กำเนิดโรง(หญิง)โสเภณีสาธารณะยุคแรกของโลก และถกปมหลักฐานชี้ตัวผู้ริเริ่มแนวคิดนี้

ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพเขียนสีการร่วมเพศใน Lupanar สถานบริการมีชื่อในปอมเปอีที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน ในภาพจะเห็นว่าฝ่ายหญิงคาดบางอย่างบนหน้าอก (ภาพจาก Wikimedia Common ไฟล์ Public Domain)

ตามรอยข้อมูลโรงหญิงโสเภณีสาธารณะแห่งแรกของโลกที่เอเธนส์ เมื่อมีบทกวีชี้ว่า ผู้ริเริ่มจัดตั้งกิจการให้บริการ โสเภณี แบบสาธารณะคือ โซลัน (Solon) นักกฎหมายและนักปฏิรูป 

ถ้าหากพูดถึงอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คงหนีไม่พ้นอาชีพ “การค้าบริการทางเพศ” หรือที่เพศหนึ่งเรียกโดยใช้ศัพท์ติดปากกันว่า โสเภณี แม้เวลาล่วงเลยมานานแล้ว ในปัจจุบันยังมีหลายประเทศที่มองว่าเป็นอาชีพผิดกฎหมายและไม่มีกฎหมายรองรับรวมถึงในประเทศไทยด้วย

ในอดีต ยุคสมัยกรีกโบราณ สังคมยังไม่เล็งเห็นในเรื่องของศีลธรรมอันดีและคุณค่าของการรักษาพรหมจรรย์มากนัก การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิงจึงเป็นไปอย่างเสรี เนื่องจากทั้งชายและหญิงไม่มีความจำเป็นที่จะละอายใจต่อการประกอบกิจกรรมทางเพศของกันและกัน รวมทั้งโสเภณีเหล่านั้นก็ไม่ถือว่าเป็นตราบาปในชีวิตที่เกิดขึ้นขณะทำงาน

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่ต้องปกปิดความลับของฝ่ายที่ใช้บริการและฝ่ายผู้ให้บริการอีกด้วย เพราะถือว่าอาชีพนี้ทำกันเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติ

ความเป็นมาของโสเภณีในอดีต ธานี ชัยวัฒน์ เล่าไว้ในหนังสือ “ข้าม เคลื่อน เลื่อน ย้าย พลวัตผู้ค้าบริการทางเพศ ข้ามชาติในอาเซียน” ว่า เชื่อกันว่าน่าจะเริ่มต้นจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในแถบเอเชียตะวันตก เช่น ประเทศอินเดีย ผู้หญิงจะต้องเสียสละพรหมจรรย์เพื่อบูชาสิ่งศักสิทธิ์

แนวคิดแบบยุคโบราณ

ในอาณาจักรบาบิโลน หญิงสาวจะเสียสละพรหมจรรย์เพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนอื่น เช่น เงินทอง ถ้าชายหนุ่มถูกใจหญิงสาวคนใดคนหนึ่งที่นั่งเรียงรายอยู่ในวิหารเจ้าแม่อิชตาร์(Ishtar) ก็จะโยนเหรียญลงบนตักของหญิงสาว ธานี ผู้เขียนหนังสือดังกล่าวยังระบุว่า หลังประกอบพิธีเสร็จ หญิงสาวเหล่านี้จะกลับไปบ้านเมืองของตนและครองชีวิตคู่ต่อไป

ในอินเดียและบาบิโลนมีความเชื่อเดียวกันที่ว่า การเสียสละพรหมจรรย์ของหญิงสาวนั้นจะนำพาไปสู่โชคลาภ

ในการประกอบกิจกรรมนั้น การแต่งหน้าและแต่งกายสีฉูดฉาด ถือเป็นเอกลักษณ์ที่มีมายาวนานตั้งแต่ในอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างความดึงดูดให้แก่ผู้ที่เข้าใช้บริการ และมีแบ่งแยกชนชั้นระหว่างโสเภณีตามท้องถนนและโสเภณีตามซ่อง

เมื่อเวลาผ่านไป กิจกรรมของโสเภณีเริ่มแปรเปลี่ยนจากแง่มุมเชิงพิธีกรรมไปเป็นมิติเรื่องสะสมทุนเพื่อสมรส ยังมีความเชื่อว่า ผู้หญิงที่เป็นโสเภณีมาแล้วจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการเป็นภรรยาและมารดาด้วยซ้ำ

