เวียงกุมกาม : เมืองโบราณใต้ตะกอนทราย

เวียงกุมกาม เป็นที่รู้จักกันมานาน นับจากที่กรมศิลปากรได้พบพระพิมพ์ดินเผาสกุลช่างหริภุญไชย (ลำพูน) จากการขุดแต่งทางโบราณคดีบริเวณวัดกานโถม (วัดช้างค้ำ) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ การขุดค้นยังคงดำเนินต่อมาภายหลังเป็นช่วงๆ

จาก พ.ศ. ๒๕๒๗-๒๕๔๖ เป็นระยะเวลาร่วม ๒๐ ปี ที่กรมศิลปากรได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณแห่งนี้ หลักฐานโบราณวัตถุและสถาปัตยกรรมที่พบทำให้เรื่องราวของเวียงกุมกามชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขุดค้นเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๖ พบประติมากรรมมกรคายมังกรที่วัดกู่ป้าด้อม และเครื่องถ้วยจีนที่ฝังจมอยู่ในชั้นดินใต้ตะกอนทรายบริเวณวัดหนานช้าง

ข้อมูลเหล่านี้ แม้จะไม่สามารถนำมาสรุปภาพรวมของเวียงกุมกามได้ครบถ้วน แต่ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้เผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการให้แก่ผู้ที่สนใจจะสืบค้นประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณแห่งนี้เพิ่มเติม

เวียงกุมกาม
ในเอกสารประวัติศาสตร์

เวียงกุมกาม เป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่ามีขนาดกว้างประมาณ ๖๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๕๐ เมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๔ ตำบล ๒ อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ คือตำบลท่าวังตาล ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี ตำบลหนองหอย และตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

เมืองโบราณแห่งนี้ หลักฐานจากตำนานพื้นเมืองทุกฉบับกล่าวพ้องกันว่าสร้างโดยพญามังรายในช่วงเวลาหลังจากที่พระองค์ผนวกเอาเมืองหริภุญไชยไว้ในพระราชอาณาจักรได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องศักราชการสร้างเวียงกุมกามของพญามังราย ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ เพราะเอกสารพื้นเมืองหลายฉบับระบุถึงศักราชที่พญามังรายทรงสร้างเวียงกุมกามไว้ต่างกัน โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนาน ๑๕ ราชวงศ์[1] ระบุว่าสร้างใน พ.ศ. ๑๘๒๙ “…เถิงปีรวายเส็ด สกราชได้ ๖๔๘ ตัว เจ้าพญามังรายย้ายมาตั้งส้างเวียงกุมกาม…”[2] ส่วนพงศาวดารโยนกระบุว่า “…ครั้นถึงปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๖๔๘ พระยาเมงรายจึงย้ายสถานมาสร้างเวียงกุมกาม ณ ที่ใกล้แม่น้ำระมิงค์…”

ตำนานเหล่านี้แม้จะเรียบเรียงมาจากตำนานพื้นเมืองต่างๆ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นเอกสารชั้นรองเพราะเรียบเรียงขึ้นในยุคหลัง ส่วนชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งพระรัตนปัญญาเถระได้เรียบเรียงขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๖๐ ถือว่าเป็นหลักฐานเอกสารที่เก่ากว่าฉบับอื่นๆ ระบุว่าพญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นใน พ.ศ. ๑๘๔๖ “…พระเจ้ามังรายได้สร้างนครกุมามเมื่อจุลศักราช ๖๖๕…”

เกี่ยวกับศักราชในการสร้างเวียงกุมกามนี้ เคยมีผู้เสนอว่าปีที่สร้างเวียงกุมกามควรเป็น พ.ศ. ๑๘๓๗ โดยให้เหตุผลประกอบ ๒ ประการ คือ

ประการที่ ๑ ปี พ.ศ. ๑๘๓๔ หลักฐานจากเอกสารจีนระบุว่าเป็นปีที่หริภุญไชยได้ส่งบรรณาการไปจีนแสดงว่าหริภุญไชยยังมิได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรของพญามังราย

ประการที่ ๒ ปี พ.ศ. ๑๘๓๕ พญามังรายเข้าตีเมืองหริภุญไชย และต่อมาอีก ๒ ปี จึงสร้างเวียงกุมกาม๓ ทั้งนี้โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ปรากฏในหลักฐานเอกสารจีนว่า “วันที่ ๓๐ เดือน ๘ ปีที่ ๒๙ รัชศกจื้อหยวน (๑๑ ตุลาคม ๑๘๓๕) มีพระบรมราชโองการให้ปู่ตุนหมางหวู่ หลูหมีสือ ยกกองทัพไปตีประเทศป่าไป่ซีฟู่”[4] โดยระบุว่าการโจมตีป่าไป่ซีฟู่หรือเมืองเชียงใหม่ในครั้งนั้น เป็นเพราะจีนไม่พึงพอใจที่พญามังรายโจมตีหริภุญไชยซึ่งถือว่าเป็นรัฐในบรรณาการ

เหตุผลทั้ง ๒ ประการที่นำมากล่าวอ้างนี้ อาศัยศักราชที่ได้สอบค้นโดยการใช้เอกสารจีนประกอบและมีผู้ให้เหตุผลประกอบว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏในศักราชตามชินกาลมาลีปกรณ์ตั้งแต่ช่วงพญามังราย-พญาผายู (พ.ศ. ๑๗๘๓-๑๘๙๙) มีความแม่นยำมากกว่าศักราชที่ปรากฏในเอกสารอื่น

ส่วนเรื่องราวหลังรัชกาลพญาผายูนั้น ศักราชที่ปรากฏในตำนาน ๑๕ ราชวงศ์มีความถูกต้องมากกว่า[5] ทั้งที่ชินกาลมาลีปกรณ์นี้พระรัตนปัญญาเถระรจนาเสร็จสิ้นใน พ.ศ. ๒๐๖๐ ในสมัยแผ่นดินพระเมืองแก้วและตกแต่งเพิ่มเติมมาถึง พ.ศ. ๒๐๗๑ แผ่นดินพระเมืองเกษเกล้า แต่ศักราชของเหตุการณ์ที่ปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์ หลังรัชสมัยพญาผายูซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการรจนาชินกาลมาลีปกรณ์กลับมีความถูกต้องน้อยกว่าเอกสารที่เขียนขึ้นในยุคหลัง

