“ไม่เผาผี” คำประกาศตัดญาติขาดมิตร บั่นทอนพระเกียติในราชสำนัก

พระบรมราชานุสาวรีย์ วังหน้า "พระยาเสือ" ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพฯ

งานพระเมรุมาศและพระเมรุ มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเจ้านายพระองค์ที่ล่วงลับเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่กระนั้นก็มีเหตุขัดข้องในการจัดงานซึ่งกระทบต่อพระเกียรติยศอยู่เสมอ แต่ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยา จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความขัดแย้งถึงกับประกาศ “ไม่เผาผี”

ใคร “ไม่เผาผี” ใคร? อะไรเป็นเหตุ?

เรื่องนี้ นนทพร อยู่มั่งมี อธิบายไว้ใน “‘พระโกษฐลั่นยินแสยงพอแจ้งเหตุ’ : การ ‘ไม่เผาผี’ ในงานพระเมรุวังหน้า สมัยรัชกาลที่ 1” (ศิลปวัฒนธรรม, พฤศจิกายน 2551) ดังที่คัดย่อบางส่วนมานี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)


 

ก่อนจะ “ไม่เผาผี” นั้นจะต้องมีการ “เผาผี” ก่อนเสมอ ทั้ง 2 คำนี้เป็นภาษาพูดหรือภาษาปากที่แสดงการรับรู้เกี่ยวกับพิธีศพในสังคมไทยซึ่งมีความหมายดังนี้

เผาผี, ปลงศพ คือ ทำให้ซากศพคนตายถูกไฟไหม้เป็นเถ้าไป, คนเอาศพวางลง แล้วเอาฟืนใส่เข้า เอาไฟใส่เข้าให้ไหม้นั้น [1]

ไม่เผาผี เป็นสำนวน หมายถึง คำประกาศตัดญาติขาดมิตรโดยหมายว่า แม้ผู้นั้นจะตายแล้วก็ไม่ให้อภัย [2]

ความหมายของคำ เผาผี เป็นการบอกวิธีการเผาศพอย่างสามัญที่ปฏิบัติกันตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงเจ้านาย เป็นคำกลางๆ ที่เข้าใจโดยทั่วไป ส่วนคำ ไม่เผาผี มีความหมายในเชิงความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะงานศพเป็นโอกาสสุดท้ายที่ญาติมิตรจะแสดงความไว้อาลัยหรือขออโหสิกรรมต่อผู้ล่วงลับ ไม่ว่ายามเมื่อยังมีชีวิตจะขัดแย้งมากน้อยเพียงไรก็ตาม การไม่เผาผีจึงเป็นมาตรการลงโทษทางสังคม หรือจากเครือญาติขั้นรุนแรงที่สุด

การผลัดแผ่นดินของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งวิธีการสืบราชสมบัติและการแย่งชิงราชสมบัติ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า การปราบดาภิเษก พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยามี 34 พระองค์ ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน 33 ครั้ง ด้วยวิธีการสืบราชสมบัติ 21 ครั้ง และวิธีการชิงราชสมบัติ 12 ครั้ง

……..

…เมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแต่ละครั้ง ลูกต่างแม่ น้องชาย พี่ชาย มักก่อเหตุแย่งชิงบัลลังก์จากพระมหากษัตริย์ผู้เป็นลูกชายซึ่งสืบต่อราชสมบัติ ด้วยวิธีการนำกองกำลังที่ตนมีอยู่เข้าแย่งชิงราชสมบัติ เกิดการต่อสู้รบพุ่งจนเสียชีวิตเลือดเนื้อไพร่พลทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อฝ่ายแย่งชิงได้ชัยชนะ เสนาบดีมุขอำมาตย์จึงตั้งพิธีการปราบดาภิเษก [3]

เจ้านายฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำมักจบลงที่การถูกสำเร็จโทษอาจจะด้วยท่อนจันทน์หรือวิธีอื่นๆ ตามแต่ผู้มีชัยจะเห็นสมควร ซึ่งพิธีศพมักจะไม่ถูกกล่าวถึงแต่สันนิษฐานว่าพระศพของเจ้านายจะถูกฝังในบริเวณที่เรียกว่าโคกพระยา หรือหากมีการจัดงานถวายก็คงเป็นแบบเรียบง่ายที่สุด ในบางครั้งมีการจัดงานพระบรมศพหรือพระศพ แต่ก็พบว่าไม่ถูกต้องตามแบบแผนพระราชพิธีอันถือเป็นการลดพระเกียรติยศ เช่นคราวที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงจัดการกับพระบรมศพพระเจ้าท้ายสระที่ยกราชสมบัติให้กับเจ้าฟ้าอภัยพระโอรสจนเกิดเป็นศึกกลางเมืองเมื่อเปลี่ยนรัชกาล [4] ความว่า