โสเภณียุคกรีก-โรมัน และบทบาทของโซลัน

ในยุคกรีก-โรมัน แนวคิดทางศาสนาเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเจริญทางวัตถุ ยุคนี้เกิดโรงหญิงโสเภณีสาธารณะแห่งแรกของโลกที่เอเธนส์ ธานี เล่าไว้ว่า ผู้ริเริ่มจัดตั้งโรงโสเภณีสาธารณะคือ นายโซลัน (Solon) นักกฎหมายและนักปฏิรูป โรงหญิงโสเภณีสาธารณะมีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ นำเงินรายได้มาใช้ในการกุศลทางศาสนา และไม่ให้เกิดลักลอบมีเพศสัมพันธ์และการคบชู้ ถือเป็นการบริการทางเพศยุคแรกของโลกก็ว่าได้

โซลัน (กำเนิดเมื่อราว 630 ปีก่อนคริสต์กาล เสียชีวิตเมื่อราว 560 ปีก่อนคริสต์กาล) ได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน 7 ผู้ปราดเปรื่องแห่งกรีซ

ข้อมูลเกี่ยวกับโซลัน ต้องอาศัยการปะติดปะต่อจากหลักฐานประเภทบทกวี หลักกฎหมายที่เขาตราขึ้น ธรรมเนียมที่สืบทอดกันแบบปากต่อปาก ไปจนถึงการสันนิษฐานจากขนบธรรมเนียมที่ปรากฏขึ้น เนื่องจากในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ ชาวกรีกยังไม่ได้เริ่มจดบันทึกประวัติศาสตร์หรือจดบันทึกประวัติบุคคลต่างๆ กระทั่งมาถึงศตวรรษที่ 5 ซึ่งเริ่มปรากฏการรวบรวมข้อมูลและผลงานของโซลัน

ธีโอดอร์ คาดูซ์ (Theodore John Cadoux) นักวิชาการที่เคยเป็นผู้บรรยายวิชาประวัติศาสตร์ยุคโบราณในมหาวิทยาลัยเอดินบระห์ (University of Edinburgh) อธิบายว่า จากหลักฐานประเภทการเดินทางและสถานะทางการเงิน ข้อมูลบ่งชี้ว่า โซลัน อาจเป็นพ่อค้าก็เป็นได้ ธีโอดอร์ เชื่อว่า โซลัน ถือกำเนิดในตระกูลที่มีฐานะปานกลาง

ทั้งนี้ บทบาทของโซลัน มีทั้งในแง่มุมทางการเมือง กฎหมาย และการเคลื่อนไหวปฏิรูปทางสังคมและการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้คนจดจำโซลัน อีกเรื่องหนึ่งคือบทบาทต่อการสร้างโรงโสเภณีสาธารณะ

ในบทกวีของ Philemon นักเขียนบทละครและบทกวี บรรยายเรื่องนี้ไว้ว่า โรงโสเภณีของโซลัน เปิดให้บริการสำหรับทุกผู้คน

อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์แล้ว สารในบทละครผลงานของ Philemon มักถูกตั้งคำถามว่าบอกเล่าออกมาสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับโซลัน ในแง่บทบาทต่อมาตรการด้านบริการทางเพศเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันเสมอ แต่ก็มีคำถามถึงเรื่องความน่าเชื่อถือของบันทึกโดยนักเขียนยุคโบราณว่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนเช่นกัน ข้อถกเถียงอย่างหนึ่งก็คือ โซลัน มีบทบาทต่อแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบโรแมนติกระหว่างชายหนุ่มกับชายที่อายุมากกว่าในยุคกรีกโบราณมากน้อยแค่ไหน

หรือแม้แต่ข้อถกเถียงว่า โซลัน มีความสัมพันธ์แบบนี้กับชายหนุ่มด้วยหรือไม่ โดยผู้ที่ตกเป็นเป้าคือ Pisistratus ซึ่งจะขึ้นปกครองเอเธนส์ ราวช่วง 561 ปีก่อนคริสต์กาล

โซลัน 

สำหรับข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับตัวโซลัน ที่พอมีน้ำหนัก นักประวัติศาสตร์อย่างธีโอดอร์ คาดูซ์ บอกเล่าไว้ว่า โซลัน เริ่มเป็นที่รู้จักในยุคนั้นมากขึ้นราวช่วง 600 ปีก่อนคริสต์กาล จากการปลุกระดมชาวเอเธนส์ ให้ฮึดสู้ในสงครามกับเพื่อนบ้านเพื่อครอบครองเกาะซาลามิส (Salamis) ซึ่งเป็นฝ่ายเอเธนส์ ได้ชัยในที่สุด

ในศตวรรษที่ 6 ถือเป็นช่วงเวลาที่เอเธนส์ เผชิญปัญหาหลายด้าน ในมิติทางสังคม ธีโอดอร์ อธิบายไว้ว่า เอเธนส์ในยุคนั้นอยู่ใต้เงาของการปกครองโดยคนชนชั้นสูง (aristocracy) ที่สืบเชื้อสายมาแต่กำเนิด คนกลุ่มนี้ถือครองที่ดินทำเลดี และมีอำนาจในการปกครอง