อย่างไรก็ตามยังมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งได้ชี้แนะหลักฐานบางประเด็นที่อาจต้องอธิบายเพิ่มเติม เช่น[6]

๑. ผู้เขียนอ้างถึงบทความของ Luce ที่อ้างอิงจากหยวนสื่อ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหอหลวง) ซึ่งระบุว่ามีเมือง Lo-hu (ละโว้) และเมือง Nu-jen (เมืองผู้หญิง) ส่งทูตไปจีนเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๑๘๓๒ และอีกครั้งในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๑๘๓๔ นั้น แท้จริงคือเมืองหริภุญไชยหรือไม่ เพราะเมืองที่ปกครองโดยผู้หญิงนั้นนอกเหนือจากหริภุญไชยแล้วยังมี Nu-wang ซึ่ง Luce เข้าใจว่าน่าจะเป็นดินแดนทางตอนเหนือของเจนละบกและเป็นเมืองเดียวกับส่งทูตไปจีนพร้อมละโว้ใน พ.ศ. ๑๘๓๒

๒. หากเชื่อตามชินกาลมาลีปกรณ์ว่าพญามังรายผนวกหริภุญไชยใน พ.ศ. ๑๘๓๕ แล้ว ทำไมไม่เชื่อตามเอกสารฉบับเดียวกันที่กล่าวว่า เวียงกุมกามสร้างใน พ.ศ. ๑๘๔๖

เป็นอันว่า ศักราชการสร้างเวียงกุมกามยังหาข้อยุติที่ลงตัวไม่ได้

วัดช้างค้ำ (กานโถม)

อย่างไรก็ดีก่อนการสร้างเวียงกุมกาม มีสถานที่อื่นที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้น ดังที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์หลายฉบับ เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานมูลศาสนา ตำนาน ๑๕ ราชวงศ์และพงศาวดารโยนก ล้วนระบุตรงกันว่า หลังการผนวกหริภุญไชยได้ใน พ.ศ. ๑๘๒๔ พญามังรายโปรดให้ “…ก็หื้อขุดแม่น้ำผ่าบ้าน หื้อเปนที่ตกท่าแห่งฅนทังหลาย ลวดรียกชื่อว่า แม่แช่ว มีภายหนอีสานแห่งเมืองละพูน อยู่ที่นั้นได้ ๓ ปลี น้ำท่วมเมื่อกลางวัสสา ช้างมล้างัวควาย หาอยู่บ่ได้ ลวดเรียกว่าเชียงเลิอ ต่อเท้าบัดนี้แล…”[7]

แม่แช่วที่พญามังรายทรงสร้างนั้น น่าจะเป็นเมืองขนาดเล็ก และอาจมีเพียงพนังดินที่เป็นผลมาจากการขุดลัดคุ้งแม่น้ำ มิได้เป็นเมืองที่มีขอบเขตกำแพง-คูเมืองมั่นคงแข็งแรง แต่ยังคงมีการอยู่อาศัยสืบเนื่องมา เนื่องจากในครั้งพญามังรายสร้างกาดกุมกามนั้น ตำนานพื้นเมืองหลายฉบับระบุว่ามีชาวแจ้ช้างเชียงเลิอ[8] ขี่เรือข้ามน้ำมาตลาดเรือคับคั่งชนกันล่มหลายลำ โดยในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าเชียงเลิอนั้นเป็นชื่อใหม่ของแม่แช่ว นอกจากนั้นยังปรากฏชื่อของเชียงเลิอว่าพันนาหนึ่งที่เข้าร่วมกับแสนคราวรบกับหมื่นหัวเคียนแสนหวีครั้งเมืองเชียงใหม่เกิดการจลาจลในช่วงปลายราชวงศ์มังรายราว พ.ศ. ๒๐๘๘”[9] และอาจเป็นได้ว่าในช่วงที่แม่น้ำปิงเปลี่ยนเส้นทางเดินจากด้านทิศตะวันออกของเมืองหริภุญไชยมายังด้านทิศตะวันตกนั้น เมืองนี้ได้ตื้นเขินลง

จากการสำรวจบริเวณตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน พบร่องรอยลำเหมืองขนาดเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า “แม่แช่ว” และเชื่อว่าเป็นที่เดียวกับแม่แช่วที่พญามังรายสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับหลังจากเวนเมืองหริภุญไชยให้อ้ายฟ้าปกครอง[10]

การสร้างเวียงกุมกามของพญามังรายนั้น เอกสารระบุรายละเอียดว่า “…หื้อขุดคือเวียงทั้งสี่ด้านไปเอาน้ำแม่ระมิงเข้าใส่คือ ตั้งลำเวียงรอดทุกด้าน…”[11] การแปลความจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าเวียงกุมกามมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๖๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๕๐ เมตร แต่สภาพปัจจุบัน แนวกำแพงด้านทิศตะวันตกและบางส่วนของด้านทิศเหนือไม่ปรากฏร่องรอย อาจเป็นได้ว่าความยาวที่แท้จริงของเวียงกุมกามน่าจะครอบคลุมถึงบริเวณวัดเจดีย์เหลี่ยมหรือกู่คำ ทั้งนี้เนื่องจากวัดกู่คำเป็นวัดที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้นเป็นวัดแรกของเวียงกุมกาม จึงควรอยู่ภายในบริเวณตัวเมือง

ผลการขุดตรวจทางโบราณคดีใน พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓ พบว่าแนวคูน้ำ-คันดินที่คั่นระหว่างด้านตะวันออกของวัดเจดีย์เหลี่ยม-วัดธาตุขาว และด้านทิศตะวันตกของวัดพระเจ้าองค์ดำ-วัดปู่เปี้ยนั้น เป็นร่องเหมืองที่ราษฎรขุดขึ้นในภายหลัง ไม่ใช่แนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกของเวียงกุมกาม และหลักฐานจากเอกสารที่ระบุว่า “…เจ้าเม็งราย ให้เอาดินที่หนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม…”[12] นั้น เจดีย์กู่คำจึงอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองเวียงกุมกามด้วย

