?

ภาพประกอบจาก มติชนออน ไลน์

หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ (เล่มที่ 28 เรื่องที่ 4 ทุเรียน ) กล่าวว่า ลาลูแบร์ นักบวชนิกายเยซูอิต และหัวหน้าคณะราชทูตที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 รับสั่งให้เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2230 ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน, สังคม และสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย ภายหลังบันทึกนี้ตีพิมพ์ในกรุงปารีส ( พ.ศ. 2336) โดยเนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวถึงทุเรียนว่า

“ดูเรียน” (Durion) ชาวสยามเรียกว่า “ทูลเรียน” (Tourrion) เป็นผลไม้ที่นิยมกันมากในแถบนี้ แต่สำหรับข้าพเจ้า ไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็นอันรุนแรงของมันได้ ผลมีขนาดเท่าผลแตง มีหนามอยู่โดยรอบ ดูๆ ไป ก็คล้ายกับขนุนเหมือนกัน มีเมล็ด [พู] มาก แต่เมล็ด [พู] ใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้กิน ภายในยังมีอยู่อีกเมล็ดหนึ่ง ถือกันว่า ยิ่งมีเมล็ด [พู] ในน้อย ยิ่งเป็นทูลเรียนดี อย่างไรก็ตาม ในผลหนึ่งๆ ไม่เคยปรากฏว่า มีน้อยกว่า 3 เมล็ด [พู] เลย

จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ทุเรียนจะเข้ามาจากที่ไหน และโดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน หากมีผู้สันนิษฐานว่า เป็นการนำมาจากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเอง

ถ้าจริงดังนั้น เส้นทางนำเข้าทุเรียนจากทางใต้จะเป็นเช่นไร

องค์ บรรจุน เคยเสนอแนวคิดเช่นเดียวกันนี้ในบทความชื่อ “ทุเรียนเคยหอมจรุงที่มะริด ทวาย ตะนาวศรี มาสิ้นกลิ่นเสียทีที่เมืองจันท์” (ศิลปวัฒนธรรม เดือนมกราคม 2551)  ไว้ดังนี้  (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)


 

…ทุเรียนเป็นพืชในวงศ์ (Family) นุ่น-ทุเรียน (Bombaceaceae) มีชื่อสามัญ (Common name) ว่า durian มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ (Scientific name) ว่า Durio zibethinus นักพฤกษศาสตร์ระบุว่าทุเรียนมีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [1] แล้วแพร่กระจายทั่วไปทั้งภูมิภาคซึ่งมีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น เช่น ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า อินเดีย ศรีลังกา และไทย…

…………

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นแหล่งปลูกทุเรียนคุณภาพและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก แต่ทุเรียนไม่ใช่ผลไม้ไทย [2] มีผู้สันนิษฐานว่าทุเรียนจากมะริด ทวาย ตะนาวศรี แพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วยกัน 2 เส้นทาง [3] ได้แก่

เส้นทางที่ 1

เข้ามากับกองทัพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ครั้งที่ยกทัพไปตีเมืองมะริด ทวาย และตะนาวศรี เมื่อ พ.ศ. 2330 แต่ตีไม่สำเร็จเพราะเส้นทางทุรกันดาร ขาดเสบียงอาหาร จนเมื่อกองตระเวนได้ออกหาอาหารมาเลี้ยงกองทัพพบทุเรียนป่าเข้า จึงลองนำมากิน และติดใจในรสชาติ จึงได้นำพันธุ์ทุเรียนป่าเข้ามายังกรุงเทพฯ

ดังนั้นในยุคต่อมาจึงพบว่ามีต้นทุเรียนอายุ 100-150 ปี ปลูกอยู่ตามบ้านเจ้านายเก่าๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งในเรื่องนี้สอดคล้องกับตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2451 กล่าวถึงย่านที่ปลูกทุเรียนขึ้นชื่อในกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านบางขุนนนท์ บางโคล่ และบางคอแหลม [4] แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2460 และปี 2485  ทำให้ต้นทุเรียนเก่าแก่ล้มตายลงเป็นอันมาก ปัจจุบันจึงไม่หลงเหลือหลักฐานให้เห็นอีกต่อไป [5]