สังคมในเวลานั้นยังมีช่องว่างระหว่างชนชั้น เกษตรกรที่มีฐานะยากจนมักเป็นหนี้โดยง่าย เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ ลูกหนี้ก็ถูกบีบให้ทำงานรับใช้ในที่ดินของตัวเอง หรือในกรณีสถานการณ์เลวร้ายก็ถูกขายเป็นทาส

ขณะที่ชนชั้นกลางในหมู่ชาวนาที่พอมีกิน แรงงานที่มีฝีมือ และพ่อค้า ก็ไม่ค่อยพอใจแนวทางของรัฐบาล

บรรยากาศโดยรวมในเวลานั้น นักประวัติศาสตร์ยุคโบราณเชื่อว่า สภาพความบิดเบี้ยวในสังคม ระบบเศรษฐกิจ และการเมือง เมื่อสถานการณ์เดินไปจนสุดทางก็มีแนวโน้มนำไปสู่การแตกหัก และนำมาซึ่งเผด็จการทรราช เรื่องเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากบทบาทของโซลัน

ธีโอดอร์ มองว่า โซลัน เป็นบุคคลที่ชาวเอเธนส์ทุกชนชั้นหันไปพึ่งพาโดยหวังว่าจะช่วยสะสางปัญหา ส่วนหนึ่งคือเพราะโซลัน เชื่อในความพอดี และกฎระเบียบทางสังคมที่แต่ละชนชั้นมีตำแหน่งแห่งหนและหน้าที่ของชนชั้นนั้น ธีโอดอร์ อธิบายแนวทางของโซลันว่า

“ทางแก้ในแบบของโซลัน ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นการปฏิรูป”

ราว 594 ปีก่อนคริสต์กาล ช่วงเวลานั้น โซลัน มีตำแหน่งระดับ “ผู้นำ” (archon) อีก 20 ปีให้หลัง โซลัน ถึงได้รับอำนาจเต็มในฐานะนักปฏิรูปและงานด้านบัญญัติกฎหมาย

ปฏิรูปทางเศรษฐกิจ

แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของโซลัน มีบทบาทต่อการบรรเทาปัญหาความยากจนในยุคนั้น ส่วนหนึ่งคือไถ่ถอนที่ดินซึ่งถูกยึดและปลดปล่อยพลเมืองที่ตกเป็นทาส เชื่อกันว่า ต้นตอของแนวทางนี้อาจมาจาก “การออกคำสั่ง” โดยโซลัน

ทั้งนี้ โซลัน ปฏิเสธข้อเสนอโดยกลุ่มคนยากจนในเรื่องจัดสรรที่ดินใหม่ เขาหันมาผ่านระเบียบแนวทางเพิ่มความมั่งคั่งโดยรวมและเพิ่มทางเลือกสำหรับกลุ่มคนที่ไม่สามารถยังชีพตนเองด้วยการทำฟาร์ม สั่งห้ามส่งออกผลผลิตอื่นนอกเหนือจากน้ำมันมะกอก สืบเนื่องจากการส่งออกธัญพืชจำนวนมากส่งผลทำให้ไม่มีผลผลิตเพียงพอมาเลี้ยงประชากร

กระแสหมุนเวียนของเงินตราที่เป็นเหรียญก็ถูกกระตุ้นจากการผลิตเหรียญและระบบเหรียญโดยชาวเอเธนส์ในท้องถิ่น หลักฐานทางโบราณคดีช่วยพิสูจน์ความรุ่งเรืองและความแพร่หลายของผลิตภัณฑ์โดยชาวเอเธนส์ โดยเฉพาะน้ำมันมะกอกและเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนว่ามาตรการของโซลัน ได้ผล แม้ว่าความยากจนจะไม่ได้ถูกขจัดไปแบบหมดสิ้น แต่ก็ไม่ได้ปรากฏในระดับรุนแรงก่อนหน้ามาตรการของโซลัน

ปฏิรูปทางการเมืองและกฎหมาย

ไม่เพียงแค่ระบบเศรษฐกิจ โซลัน ยังมีบทบาทต่อการปฏิรูปทางการเมือง โดยขจัดการผูกขาดทางการเมืองที่อยู่ในมือกลุ่มชนชั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือการบริหารงานโดยกลุ่มพลเมืองที่มีฐานะ