๑ วัดหนานช้าง, ๒-๓ วัดกู่ป้าด้อม

นอกจากเจดีย์กู่คำแล้ว พญามังรายได้ทรงสร้างปราสาทราชมณเฑียรพร้อมสถาปนาวัดกานโถมและพระพุทธรูป ๕ พระองค์ขึ้นในชุมชนที่นับถือไม้เดื่อต้นหนึ่ง[13] ผลการขุดค้นทางโบราณคดีใน พ.ศ. ๒๕๒๗ บริเวณวัดช้างค้ำหรือวัดกานโถมได้พบเศษภาชนะดินเผาและพระพิมพ์ดินเผาศิลปะหริภุญไชย แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนในวัฒนธรรมหริภุญไชยอยู่ก่อนการสร้างวัดกานโถมแล้ว

เวียงกุมกามเป็นเมืองที่พญามังรายดำริให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าในลุ่มแม่น้ำปิงขึ้นแทนเมืองหริภุญไชย โดยโปรดให้สร้างตลาดกุมกามขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าขาย “แล้วพระยาเมงรายให้ตั้งตลาดกุมกามเป็นที่ประชุมซื้อขายแห่งชนทั้งหลาย…”[14] หลักฐานจากเอกสารพื้นเมืองหลายฉบับระบุว่าในครั้งนั้นการค้าขายภายในเวียงกุมกามเจริญรุ่งเรืองมากนักมีเรือล่องมาค้าขายคับคั่งจนชนกันล่มวันละหลายลำ

พ.ศ. ๑๘๓๓ พญามังรายยกทัพไปเมืองพุกามอังวะ ครั้งนั้นพระเจ้าอังวะได้ดำเนินทางพระราชไมตรีโดยการถวายนางอุสาปายโคพระราชธิดาพร้อมทั้งช่างโลหะแขนงต่างๆ แก่พญามังราย เช่น ช่างทองคำ ช่างหล่อ ช่างเหล็ก และช่างอื่นๆ มาไว้ยังเวียงกุมกาม เมืองรอยและเชียงตุง[15] ดังนั้นนอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางการค้าแล้ว เวียงกุมกามยังเป็นศูนย์กลางของช่างหัตถกรรม (สล่า) ในช่วงต้นๆ ของราชวงศ์มังรายอีกด้วย

หลักฐานจากเอกสารระบุว่า ในสมัยต้นราชวงศ์มังราย เวียงกุมกามมีความสำคัญควบคู่กับเมืองเชียงใหม่และลำพูนทั้งในกิจกรรมทางการเมืองและศาสนาดังเช่นครั้งพญาไชยสงครามราชโอรสของพญามังรายมีชัยชนะเหนือพญาเบิกในการศึกที่บ้านแม่ตาล พญามังรายโปรดให้ตีกลองอุ่นเมืองทั่วเวียงเชียงใหม่และกุมกาม[16]

นอกจากนั้นเวียงกุมกามยังเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ในช่วงต้นราชวงศ์มังราย ดังเช่นใน พ.ศ. ๑๘๕๓ ครั้งพญามังรายทรงพระประชวรได้เสด็จมาประทับยังเวียงกุมกาม และนางชิบคำอัครมเหสีของพญาแสนภู (พ.ศ. ๑๘๕๕-๑๘๘๗) ยังโปรดเสด็จไปยังเวียงกุมกามอยู่เสมอจนต้องมีการสร้าง “ขัวชิบคำ” เพื่อข้ามน้ำแม่โถไปยังเวียงกุมกาม และราชโอรสของพญาแสนเมืองมาซึ่งทรงพระนามว่าท้าวยี่กุมกามได้ประสูติ ณ เวียงกุมกามนี้[17]

พ.ศ. ๑๙๑๓ แผ่นดินพญากือนาได้อัญเชิญพระสุมนเถระจากสุโขทัยขึ้นมาพำนักอยู่ที่วัดพระยืนเพื่อเผยแผ่ศาสนาลังกาวงศ์ ได้มีความกล่าวถึงผู้คนจากเชียงใหม่และเวียงกุมกามไปนมัสการพระสุมนเถระที่หริภุญไชย “…ฝูงคนอันอยู่ภายในกุมกามเชียงใหม่โพ้นก็ดี ฝูงคนอันมีในเมืองหริภุญไชยนี้ก็ดี เขามีใจศรัทธาแก่มหาเถรเป็นเจ้า บางคนเข้าบวชจำศีลกระทำวีระอันดีแห่งสำนักมหาเถรเป็นเจ้า…”[18]

พ.ศ. ๑๙๕๔ สิ้นรัชสมัยของพญาแสนเมืองมา พญาสามฝั่งแกนราชโอรสขึ้นครองราชสมบัติยังนครเชียงใหม่ ในช่วงเวลานั้นเกิดข้อขัดแย้งทางธรรมวินัยระหว่างพระญาณคัมภีร์กับพระมหาสวามีอุทุมพร พระญาณคัมภีร์จึงไปหารือพระธรรมกิตติเพื่อพิจารณาความ ประจวบกับเวลานั้นอุบาสกผู้หนึ่งชื่อพิงไชย สร้างวัดบ้านลานหัวเวียงกุมกาม พระธรรมกิตติจึงให้พระญาณคัมภีร์ไปอยู่ยังวัดบ้านลานใน พ.ศ. ๑๙๖๕[19]

ใน พ.ศ. ๑๙๗๕ พระภิกษุลังกาวงศ์ได้อุปสมบทใหม่ที่ท่าน้ำกุมกาม[20] และหลังการสร้างเวียงเจ็ดลินของพญาสามฝั่งแกนใน พ.ศ. ๑๙๘๑ เวียงกุมกามก็ลดบทบาทลง เนื่องจากกษัตริย์นิยมไปประทับที่เวียงเจ็ดลิน รวมทั้งไม่ปรากฏชื่อเวียงกุมกามในพันนาทั้งหลายที่เกณฑ์เข้าร่วมรบศึกกับเมืองเชียงใหม่

อย่างไรก็ตามหลักฐานจากเอกสารพบว่าในช่วงเวลานี้เวียงกุมกามยังคงมีชุมชนอยู่โดยปรากฏชื่อหานสี่พันกุมกาม เข้ารบกับกองทัพของพระบรมไตรโลกนาถ และปรากฏชื่อหมื่นช้างกุมกามเป็นผู้เจรจากับชีมล่านพุกามมังลุงลว้าง ครั้งชีมล่านพุกามมังลุงลว้างเข้ามาทำลายศรีเมืองเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช[21] และการสรงน้ำดำเกล้าพระมหาพุทธพิมพ์ที่วัดเกาะกุมกามใน พ.ศ. ๒๐๖๐ รวมทั้งการประดิษฐานพระปฏิมาทองสัมฤทธิ์หนักประมาณ ๓ ล้านที่วัดกุมกามทีปารามหรือวัดเกาะกุมกาม ใน พ.ศ. ๒๐๖๒ และการสร้างวิหารใหญ่ที่วัดกู่คำใน พ.ศ. ๒๐๖๖ ในแผ่นดินพระเมืองแก้ว[22]