“ทรงพระกรุณาตรัสว่า จะเอาพระบรมศพทิ้งน้ำเสีย ไม่เผาแล้ว พระยาราชนายกว่าที่กระลาโหมนั้น กราบทูลเป็นหลายครั้ง พระเจ้าอยู่หัวจึงให้ทำพระเมรุขนาดน้อย ขื่อห้าวาสองศอก ถวายพระเพลิงตามประเพณี” [5]

ข้อความข้างต้นบ่งชี้ว่า หากเจ้านายเป็นศัตรูทางการเมืองจะไม่มีการจัดงานพระบรมศพหรือพระศพ ซึ่งรวมถึงกรณีสำเร็จโทษเจ้านายด้วย แต่กรณีนี้การที่ทรงจัดพระเมรุขนาดน้อยถวายนับว่าผิดแบบแผนงานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าจัดอย่างสมบูรณ์แบบแล้วจะต้องเป็นพระเมรุขนาดใหญ่หรือพระเมรุเอกใช้ขื่อยาว 7 วา [6] และอาจถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เจ้านายประกาศไม่เผาผีด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งจะมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในสมัยต่อมา

……..

[สมัยกรุงรัตนโกสินทร์] กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงเป็นพระประมุขฝ่ายวังหน้าและพระอนุชาธิราช สวรรคตในปี พ.ศ. 2346 ขณะมีพระชนมายุ 60 พรรษา ในเบื้องแรกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้เตรียมงานพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติ โดยโปรดให้รื้อเอาทองที่หุ้มพระโกศกุดั่นใหญ่กุดั่นน้อยที่ทรงพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอทั้ง 2 พระองค์มาหุ้มพระโกศกรมพระราชวังบวรฯ และให้มีหมายประกาศโกนผมทั้งแผ่นดิน เว้นแต่คนผมมวย ผมเปีย ผมจุก [7] ซึ่งการประกาศไว้ทุกข์ครั้งนี้นับว่าเทียบเท่าพระมหากษัตริย์

แต่หลังจากเกิดกรณีพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ ในกรมพระราชวังบวรฯ เตรียมก่อกบฏ ทำให้ทรงเปลี่ยนพระราชหฤทัยที่จะจัดงานพระบรมศพคราวนี้…

การสวรรคตของกรมพระราชวังบวรฯ เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งระหว่างวังหลวงและวังหน้า ที่ปรากฏเค้าลางจากพระราชพงศาวดารในปี พ.ศ. 2339 ฝ่ายวังหลวงจับได้ว่าวังหน้าผลัดเปลี่ยนไพร่พลชุดใหม่เพื่อหวังชนะการแข่งเรือจนต้องเลิกแข่งนับแต่บัดนั้น ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ บาดหมางพระทัยไม่ลงมาเฝ้าเป็นเวลากว่า 2 เดือน รวมไปถึงการที่วังหลวงปฏิเสธเพิ่มเงินเบี้ยหวัดให้กับข้าราชการวังหน้า

ในครั้งนี้กรมพระราชวังบวรฯ ไม่ลงมาเฝ้าอีกเลย ทำให้พระยาเกษตร (บุญรอด) ขุนนางฝ่ายวังหน้านำปืนขึ้นป้อมตระเตรียมไพร่พล ส่วนวังหลวงเมื่อทราบข่าวก็ปฏิบัติเช่นกัน จนเกือบจะรบกลางเมือง ท้ายสุดเหตุการณ์คลี่คลายลงเมื่อสมเด็จพระพี่นางทั้ง 2 พระองค์เข้ามาเกลี้ยกล่อม [8]

อีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรฯ ทรงเป็นแม่ทัพยกไปตีทัพพม่าที่ล้อมเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2345 ขณะนั้นพระองค์ทรงพระประชวรหนักต้องประทับที่เมืองเถิน จึงทรงให้กรมพระราชวังหลังเป็นแม่ทัพขึ้นไปราชการศึกที่เชียงใหม่แทนและได้ชัยชนะ ส่วนทัพหลวงนำโดยกรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราชกับทัพของเจ้าอนุเมืองเวียงจันทน์มาถึงเชียงใหม่หลังจากที่ทัพพม่าแตกไปแล้วถึง 7 วัน ทำให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงตำหนิทัพหลวงเป็นอันมาก