เส้นทางที่ 2

เชื่อว่าทุเรียนเข้ามาจากเมืองมะริด ทวาย และตะนาวศรีเช่นกัน แต่เข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางภาคใต้ โดยนำเข้ามาทางเรือสินค้า เพราะในแถบนั้นได้มีการติดต่อค้าขายกันมายาวนาน ซึ่งอาจเป็นชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามาค้าขายยังหัวเมืองมอญ มะริด ทวาย ตะนาวศรี ตั้งแต่เมื่อราว 300 ปีก่อน จึงทำให้ทุเรียนแพร่หลายอยู่ในแถบแหลมมลายูและจังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนที่จะได้นำเข้ามาแพร่หลายในกรุงเทพฯ [6]

หลักฐานการแพร่กระจายเข้ามาของทุเรียนจากมะริด ทวาย ตะนาวศรี ยังเหลือร่องรอยให้เห็นในเมืองไทย ได้แก่ บ้านบางตะนาวศรี ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี บางตะนาวศรีนอกจากจะมีชาวไทยและชาวมลายูปัตตานีแล้ว ยังมีชาวมอญอาศัยอยู่ร่วมกันอีกด้วย ชาวมอญดังกล่าวมาจากตะนาวศรี ได้อพยพเข้ามาในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ พ.ศ. 2302 ขณะที่กองทัพไทยตั้งรวมพลอยู่ที่แก่งตูม นอกเขตไทยต้นแม่น้ำตะนาวศรี เมื่อพม่ายกทัพจะมาตีชาวตะนาวศรีก็หนีมาเข้ากับกองทัพไทยและภายหลังสงครามสงบก็ได้อพยพตามเข้ามาด้วย [7] ชาวมอญตะนาวศรีนี้ได้ตั้งชุมชนขึ้นยังบางตะนาวศรี แขวงเมืองนนท์

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีสวนผลไม้ขึ้นชื่อ เป็นที่นิยมของคนทั้งประเทศมีอยู่ 2 เมือง ได้แก่ “…อัมพวาสวนนอก บางกอกสวนใน…” เป็นแหล่งปลูกผลไม้รสดี อัมพวาคือ เมืองอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นสวนนอก อีกแห่งคือบางกอกสวนใน ได้แก่ สวนผลไม้ย่านฝั่งธนบุรี ถือเป็นสวนในเขตเมืองชั้นใน และจากคำบอกเล่าของชาวเมืองนนท์กล่าวว่า พื้นที่บางขุนนนท์ฝั่งธนบุรีกับสวนใหญ่เมืองนนทบุรีนั้นเป็นดินผืนเดียวกัน ปลูกผลไม้ได้รสชาติไม่แตกต่างกัน

ดังนั้นผลไม้ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะทุเรียนเมืองนนท์จึงถูกนำมาขายที่บางกอกในนาม “บางกอกสวนใน” ก่อนจะมามีชื่อเสียงเป็นของตนเองว่า “ทุเรียนเมืองนนท์” เมื่อสักร้อยปีมานี้เอง และเมืองนนท์ที่ขึ้นชื่อเรื่องทุเรียนนี้คือ บางตะนาวศรี หรือตำบลสวนใหญ่ในปัจจุบัน ที่คงจะได้นำพันธุ์ทุเรียนของตนติดตัวเข้ามาปลูกในเมืองไทยด้วยนั่นเอง

ทุกวันนี้ชื่อบางตะนาวศรีเลือนไป เหลือเพียงคนเก่าคนแก่ที่ยังรู้จักย่านบางตะนาวศรีและคลองบางตะนาวศรี ส่วนคนมอญบางตะนาวศรีนั้นกลืนกลายเป็นไทยไปหมด สิ่งที่ยังพอหลงเหลือคือเครื่องปั้นดินเผาบางตะนาวศรี แม้ไม่โด่งดังเท่าหม้อไหดินเผาของมอญปากเกร็ด แต่ชื่อเสียงเก่าก่อนยังถูกเล่าขานกันในเรื่อง “หม้อบางตะนาวศรี ขัดมันดีใช้ทนทาน…” [8] และ “…เลื่องลือทุเรียนนนท์…” [9]

ความสับสนถึงที่มาของคำว่า “ทุเรียน” นั้นยังไม่เป็นที่ยุติ แม้จะมีความชัดเจนว่าทุเรียนไม่ใช่ผลไม้ไทย เป็นผลไม้แถบมะริด ทวาย และตะนาวศรี ที่ภาษาอังกฤษก็เรียกว่า durian ตามภาษาของคนในภูมิภาคนี้ และที่แน่นอนคือคำว่าทุเรียนก็ไม่ใช่ภาษาไทยอย่างแน่นอน