พ.ศ. ๒๐๖๘ พญาเกศเชษฐราชจากเมืองน้อยขึ้นครองนครเชียงใหม่ ในครั้งนั้นบ้านเมืองเป็นจลาจล จนใน พ.ศ. ๒๐๘๑ ก็ถูกกลุ่มขุนนางบังคับให้สละราชสมบัติให้กลับไปครองเมืองน้อยดังเดิม ท้าวซายคำราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์แทน แต่ในไม่ช้าก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ขุนนางจึงพร้อมกันเชิญพญาเกศขึ้นครองนครอีกครั้งแต่ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในเวลาต่อมา

สิ้นแผ่นดินพญาเกศฯ ขุนนางทั้งหลายต่างแย่งชิงกันเป็นใหญ่ ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนฝ่ายของตนเอง โดยขุนนางส่วนหนึ่งต้องการให้พระไชยเชษฐากษัตริย์แห่งล้านช้างผู้เป็นราชนัดดาของพระเมืองแก้วขึ้นครองราชสมบัติ แต่บ้านเมืองในยามนั้นเป็นจลาจล พระนางจิระประภาเทวีจึงเสด็จขึ้นครองเมืองชั่วคราว อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานี้ชาวเวียงกุมกามอาจมีกำลังไม่เพียงพอหรืออาจอพยพไปรวมกับชาวเชียงใหม่หรือลำพูน เพราะเมื่อหลังจากทัพของพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาตีเมืองลำพูนได้สำเร็จ ได้ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ตำบลต้นไร่เหนือกู่คำกุมกามโดยไม่พบหลักฐานว่ามีชาวเวียงกุมกามได้ร่วมกันต้านทัพกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด[23]

พ.ศ. ๒๐๘๙ พระไชยเชษฐาเสด็จขึ้นครองเชียงใหม่ แต่ใน พ.ศ. ๒๐๙๐ ก็เสด็จกลับล้านช้าง เมืองเชียงใหม่จึงว่างเว้นกษัตริย์นานถึง ๔ ปี ท้าวแม่กุจึงขึ้นครองราชสมบัติ ณ นครเชียงใหม่ แต่ล้านนายามนั้นจลาจลมาก ดังนั้นเมื่อทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกเข้ามาล้อมเมืองเชียงใหม่ได้เพียง ๓ วัน ก็สามารถผนวกเอาเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองล้านนาทั้งมวลไว้ได้ใน พ.ศ. ๒๑๐๑

ตลอดเวลาร่วม ๒๐๐ ปี ที่เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองล้านนาทั้งปวงตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และในช่วงเวลานี้ เรื่องราวของเวียงกุมกามก็เริ่มหายไปจากเอกสารพื้นเมือง

ในช่วงปลายของอำนาจทางการเมืองของพม่าในดินแดนล้านนา บ้านเมืองต่างๆ ตกอยู่ภายใต้ภาวะระส่ำระสาย ผู้คนต่างพากันทิ้งบ้านเรือนหลบไปอยู่ตามป่าเขา แม้พระเจ้ากาวิละและพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรีสามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. ๒๓๑๗ นั้น เมืองเชียงใหม่ก็ยังขาดแคลนกำลังพลเพียงพอที่จะตั้งรักษาเมือง พระเจ้ากาวิละจึงได้ตั้งมั่นอยู่ที่เวียงป่าซางถึง ๑๔ ปี จึงได้กลับมาตั้งมั่นฟื้นฟูบูรณะเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ดีเอกสารประวัติศาสตร์กล่าวชื่อท่าวังตาลในฐานะท่าเรือคมนาคมในลำน้ำปิง ในตอนต้นสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งยอมรับกันว่าท่าวังตาลเป็นท่าเรืออยู่ในบริเวณเขตเมืองโบราณเวียงกุมกาม นั่นหมายถึงความเป็นชุมชนได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว

สมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ที่เวียงกุมกามมากขึ้น โดยได้เริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานหลายแห่ง อาทิ เจดีย์เหลี่ยมหรือกู่คำที่ปฏิสังขรณ์โดยศรัทธาของหลวงโยนการวิจิตรคหบดีชาวพม่า และเจดีย์ที่วัดกานโถม (ช้างค้ำ) ส่วนโบราณสถานอื่นๆ ก็ยังคงถูกทิ้งร้างอยู่ จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการออกเอกสารสิทธิที่ดินให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ส่งผลให้โบราณสถานหลายแห่งตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ที่ดินของประชาชน

เรื่องราวเวียงกุมกามจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวมานี้ หลายประเด็นยังเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อย่างไรก็ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้น-ขุดแต่งกลุ่มโบราณสถานแห่งนี้ ก็นับเป็นข้อเท็จจริงอันสำคัญยิ่งที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์เวียงกุมกามจะนำไปประกอบการศึกษาเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวงวิชาการต่อไป

การศึกษาทางด้านปฐพีวิทยา
ของเวียงกุมกาม

บริเวณพื้นที่ตั้งของเวียงกุมกามมีความสูงประมาณ ๓๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะภูมิสัณฐานเป็นแบบที่ราบน้ำท่วมถึง (Alluvial plain) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทับถมของตะกอนลำน้ำในฤดูน้ำหลาก ทำให้เกิดเป็นสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบเรียบ มีความลาดเทประมาณ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ โดยมีแนวทิศทางการลาดเทจากด้านทิศเหนือลงสู่ทิศใต้และจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก[24] ตะกอนที่พบส่วนใหญ่จะเป็นตะกอนทรายหยาบ-ละเอียด มีดินเหนียวและทรายแป้งปะปนเล็กน้อย ซึ่งการทับถมในลักษณะนี้จะทำให้เกิดเป็นพื้นที่ราบลุ่ม (basin) เป็นแนวแคบๆ ไปตามความยาวของแม่น้ำปิง และคันดินธรรมชาติ (natural levee)