เขานำระบบสำรวจประชากรโดยใช้ตัวแปรด้านรายได้รายปีซึ่งคำนวณจากปริมาณธัญพืช, มะกอก และไวน์ จากนั้นจึงแบ่งกลุ่มประชากรออกเป็น 4 กลุ่มโดยวัดจากรายได้ กรณีที่รายได้ของประชากรอยู่ในรูปแบบอื่น เช่น เงิน ก็ถูกประเมินด้วยระบบที่เท่าเทียมกัน หลังจากนั้นเป็นต้นมา สิทธิพิเศษทางการเมืองถูกแบ่งสันปันส่วนภายใต้พื้นฐานของการจำแนกเหล่านี้โดยไม่มีเรื่องเชื้อสายแต่กำเนิดมาเกี่ยวข้อง

พลเมืองทุกคนสามารถเข้าร่วมการประชุมทั่วไปได้ ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทต่อการผ่านกฎหมาย เลือกตัวเจ้าหน้าที่รัฐมารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลยังถูกสงวนไว้สำหรับประชากรกลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุด 2 กลุ่มแรก ขณะเดียวกันกลิ่นอายของธรรมเนียมดั้งเดิมก็ยังคงปรากฏอยู่ดี เห็นได้จากประชากรส่วนใหญ่ยังคงเลือกให้ความเชื่อถือและไว้วางใจกลุ่มคนที่เป็นสมาชิกของตระกูลชนชั้นสูงในกรณีที่เป็นตำแหน่งสำคัญอันดับต้นๆ อยู่ดี

ในด้านกฎหมาย โซลัน มีแนวคิดปรับเปลี่ยนการลงโทษแบบเดิมที่ใช้กันมาตามแนวทางของเดรโก้ (Draco – 621 ปีก่อนคริสต์กาล) เดิมทีบทลงโทษตามข้อหาพฤติกรรมที่เข้าข่ายอาชญากรรม แทบทั้งหมดคือลงโทษถึงแก่ความตาย โซลัน หันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนใหม่ให้ลงโทษขั้นถึงแก่ชีวิตแค่กรณีของข้อหาฆาตกรรมเท่านั้น รากฐานการปรับเปลี่ยนกฎหมายของโซลัน ยังคงพบเห็นได้ในร่องรอยของกฎหมายรัฐจนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่ 5

ภายหลังจากที่โซลัน ปฏิบัติหน้าที่ปฏิรูปตามบทบาทไปแล้ว กลับปรากฏว่าเกิดเสียงวิจารณ์จากทุกฝ่าย ฝั่งชนชั้นสูงที่หวังว่าการปฏิรูปของโซลัน จะส่งผลให้เกิดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนฝั่งกลุ่มคนที่มีฐานะยากจนหวังว่าข้อเสนอจัดสรรที่ดินอย่างเท่าเทียม ก็อยากผลักดันการจัดสรรที่ดินใหม่

โซลัน ถูกคาดหวังจากทุกกลุ่มชนว่าการปฏิรูปของเขาจะทำให้แต่ละกลุ่มพอใจ แต่ดูเหมือนว่า เขากลับไม่สามารถทำให้ทุกกลุ่มพอใจได้ตามที่หลายคนคาดหวัง ภายหลังเขาจึงออกเดินทางไปหลายพื้นที่เพื่อหลีกเลี่ยงจะต้องอธิบายสาธยายความเรื่องแนวทางของเขา แม้ว่าชาวเอเธนส์ ได้ยอมรับแนวทางที่โซลัน วางไว้(ตามข้อผูกมัด)เป็นระยะเวลา 10 ปี (จากที่เฮโรโดทัส นักเขียนกรีกได้บันทึกไว้ นักเขียนรายอื่นบันทึกไว้ว่าเป็นเวลา 100 ปี แต่เชื่อกันว่าตัวเลข 10 ปีน่าจะเป็นไปได้มากกว่า)

บทกวีของโซลัน บรรยายถึงการเดินทางไปอียิปต์และไซปรัส เมื่อเดินทางกลับถึงเอเธนส์ เขาพบว่าพลเมืองแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มตามแคว้นต่างๆ มีผู้นำคือชนชั้นสูงที่มีชื่อเสียง

เชื่อกันว่า เขาถึงแก่กรรมในไซปรัส ราวช่วง 560 ปีก่อนคริสต์กาล

คลิกอ่านเพิ่มเติม : “300” ยอดนักรบ “ชายรักชาย” ในยุคกรีกโบราณ


อ้างอิง :

ธานี ชัยวัฒน์. ข้าม เคลื่อน เลื่อน ย้าย พลวัตผู้ค้าบริการทางเพศ ข้ามชาติในอาเซียน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564.

Theodore John Cadoux. “Solon Greek statesman and poet”. Britannica. Access 27 JAN 2022. <https://www.britannica.com/biography/Solon>


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 มกราคม 2565