พระองค์จึงทรงปรับโทษทัพหลวงและทัพเวียงจันทน์ด้วยการให้เร่งทัพขึ้นไปโจมตีทัพพม่าที่เมืองเชียงแสน ส่วนทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับไม่ทรงตำหนิทัพหลวงแต่ทรงตำหนิกรมพระราชวังหลังว่า ไม่ติดตามโจมตีทัพพม่าให้ราบคาบ ซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ทรงแก้ต่างให้ว่าเป็นเพราะพระองค์ประชวรทำให้กรมพระราชวังหลังทรงรีบกลับมาดูแลพระอาการ [9]

ความขัดแย้งปรากฏเค้าลางที่รุนแรงขึ้น ตามพระราชพงศาวดารกล่าวถึงพระราชดำรัสของกรมพระราชวังบวรฯ เป็นอุบายให้แก่พระโอรสทั้ง 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าลำดวน และพระองค์เจ้าอินทปัต ในช่วงบั้นปลายพระชนมชีพของพระองค์ถึง 2 ครั้ง ในครั้งแรกขณะที่ทรงพระประชวรหนัก ทรงใคร่จะทอดพระเนตรพระที่นั่งต่างๆ ที่ทรงสร้างไว้ให้สบายพระราชหฤทัย เมื่อเสด็จขึ้นพระเสลี่ยงทำตามพระประสงค์ทรงกล่าวว่า “ของนี้อุตส่าห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้ไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นครั้งนี้เป็นที่สุด ต่อไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น” [10]

ครั้นต่อมาหลังจากที่พระอาการประชวรมากขึ้น พระองค์เสด็จขึ้นพระเสลี่ยงมาวัดมหาธาตุเพื่อนมัสการลาพระพุทธรูปพระประธานในพระอุโบสถ แล้วมีพระราชบัณฑูรดำรัสเรียกพระแสงเพื่อจะทรงอุทิศถวายเป็นราวเทียน ครั้นเจ้าพนักงานติดจุดเทียนถวายตามพระประสงค์แล้ว พระองค์ทรงปรารภจะเอาพระแสงแทงพระองค์ถวายพระ แต่พระองค์เจ้าลำดวนเข้าแย่งพระแสงไว้ได้ ทำให้ทรงทอดพระองค์ลง ทรงพระกรรแสงแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนต่างๆ และเจ้านายในที่นั้นพากันทูลเชิญพระองค์ขึ้นพระเสลี่ยงกลับ ระหว่างทางมีพระดำรัสว่า “สมบัติทั้งนี้พระองค์ได้กระทำศึกสงครามกู้แผ่นดินขึ้นได้ ก็เพราะพระองค์ทั้งสิ้นไม่ควรจะให้สมบัติตกไปได้แก่ลูกหลานวังหลวงผู้ใดมีสติปัญญาก็ให้เร่งคิดเอาเถิด” [11]

พระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ เป็นที่ซึ่งสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงจุดเทียนเรียงติดพระแสงดาบถวายเป็นพุทธบูชา

ภายหลังพระดำรัสครั้งนี้ ทำให้พระโอรสทั้ง 2 พระองค์ ร่วมกับพระยากลาโหม (ทองอิน) ที่กรมพระราชวังบวรฯ รักเหมือนบุตรบุญธรรม พากันรวบรวมผู้คนฝึกซ้อมเตรียมก่อการ และแผนการนี้อาจเป็นที่ระแคะระคายแก่ฝ่ายตรงข้าม เห็นได้จากฝ่ายวังหลวงต้องถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอย่างเข้มงวดขณะเสด็จฯ วังหน้าเพื่อมาเยี่ยมพระอาการ…หลังจากที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคต บรรยากาศของความหวาดระแวงยิ่งปรากฏ เพราะบรรดาเจ้านายวังหลวงทุกพระองค์ที่ตามเสด็จสรงน้ำและทรงเครื่องพระบรมศพล้วนขัดดาบเข้าไปทั้งสิ้น [12]

ระหว่างงานพระบรมศพ ทางวังหลวงได้จับกุมพระองค์เจ้าลำดวนและพระองค์เจ้าอินทปัต ร่วมกับพระยากลาโหม (ทองอิน) มาไต่สวน ทราบว่าทั้งหมดจัดหาคนมีฝีมือมาชุบเลี้ยงซ่องสุมไพร่พลเพื่อเตรียมการประทุษร้ายในวันถวายพระเพลิง เจ้านายทั้ง 2 พระองค์ถูกถอดจากอิสริยยศเป็นเพียงหม่อมลำดวน หม่อมอินทปัต ก่อนนำไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ รวมทั้งผู้ร่วมก่อการทั้งหมดถูกประหารชีวิตในคราวเดียว…