การขุดแต่งทางโบราณคดีในบริเวณโบราณสถานหลายแห่งในเวียงกุมกามที่ผ่านมา พบว่าชั้นดินที่ปกคลุมโบราณสถานนั้น จำแนกออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน คือ

๑. ชั้นดินที่ทับถมอยู่เหนือตะกอนน้ำพา โครงสร้างดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย สีน้ำตาล น้ำตาลปนเทาหรือน้ำตาลเข้ม มีเศษโบราณวัตถุและอินทรียวัตถุปะปนในชั้นดิน ชั้นดินนี้ทับถมอยู่บนชั้นทรายตะกอนน้ำพา จึงเป็นชั้นดินที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังจากที่น้ำท่วมเวียงกุมกามครั้งใหญ่และมีการใช้พื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน

๒. ชั้นดินตะกอนน้ำพา ส่วนใหญ่เป็นดินทราย พบตั้งแต่ทรายละเอียด-ทรายหยาบแทรกปะปนกัน ในบางแหล่งเช่นวัดอีก้างนั้น พบชั้นกรวดขนาดใหญ่ปะปนอยู่ด้วย ชั้นดินนี้เกิดจากการพัดพาของแม่น้ำปิง

๓. ชั้นดินที่ทับถมอยู่ใต้ชั้นตะกอนน้ำพา ชั้นดินนี้ส่วนใหญ่เป็นดินทราย และดินร่วนปนทรายสีน้ำตาลปนเทา มักพบเศษโบราณวัตถุปะปนอยู่ด้วย ชั้นดินนี้เป็นชั้นดินร่วมสมัยกับการใช้งานของโบราณสถานภายในเวียงกุมกามจนกระทั่งถึงช่วงเวลาทิ้งร้างของเวียงกุมกามก่อนน้ำท่วมครั้งใหญ่

พ.ศ. ๒๕๔๖ สำนักงานศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่, หจก. เฌอ กรีน และ ผศ.ชาติชาย ร่มสินธิ ได้ตรวจสอบลักษณะทางปฐพีวิทยาบริเวณแหล่งโบราณสถานวัดหนานช้าง พบว่าดินตัวอย่างเกือบทุกผนังชั้นดินมีปริมาณอินทรียวัตถุลดลงตามความลึก ยกเว้นตัวอย่างจากผนังชั้นดินด้านทิศตะวันออกของวัดหนานช้าง (บริเวณใกล้แนวพนังดิน) พบว่าปริมาณอินทรียวัตถุในชั้นดินล่างมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับสัณฐานของดินที่แสดงออกด้วยสีดินที่เข้มขึ้น ลักษณะเช่นนี้น่าจะบ่งบอกถึงการเป็นชั้นดินที่เคยมีคนอยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการพบหลักฐานกิจกรรมการหล่อโลหะที่พบบริเวณด้านหน้าซุ้มประตูโขง

ข้อมูลใหม่ใต้ตะกอนทราย

พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๖ สำนักงานศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ ได้ขุดแต่งโบราณสถานภายในเวียงกุมกามเพิ่มเติม คือ

วัดกู่ป้าด้อม

การขุดแต่งบริเวณอุโบสถใน พ.ศ. ๒๕๔๖ พบประติมากรรมมกรคายมังกรประดับผนังราวบันไดด้านนอกของอุโบสถ นับเป็นประติมากรรมนูนต่ำภาพแรกที่ปรากฏในศิลปะล้านนาและแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลวัฒนธรรมจีนในเวียงกุมกามอย่างเด่นชัด

และพบชิ้นส่วนพระเพลาเทวดาปูนปั้น ๑ ชิ้น ประทับนั่งหันด้านหลังเข้าชนกัน ลักษณะประติมากรรมเทียบเคียงได้กับภาพเทวดาปูนปั้นที่ประดับผนังวิหารเจ็ดยอด วัดมหาโพธารามที่พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๙๘ จึงเป็นได้ว่าเทวดาปูนปั้นที่พบนี้ ควรสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช และน่าจะมีอายุการใช้งานอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับประติมากรรมรูปมกรคายมังกรที่พบประดับผนังด้านนอกของราวบันไดอุโบสถในวัดเดียวกัน

ประติมากรรมรูปมกรคายมังกรที่พบ เป็นปูนปั้นนูนต่ำรูปมังกรแบบจีน ส่วนหัวของมังกรติดอยู่กับผนังในตำแหน่งตัวเหงา มีมกรคายส่วนลำตัวของมังกรออกมา ลำตัวของมกรพาดทับเป็นแนวราวบันไดประดับด้วยลายกนก การศึกษาในชั้นนี้พบว่าลวดลายปูนปั้นรูปมังกรปรากฏให้เห็นอยู่ที่ซุ้มโขงในวิหารวัดพระธาตุลำปางหลวงเช่นกัน[25] ที่ปลายซุ้มเป็นรูปมังกรหันหน้าออกจากกัน เอาหางพันกันขึ้นไป นอกจากนั้นยังพบที่ส่วนของนาคฑันต์ไม้สลักทำเป็นรูปตัวลวงของวิหารที่มีการสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ตัวลวงก็หมดความนิยมลงและมีการสร้างรูปพญานาคขึ้นมาแทนที่

๑ ประติมากรรมรูปมกรคายมังกร ประดับผนังด้านนอกราวบันไดอุโบสถ วัดกู่ป้าด้อม
๒ ต้า หมิง วัน ลี่ อักษรจีน ๖ ตัว ที่ก้นด้านนอกเครื่องถ้วยจีน ค้นพบที่วัดหนานช้าง

มังกร เป็นสัตว์เทพเจ้าตามความเชื่อของจีน เกิดจากการนำเอาส่วนต่างๆ ของสัตว์ ๕ ชนิดมาผสมกัน คือเขากวาง หัววัว ลำตัวงูที่ตกแต่งด้วยเกล็ดปลา เท้าแบบเหยี่ยว ตามคติจีนเปรียบมังกรเหมือนจักรพรรดิ โดยเฉพาะมังกร ๕ เล็บ ถือเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิ เช่นเดียวกับหงส์ ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดินี ผู้ใดจะนำไปใช้มิได้

ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับจีนนั้น เริ่มปรากฏร่องรอยตั้งแต่ก่อนพญามังรายผนวกอาณาจักรหริภุญไชย และเพิ่มบทบาทความสัมพันธ์ยิ่งขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ดังปรากฏหลักฐานในหมิงสือลู่ว่า พ.ศ. ๑๙๑๗ จีนเริ่มให้ความสนใจป่าไป่ซีฟู่อีกครั้ง และใน พ.ศ. ๑๙๓๑ ป่าไป่ซีฟู่ได้ส่งบรรณาการไปยังจีน[26] ทั้งนี้โดยได้พบร่องรอยที่สอดคล้องกันในตำนานพื้นเมืองหลายฉบับที่ระบุตรงกันว่าครั้งพญาสามฝั่งแกนครองเมืองเชียงใหม่ ได้มีการยกเลิกบรรณาการที่ส่งให้กับจีน จึงเป็นมูลเหตุให้จีนยกทัพมาตีเมืองเชียงแสนใน พ.ศ. ๑๙๔๕ และ ๑๙๔๘[27]

วัดหนานช้าง

การขุดแต่งโบราณสถานวัดหนานช้างในระหว่างวันที่ ๒๕ และ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กลุ่มเครื่องถ้วยจีน ๒ กลุ่ม จำนวนรวม ๕๕ ใบ

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจานขนาดเล็กเขียนลายสีน้ำเงินใต้เคลือบจำนวน ๘ ใบ สภาพสมบูรณ์จำแนกลวดลายที่ตกแต่งได้ ๒ กลุ่ม คือลายสวนหิน ๔ ใบ และลายหงส์แบบจีน ๔ ใบ พบวางตะแคงเรียงซ้อนกันในชั้นทรายตะกอนน้ำพาบริเวณพื้นที่ลาดด้านทิศตะวันตกของพนังดินหน้าวัดหนานช้าง ระดับล่างของชั้นดินนี้มีเศษถ่านและอินทรียวัตถุอื่นๆ ปะปนอยู่จำนวนหนึ่ง จากลักษณะและตำแหน่งของกลุ่มจานที่พบวางเรียงตะแคงซ้อนกันเป็นกลุ่ม แสดงว่ากลุ่มจานเหล่านี้ถูกมัดหรือบรรจุในลังไม้และอาจไหลลงมาจากบนยอดพนังดินซึ่งอาจเป็นที่อยู่อาศัย เนื่องจากในตำแหน่งใกล้เคียงได้พบร่องรอยของบ่อน้ำสร้างอยู่ในแนวพนังดินด้วย

กลุ่มที่ ๒ พบบรรจุอยู่ในไหเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาลถูกขุดฝังอยู่ใต้ชั้นดินทับถมพังทลายใต้ชั้นตะกอนทรายที่ทับถมกันหนาประมาณ ๑.๓๐-๑.๕๐ เมตร มีการวางเรียงอิฐกั้นระหว่างลำตัวไหและทรายบริเวณรอบๆ ปากไหปิดทับด้วยถาดสัมฤทธิ์และมีก้อนอิฐปิดทับ ๓ ก้อน ภายในไหบรรจุเครื่องถ้วยจีนและเครื่องใช้สัมฤทธิ์รวม ๕๑ รายการ เครื่องถ้วยเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พบทั้งประเภทเขียนลายด้วยสีน้ำเงินใต้เคลือบและลายเขียนด้วยสีเหลือง แดง เขียว ฟ้า และน้ำตาลเป็นรูปสัตว์และพรรณพฤกษาต่างๆ หลายชิ้นมีอักษรจีนจารึกใต้ก้น และ ๑ ในจำนวนนี้ มีหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นความสำคัญของบุคคลเป็นเจ้าของเครื่องถ้วยจีนกลุ่มนี้ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและจีนที่ไม่เคยปรากฏในเอกสารพื้นเมืองล้านนาฉบับใดๆ

เครื่องถ้วยจีนดังกล่าว เป็นจานลายคราม ที่ก้นด้านในเขียนลายหงส์แบบจีน ๒ ตัว ลำตัวด้านนอกเขียนลายหงส์แบบจีน ๑ ตัวและลวดลายพรรณพฤกษา ใต้ก้นด้านนอกเขียนอักษรจีน ๖ ตัว เขียนเรียงกันในแนวตั้ง ๒ แถว ความว่า “ต้า หมิง วัน ลี่” ระบุว่าจานใบนี้ทำขึ้นในสมัยพระเจ้าวั่นลี่แห่งราชวงศ์หมิงซึ่งครองราชย์ในประเทศจีนในช่วง พ.ศ. ๒๑๑๖-๒๑๖๒

ความสำคัญของจานใบนี้คือเป็นภาชนะที่ผลิตขึ้นในเตาหลวงภายใต้พระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าวั่นลี่เพื่อใช้เป็นเครื่องต้นสำหรับพระจักรพรรดิและมเหสี หรือเพื่อพระราชทานแก่พระมหากษัตริย์ของดินแดนที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและได้รับการยอมรับในพระราชอำนาจจากจักรพรรดิจีนเท่านั้น ไม่ใช่ภาชนะของบุคคลทั่วไป[28] และหากเป็นการได้มาโดยเป็นของตอบแทนบรรณาการแล้ว เครื่องถ้วยชิ้นนี้ ย่อมเข้ามาสู่ล้านนาโดยการพระราชทานของพระเจ้าวั่นลี่ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิของประเทศจีน

เครื่องถ้วยจีนแบบต่างๆ ค้นพบที่วัดหนานช้าง

ลักษณะการฝังไหซึ่งบรรจุกลุ่มภาชนะเครื่องถ้วยจีนในสมัยราชวงศ์หมิง พบว่าอยู่ในชั้นดินที่ต่ำกว่าระดับฐานรากของอาคารโบราณสถานวัดหนานช้าง ๒๐-๓๐ ซม. และมีซากปรักหักพังของอิฐปะปนอยู่ในชั้นดินตอนบนใต้ชั้นตะกอนทรายโดยไม่พบร่องรอยการขุดลงมาจากชั้นดินตอนบน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นการฝังเพื่อต้องการซุกซ่อนสมบัติเหล่านี้

