รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศห้ามคนอายุ 24-70 บวช เหตุ “คนพาล” หลีกหลบเข้าบวชเป็นพระ

พระสงฆ์พม่าที่ย่างกรุง เมื่อ ค.ศ. 1907

ในสมัยรัชกาลที่ 4 แวดวง “พระสงฆ์” ได้รับการดูแลกวดขันอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงผนวชมานานกว่า 27 ปี จึงทรงให้ความสำคัญกับเรื่องพระพุทธศาสนาอย่างมาก

เป็นที่ปรากฏมาช้านานว่า คนไทยมักใช้พระพุทธศาสนาเป็นร่มกาสาวพัสตร์คุ้มกันภยันตราย แต่อีกมุมหนึ่ง “คนพาล” ก็ใช้ร่มเงาพระพุทธศาสนาคอยป้องกันความผิดของตน หรือหาช่องทำเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ดังปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่า เถรจั่น พระสงฆ์รูปหนึ่งบวชอยู่ที่วัดทองเพลง ฝั่งธนบุรี แทงคนแล้วหลบหนีไป ทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“…ทุกวันนี้คนพาลอายุเกินอุปสมบทหลีกหลบเข้าบวชเปนเถรเปนเณร อาศรัยวัดทำการทุจริตหยาบช้าต่าง ๆ มีเปนอันมาก…”

ดังนั้น รัชกาลที่ 4 จึงทรงออกประกาศ “ประกาศเรื่องเถรจั่นแทงผู้มีชื่อแล้วหนีไป และห้ามไม่ให้บวชกุลบุตรอายุพ้น 24 ถึง 70 เป็นเถรเป็นเณร” เมื่อปีชวด พ.ศ. 2395 รัชกาลที่ 4 ทรงกำหนดไว้ว่า หากบุตรหลานถึงเกณฑ์จะบวชเป็นสามเณร “…ตั้งแต่อายุยังอยู่ในทารกภูมิ์ไปจนถึงอายุได้ 21 ปี…” ก็สมควรให้บวช แม้มีเหตุขัดข้องที่มิได้บวช รัชกาลที่ 4 ก็ทรงอนุโลมขยายเวลาให้อีก 3 ปี จนถึงอายุ 24 ปี หากพ้นไปกว่านั้น ถ้าไม่บวชเป็นพระสงฆ์ก็ให้สึกเสีย แต่หากอายุระหว่าง 24-70 ปี ไม่เคยบวชมาก่อน ห้ามมิให้บวชเป็นเณรหรือพระสงฆ์ในระหว่างนั้นเป็นอันขาด

ทั้งนี้วิเคราะห์ได้ว่า 1. ด้วยมีผู้อาศัยผ้าเหลืองบังหน้า กระทำการอันมิควรมิชอบทุจริตหยาบช้า ดังกรณีเถรจั่น จึงทรงออกประกาศดังกล่าว 2. รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่า ชายฉกรรจ์วัย 24 ปี เป็นต้นไปนั้น ควรออกมารับราชการงานแผ่นดิน เป็นกำลังเป็นแรงงานของบ้านเมือง มากกว่าบวชเป็นพระสงฆ์

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 4 ทรงอนุญาตให้ชายชราที่อายุเกิน 70 ปี ซึ่งอาจเป็นผู้ที่ “…หากินเลี้ยงชีวิตในฆราวาศนั้นขัดสน…” บวชเป็นพระสงฆ์ได้ ด้วยทรงเห็นว่า “…บวชเปนเถรเปนเณรพอได้บิณฑบาตฉันเลี้ยงชีวิตโดยง่าย…” 

แต่ชายที่ “…อายุกว่า 24 ปีขึ้นไปจนถึง 70 ปี มิให้บวชเปนเถรเปนเณรในระหว่างนั้นเปนอันขาดทีเดียว…”

อ่านเพิ่มเติม :


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มกราคม 2565