กรณีเจ้านายวังหน้าคิดก่อกบฏ ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำริที่จะ “ไม่เผาผี” คือ ไม่จัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพกรมพระราชวังบวรฯ ตรัสว่า “กรมพระราชวังบวรรักลูกยิ่งกว่าแผ่นดินให้สติปัญญาให้ลูกกำเริบจนถึงคิดประทุษร้ายต่อแผ่นดิน เพราะผู้ใหญ่ไม่ดีจะไม่เผาผีแล้ว” [13]

ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายทัดทานว่าการไม่ทำพระเมรุถวายพระเพลิงไม่สมควร เพราะราษฎรที่ไม่ทราบความจริงจะพากันติเตียนได้ จึงทรงเปลี่ยนพระทัยและรับสั่งด้วยว่า “ขุนนางให้เผาก็จะเผา แต่จะทำพระเมรุนั้นจะทำบูชาพระบรมธาตุ เมื่อสมโภชพระบรมธาตุแล้วจึงจะเผาต่อภายหลังกันความนินทา” [14]

เหตุการณ์นี้ยังคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระราชดำริไม่จัดงานพระบรมศพพระเจ้าท้ายสระและแม้จะจัดก็ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนการถวายพระเกียรติ ครั้งนี้ก็เช่นกันพระเมรุถูกใช้เป็นเครื่องสมโภชพระบรมธาตุตามพระราชประสงค์ เพื่อกันข้อครหาจากเหล่าราษฎรมากกว่าถวายพระเกียรติแก่พระอนุชาธิราช พระเมรุถูกสร้างในปี พ.ศ. 2347 และดำเนินการไปตามพระราชดำรัสทุกประการ

การถอดพระยศเจ้านายในความผิดฐานกบฏเป็นประหนึ่งธรรมที่ปฏิบัติกันมานับแต่ต้นราชวงศ์ ต่างกับสมัยกรุงศรีอยุธยาเจ้านายหลายพระองค์ถูกสำเร็จโทษขณะที่ยังไว้พระยศ เช่น เจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศร พระโอรสของพระเจ้าท้ายสระ พ่ายศึกกลางเมืองต่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจนถูกกำจัด หรือกรณีเจ้านาย 3 พระองค์ หรือเจ้าสามกรม พระโอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศร่วมกันก่อกบฏในพระบรมมหาราชวัง ถูกพระเจ้าอุทุมพรสำเร็จโทษ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการถอดพระยศแต่อย่างใด [15] การใช้มาตรการนี้กำจัดศัตรูทางการเมืองสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงไม่จำเพาะชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบั่นทอนพระเกียรติยศในอีกทางหนึ่ง

และที่ยิ่งกว่านั้นคือการประกาศ “ไม่เผาผี” ที่ถือเป็นการตัดญาติขาดมิตรแม้ว่าจะจัดงานพระบรมศพถวายก็ตาม

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เชิงอรรถ :

[1] แดนบีช แบรดเลย์. อักขราภิธานศรับท์. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2514), น. 432.

[2] พจนานุกรมฉบับมติชน. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2547), น. 696.

[3] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บรรณาธิการ. อยุธยา : Discovering Ayutthaya. พิมพ์ครั้งที่ 5. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2550), น. 242-243, 246.

[4] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), น. 236-237. กล่าวว่า เมื่อครั้งก่อนสิ้นแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระทรงมอบราชสมบัติให้กับเจ้าฟ้าอภัย ซึ่งเป็นพระราชโอรส แต่ฝ่ายสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระไม่ทรงยินยอม ต่อมาเจ้าฟ้าอภัยได้ขึ้นราชาภิเษก สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงได้ปราบปรามจนสามารถปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมโกศในเวลาต่อมา

[5] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) และ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2543), น. 238.

[6] คำให้การขุนหลวงหาวัด, พิมพ์ครั้งที่ 1. (นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัย    ธรรมาธิราช, 2547), น. 227.

[7] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. น. 91.

[8] เรื่องเดียวกัน, น. 77-78.

[9] เรื่องเดียวกัน, น. 88, 90.

[10] เรื่องเดียวกัน, น. 93.

[11] เรื่องเดียวกัน. น.๙๓.

[12] เรื่องเดียวกัน, น. 91.

[13] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. น. 95.

[14] เรื่องเดียวกัน, น.95

[15] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) และ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), น. 237, 247.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2565