หากลำดับเวลาของการปรากฏของเครื่องถ้วยชิ้นหนึ่งที่มีพระนามของจักรพรรดิวั่นลี่ ผู้ครองราชย์อยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๑๖-๒๑๖๒ กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินล้านนา พบว่าเป็นช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะวุ่นวายมีการแย่งชิงอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก โดยเฉพาะในช่วงหลังสมัยของพระนางวิสุทธิเทวีเชื้อสายของราชวงศ์มังรายองค์สุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๑๒๐ พม่าได้แต่งตั้งมังนรธาช่อขึ้นปกครองเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๑๐๒-๒๑๕๐) ในช่วงนี้เกิดการจลาจลเนื่องจากการแย่งอำนาจของกลุ่มการเมืองในพม่า ทำให้ขุนนางพม่าที่ปกครองล้านนาต่างแย่งชิงอำนาจกันด้วย และใน พ.ศ. ๒๑๔๑ ทัพกรุงศรีอยุธยาจึงยกขึ้นมาตีบ้านเมืองรายรอบเมืองเชียงใหม่ได้[29] ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๑๗๔ เจ้าเมืองเชียงใหม่ถูกจับไปหงสาวดี[30]

ดังนั้นเจตนารมณ์ของการฝังซ่อนสมบัติที่วัดหนานช้าง อาจมีสาเหตุมาจากความวุ่นวายของบ้านเมืองในช่วงนั้น และหากนำมาเชื่อมโยงกับเหตุกาณ์ทางธรรมชาติที่พื้นเมืองเชียงแสนระบุถึงการเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ใน พ.ศ. ๒๒๐๐ ความว่า “…สกพทได้ ๑๐๑๙ ปีเมิงเร้า (พ.ศ. ๒๒๐๐) น้ำท่วมเมืองชุแห่ง พระแสนเมือง ได้เป็นเจ้าฟ้าแล้ว มานั่งเมืองแล…”[31] สอดคล้องกับพงศาวดารโยนกที่ระบุว่า “…ลุศักราช ๑๐๑๙ ปีระกา นพศก บังเกิดน้ำเหนือหลากมามาก ท่วมเมืองทุกแห่ง พระแสนเมือง ได้กลับจากกรุงอังวะในปีนั้น…”[32] ทำให้แปลความได้ว่า เครื่องถ้วยจีนกลุ่มนี้ถูกฝังก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใน พ.ศ. ๒๒๐๐ จนถึงสมัยพระยาสุลวฤาไชย (หนานทิพย์ช้าง) เหตุการณ์เกี่ยวกับเชียงใหม่ได้ถูกจดบันทึกเพียงข้อความสั้นๆ และไม่ปรากฏชื่อของเวียงกุมกามในบรรดาหัวเมืองต่างๆ ที่ก่อการจลาจลหลังการทิวงคตของพระยาสุลวฤาไชยใน พ.ศ. ๒๓๐๒ ทั้งที่เอกสารดังกล่าวระบุชื่อเมืองต่างๆ ที่ก่อการจลาจลมากมายไม่เว้นแม้แต่ชุมชนขนาดเล็ก เช่น สะปุง และร้องจี่ “…ยามนั้น บ้านเมืองทั้งมวลข้ำเขือกเยือกไหวไผเมืองมัน ชิงกันเป็นเจ้าเป็นนาย เกิดเป็นโกลาหลชุแห่ง ลำพูน เชียงใหม่ บ้านสัน วังพร้าว ทะกาน หนองหล้อง ร้องจี่ จอมทอง สะปุง ป่าซาง บ้านเหนือรบบ้านใต้ บ้านใต้รบบ้านเหนือ เป็นเสี้ยนศึกฆ่าฟันกัน…”[33] อย่างน้อยแสดงว่า ความเป็นบ้านเมืองของกุมกามไม่ปรากฏแล้วตั้งแต่ตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ ๒๔

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งจากการขุดแต่งบริเวณด้านทิศตะวันออกของวัดพระเจ้าองค์ดำ วัดพญามังราย และวัดหนานช้างซึ่งเป็นแนวที่อยู่ถัดแนวปิงห่างมาทางตะวันตก พบแนวพนังดินทอดยาวจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ ใต้แนวพนังดินดังกล่าวพบโกลนดินของพระพุทธรูปหลายชิ้น บางชิ้นแสดงลักษณะพระอุระอวบอ้วนแบบล้านนา และบางชิ้นเป็นโกลนดินพระพุทธรูปทรงเครื่องโดยยังคงปรากฏร่องรอยของมงกุฎบนพระเกศา[34]

การศึกษาของศักดิ์ชัย สายสิงห์[35] พบว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องในล้านนานั้น น่าจะเริ่มสร้างในช่วงแผ่นดินพระเจ้าติโลกราช โดยน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาพเทวดาปูนปั้นที่ประดับผนังวิหารวัดมหาโพธารามหรือวัดเจ็ดยอดที่พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่กระทำอัฐฐมสังคายนาใน พ.ศ. ๑๙๙๘ การพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยในครั้งนี้ นับเป็นหลักฐานประการสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแนวคันดินดังกล่าวนั้น ควรสร้างขึ้นในช่วงหลัง พ.ศ. ๑๙๙๘ และน่าจะเป็นการสร้างขึ้นหลังการสร้างวัดหนานช้างเพื่อใช้เป็นพนังดินที่ช่วยแก้ปัญหาการไหลบ่าของน้ำปิงห่าง

กรณีของปิงห่าง มีรายงานความก้าวหน้าการศึกษาตะกอนวิทยาของร่องน้ำที่เชื่อว่าเคยเป็นแม่น้ำปิงนั้น พบว่าเป็นเพียงร่องน้ำที่เกิดจากการขุดลอกเพื่อชักน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอผลการศึกษา ซึ่งจะเป็นประเด็นให้เกิดการเสวนากันได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

สรุปเรื่องเวียงกุมกาม

จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในเวียงกุมกามที่ผ่านมา สรุปผลความก้าวหน้าได้ดังนี้

๑. พญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นในบริเวณชุมชนในวัฒนธรรมหริภุญไชย

๒. ศักราชในการสร้างเวียงกุมกาม ยังหาข้อสรุปไม่ได้

๓. การพบประติมากรรมปูนปั้นรูปมกรคายมังกร เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ของอาณาจักรล้านนาและจีนในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ที่เด่นชัด

๔. กลุ่มเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงกลุ่มที่ ๒ พบในไหที่ฝังอยู่ในบริเวณวัดหนานช้าง เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๑๑๖ และก่อน พ.ศ. ๒๒๐๐