ผู้เขียนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์เบ็น (Benedict Anderson) นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ในงานเสวนาเขมร-มอญศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550 อาจารย์เบ็นยืนยันว่า “ทุเรียน” เป็นภาษามลายู เนื่องจากในภาษามลายูออกเสียงว่า “ดือรี” แปลว่า หนาม

ผู้เขียนสอบถามเพื่อนชาวมลายูก็ได้ความรู้ใกล้เคียงกันคือ “ดือรี” แปลว่า หนาม ส่วนคำว่า “ดือรีแย” แปลว่า หนามเยอะ ซึ่งก็คือทุเรียนนั่นเอง [10] แต่โดยส่วนรวมและส่วนตัวแล้วทั้งผู้เขียนและชาวมอญทั้งหลายต่างก็เชื่อว่า “ทุเรียน” เป็นภาษามอญ ภาษามอญออกเสียงว่า “ตูเรน” (dUernj) ไม่สามารถหาความหมายแยกย่อยลงไปได้อีก

ผู้เชี่ยวชาญภาษามอญและบาลีสันสกฤตกล่าวว่า “ทุเรียน” ไม่มีในภาษาบาลีสันสกฤต แต่ถ้าจะพูดถึงผลไม้ชนิดนี้แล้ว ก็จะเป็นการสร้างชุดคำนิยามขึ้นมาว่า “ผลไม้ที่กินด้วยความ (ทุร) ยากลำบาก” ซึ่งคำในภาษามอญยืมคำบาลีสันสกฤตมาใช้มากเช่นเดียวกับภาษาไทย ภาษามอญคงได้เอาศัพท์ “ทุร” ในภาษาบาลีมาใช้เรียกผลไม้ชนิดนี้ตามวิธีคิดแบบบาลีสันสกฤต

ประกอบกับข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ที่ระบุว่าทุเรียนเป็นพืชพื้นเมืองแถบมะริด ทวาย และตะนาวศรี ซึ่งใน 3 เมืองนี้มีประชากรทั้งกะเหรี่ยง ทวาย มอญ และชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกมาก ทั้งยังเคยอยู่ในปกครองของมอญในอดีตดึกดำบรรพ์ ดังนั้นผู้เขียนจึงเชื่อว่า “ทุเรียน” เป็นคำในภาษามอญ อย่างไม่เคยสงสัย

เมื่อทราบชื่อเสียงเรียงนามประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของทุเรียนแล้ว ก็เชื่อว่าต่อไปผู้คนคงจะกินทุเรียนอย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น อิ่มทั้งท้องและสมอง…

คลิกอ่านเพิ่ม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เชิงอรรถ

[1] วิเชียร ทองพันชั่ง. (2546). คู่มือการปลูกทุเรียน. น. 9.

[2] สรจักร ศิริบริรักษ์. (ปักษ์หลัง กรกฎาคม 2543). พลังผลไม้ ตอน น้อยหน่า น้อยโหน่ง ทุเรียนน้ำ และทุเรียน. คอลัมน์เภสัชโภชนา. พลอยแกมเพชร. 9 (204).น. 49.

[3] นฤมล มานิพพาน. (2537). การปลูกและขยายพันธุ์ทุเรียน : ราชาแห่งผลไม้. น. 26-27.

[4] ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์. (2546). แม่ครัวหัวป่าก์ เล่มที่ 1. น. 124-126.

[5] วิเชียร ทองพันชั่ง. (2546). คู่มือการปลูกทุเรียน. เล่มเดิม. น. 11.

[6] วิเชียร ทองพันชั่ง. (2546). คู่มือการปลูกทุเรียน. เล่มเดิม. น. 12.

[7] สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนนทบุรี. (2550). ประวัติจังหวัดนนทบุรี ช่วงก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.province.prd.go.th/nonthaburi/pro_gernaral.php. วันที่สืบค้น 15 สิงหาคม 2550.

[8] พิศาล บุญผูก เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, องค์ บรรจุน เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ 77 หมู่ 1 ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙.

[9] ทุเรียน หนึ่งในของดีที่ปรากฏอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ “พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา วัดเก่านามระบือ เลื่องลือทุเรียนนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ”

[10] อัศศิดิกร์ มะนอ เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายองค์ บรรจุน เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2550.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 กันยายน 2565