๕. การฝังเครื่องถ้วยจีนกลุ่มที่ ๒ อยู่ในช่วงการจลาจลของบ้านเมือง และเป็นการฝังก่อนการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

๖. จากลักษณะชั้นดินทับถมปนเศษโบราณวัตถุหนาแน่น และการขุดฝังไหภาชนะในชั้นดินดังกล่าว สันนิษฐานได้ว่าวัดหนานช้างกลายเป็นวัดร้างในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เพราะไม่พบโบราณวัตถุสมัยหลังๆ บนชั้นดินตอนบน

๗. การทิ้งร้างของวัดหนานช้าง จะรวมถึงการทิ้งร้างของเวียงกุมกามด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอผลการขุดแต่งโบราณสถานอื่นๆ อีก เพราะลักษณะการถูกทับถมโดนตะกอนทรายหนาประมาณ ๑.๕ เมตร นอกจากที่วัดหนานช้างแล้ว ได้พบที่วัดกู่ป้าด้อมและวัดโบสถ์ที่อยู่ค่อนมาทางทิศตะวันตกของเมือง ส่วนโบราณสถานอื่นๆ มีการทับถมของตะกอนทรายเพียง ๐.๕-๑ เมตร เท่านั้น โบราณสถานเหล่านี้อาจมีการใช้ประโยชน์ภายหลังมหาอุทกภัยก็เป็นได้

ลดแรง 30% สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64 ลดราคา 30% แถมฟรีอีก 1 เดือน (12 ฉบับ / 1 ปี + แถมฟรี 1 เดือน) คลิกสมัครหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


เชิงอรรถ

[1] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ใช้เอกสารต้นฉบับหลักจากวัดพระงาม ซึ่งจารขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗ ส่วนตำนาน ๑๕ ราชวงศ์นั้น รศ.สมหมาย เปรมจิตต์ ใช้ต้นฉบับจากวัดเมธังกรวาส ซึ่งจารขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ในการสอบชำระ

[2] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ ๗๐๐ ปี หน้า ๒๖ และตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ หน้า ๒๕

[3] สรัสวดี อ๋องสกุล. เวียงกุมกาม การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโบราณในล้านนา. ๒๕๓๗, หน้า ๓๓-๓๔.

[4] จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา. ประวัติศาสตร์เวียงกุมกาม. เอกสารอัดสำเนา. ๒๕๔๕, หน้า ๔ อ้างจาก วินัย พงศ์ศรีเพียร. ป่าไป่ซีฟู่-ป่าไป่ต้าเตี้ยน เชียงใหม่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีนโบราณ. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน, ๒๕๓๙), หน้า ๑๖๐.

[5] วินัย พงศ์ศรีเพียร. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๗.

[6] จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๔.

[7] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี หน้า ๒๖, ส่วนพงศาวดารโยนก หน้า ๒๕๙ เรียกแม่แช่ว, ตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ เรียกเวียงแซ่ว, ตำนานมูลศาสนา หน้า ๑๘๖ เรียกเมืองเซ่

[8] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี หน้า ๒๖

[9] อ้างแล้ว หน้า ๒๖ และ ๘๘

[10] สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๖ เชียงใหม่. รายงานการขุดแต่งและปรับสภาพภูมิทัศน์โบราณสถานวัดเกาะกลาง จ.ลำพูน. ๒๕๔๒, หน้า ๖.

[11] คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. หน้า ๒๐.

[12] พงศาวดารโยนก หน้า ๒๖๐ และชินกาลมาลีปกรณ์ หน้า ๑๐๒

[13] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี หน้า ๒๕-๒๖, ตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ เล่ม ๑ ผูก ๑-๒ หน้า ๗๑

[14] พงศาวดารโยนก. ๒๕๑๖, หน้า ๒๕๙.

[15] พงศาวดารโยนก หน้า ๒๖๓-๒๖๔, และตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ เล่ม ๑ ผูก ๑-๒ หน้า ๘๓

[16] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๓๓

[17] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๔๖ และตำนาน ๑๕ ราชวงศ์ เล่ม ๒ ผูก ๓-๔ หน้า ๙

[18] ประชุมศิลาจารึกภาค ๓ หน้า ๑๓๘

[19] ดร.ประเสริฐ ณ นคร. ตำนานมูลศาสนาเชียงราย เชียงใหม่ เชียงตุง. ๒๕๓๗, หน้า ๑๗๐.

[20] รศ.สรัสวดี อ๋องสกุล, ๒๕๓๗ อ้างจาก สุรสิงห์สำรวม ฉิมพะเนาว์, ผู้ปริวรรต. คลองเจือพญากือนา. หน้า ๕๐.

[21] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี หน้า ๖๑-๗๕

[22] ชินกาลมาลีปกรณ์ หน้า ๑๔๒-๑๖๑

[23] พงศาวดารโยนก หน้า ๒๘๓-๒๘๔ และตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๙

[24] หจก. เชียงใหม่นรินทร์กรุ๊ป. รายงานการสำรวจแผนผังบริเวณเวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๔๖.

[25] หจก. ช่อฟ้าก่อสร้าง. รายงานการขุดแต่งและออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานวัดกู่ป้าด้อม. ๒๕๔๖, หน้า ๒๙.

[26] วินัย พงศ์ศรีเพียร. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๙๕.

[27] สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๖ เชียงใหม่. รายงานการขุดปรับ-ขุดแต่ง ออกแบบเพื่อการบูรณะและปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์เมืองเชียงแสน. ๒๕๔๓, หน้า ๙-๑๓.

[28] ข้อมูลจากการสังเกตการณ์และสัมภาษณ์ ณัฐภัทร จันทวิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องถ้วยจีน สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๗

[29] พงศาวดารโยนก หน้า ๔๐๖

[30] สรัสวดี อ๋องสกุล. พื้นเชียงแสน. เอกสารอัดสำเนา. หน้า ๕๕.

[31] สรัสวดี อ๋องสกุล. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๒๑.

[32] พระยาประชากิจกรจักร์. พงศาวดารโยนก. หน้า ๔๑๐.

[33] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า ๘๙

[34] หจก. เฌอ กรีน. รายงานการขุดแต่งและออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานวัดหนานช้าง. ๒๕๔๖, หน้า ๒๖๓.

[35] ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา. ๒๕๓๒, หน้า ๑๐๔.


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ.2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป