ถกปมตั้ง “พระสยามเทวาธิราช” บนยอด “รัฐสภา” เป็นสัญลักษณ์ปชต. หรือศาสนสถาน กันแน่?

ภาพถ่าย อาคาร​รัฐสภา​แห่ง​ใหม่ 'สัปปายะ​สภา​สถาน' ที่เกียกกาย จากมุม​ริม​ฝั่ง​แม่น้ำ​เจ้าพระยา กรุงเทพฯ เมื่อวัน​ที่ 12 มีนาคม 2564 ภาพจากห้องสมุดภาพ มติชน สงวนลิขสิทธิ์
ภาพถ่าย อาคาร​รัฐสภา​แห่ง​ใหม่ 'สัปปายะ​สภา​สถาน' ที่เกียกกาย จากมุม​ริม​ฝั่ง​แม่น้ำ​เจ้าพระยา กรุงเทพฯ เมื่อวัน​ที่ 12 มีนาคม 2564 ภาพจากห้องสมุดภาพ มติชน สงวนลิขสิทธิ์

การจัดตั้ง รัฐสภา ที่เกียกกาย ตามแนวคิด “สัปปายะสภาสถาน” มีการออกแบบให้ตั้งเทวรูปพระสยามเทวาธิราชอยู่บนยอดจัตุรัสสีทองบนหลังคาของรัฐสภา ซึ่งนำมาสู่ข้อถกเถียงว่า “สัปปายะสภาสถาน” คือสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย หรือศาสนสถานกันแน่ ?

คำว่า “สัปปายะสภาสถาน” แปลว่า ที่สงบ สะดวกสบาย (ชาตรี ประกิตนนทการ, 2562) ขณะที่ลักษณะของโครงสร้างอาคารนั้น นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมอย่างศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ มองว่า โครงสร้างทั้งหมดนำมาจากไตรภูมิและเขาพระสุเมรุ หากมองจากภายนอกอาจทำให้นึกถึงเขาพระสุเมรุ เช่นลักษณะมีมณฑปหรือเจดีย์ทองอยู่บนยอด

ที่ผ่านมามีข้อมูลว่า ผู้ออกแบบตั้งใจให้ยอดจัตุรมุขสีทองบนหลังคาสูงเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระสยามเทวาธิราชไว้ภายใน (คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง, 2564)

มุมมองที่สะท้อนแนวคิดของการสร้าง “สัปปายะสภาสถาน”

มุมมองเกี่ยวกับข้อถกเถียงนี้มีหลายคนให้ความเห็นแตกต่างกันออกไป เช่น ศ.ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ มองว่า มีข้อบกพร่องหลายประการ เช่น นำเอาแนวคิดทางศาสนาเข้าไปออกแบบ โดยเฉพาะหลักศีลธรรมทางศาสนาที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรม ซึ่งเท่ากับทำลายแนวคิดรัฐฆราวาสวิสัย (secular state) ที่มองเรื่องแยกศาสนาจากรัฐ และทำให้รัฐเข้าใกล้คำว่า “รัฐศาสนา” เข้าไปทุกที

สำหรับนายคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ผู้เขียนหนังสือ “ภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง(ไม่)ห้ามเรื่องการเมือง?” ได้กล่าวถึงปัญหาที่บกพร่องของอาคารรัฐสภาหรือ “สัปปายะสภาสถาน” เอาไว้ว่า การออกแบบลักษณะนี้สะท้อนความสับสนทางความคิดหลายเรื่อง เช่น คนทั่วไปหรือผู้มีอำนาจรัฐมักจะสับสนระหว่างศีลธรรมทางศาสนากับจริยธรรมทางโลก โดยศีลธรรมทางศาสนามีลักษณะของความเชื่อที่แตกต่างกันตามกลุ่มศาสนา

“ชาวพุทธเห็นสุราเป็นของผิดศีล ในขณะที่ชาวคริสต์ไม่ได้เชื่ออย่างนั้น หรือการไม่นับถือพระเจ้าเป็นลักษณะของชาวพุทธ แต่ศาสนาอื่นๆ มองเห็นเป็นเรื่องร้ายแรงสุดทีเดียว ฯลฯ ถ้าเอาอย่างใดอย่างหนึ่งมาบังคับใช้กับทุกคนย่อมจะเกิดปัญหาแน่นอน”

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง มีความเห็นว่า ไม่ควรนำศีลธรรมทางศาสนามาบังคับใช้หรือกลายเป็นนโยบายของรัฐ แต่ควรใช้จริยธรรมทางโลกซึ่งมีลักษณะเป็นสากลมาใช้แทน เช่น การยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล และการนำเอาศีลธรรมหรือแนวคิดพุทธศาสนามาใช้ในการสร้างรัฐสภา ก็ไม่สอดคล้องกับคุณค่าของสากลแบบหลักประชาธิปไตย

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ยังมองว่า ในรัฐสภาควรสะท้อนการยอมรับความแตกต่างหลากหลายตามรูปแบบของความเป็นประชาธิปไตย การออกแบบควรสะท้อนแนวคิดนี้ในการบริหารรัฐ ฉะนั้น การเชิดชูพุทธศาสนาในทางรูปแบบและความคิดมาอยู่เหนือความเชื่อผ่านงานสถาปัตยกรรม ย่อมไม่ใช่การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย

นอกเหนือจากนั้น การออกแบบนี้ยังก้าวไม่พ้นมโนสำนึกเรื่องนักการเมืองเลวที่ต้องขัดเกลาด้วยศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่จัดให้คนพวกนั้นจะต้องซึมซับไตรภูมิจนกว่าจะเป็น “เทวดา” อันควรค่าแก่วิมานอันสัปปายะ

ทั้งนี้ยังมีมุมมองจากอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รศ.ดร.ชาตรีประกิตนนทการ ที่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร WAY โดยกล่าวถึงความไม่เหมาะสมของการออกแบบสถานสถาปัตยกรรมแห่งนี้อีกด้วย โดยมองว่า

“รัฐสภาหลังนี้มันเป็นอาคารที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยมันควรจะเป็นพื้นที่ที่เป็นอุดมคติของการแสดงให้เห็นว่าประชาชนนั้นมีอำนาจมากที่สุด แต่รัฐสภากลับเลือกใช้รูปแบบในเชิงศาสนา มันยิ่งทำให้เราถอยห่างจากหลักการความเป็นประชาธิปไตย”

มุมมองที่สะท้อนแนวคิดของการตั้ง “พระสยามเทวาธิราช”

คนไทยคงทราบกันดีว่าทำไมประเทศไทยถึงได้มีการบูชา “พระสยามเทวาธิราช” เป็นความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมาหลายรุ่น ว่ากันปากต่อปาก โดยเทวดาองค์นี้เริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

คมกฤช บอกไว้ว่า สำหรับเขาแล้ว พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาการเมืองมาตั้งแต่ตั้งเป็น “ผี” ที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างไทย (รับมาจากพราหมณ์) เหมือนรูปเคารพพระภูมิที่เราเห็นกัน แต่มีป้ายชื่อ “จีน” อยู่ด้วย ทั้งนี้พระสยามเทวาธิราชไม่ได้มีองค์เดียว ในสมัยรัชการที่ 5 มีการสร้างพระสยามราชาธิราชขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง มีลักษณะเทวดาอย่างองค์เดิม และมีพระป้ายเขียนพระนามแบบจีนเช่นกัน

คมกฤช อธิบายเพิ่มเติมว่า พระสยามเทวาธิราชองค์ที่ 2 มีพระพักตร์เป็นรัชกาลที่ 4 เลยทีเดียว และมีป้ายจีน ทั้งสองปัจจัยนี้น่าจะเป็นหลักฐานที่บ่งชี้เหตุผลได้ว่า ทำไมคนถึงมักบอกกันว่า พระสยามเทวาธิราชคือดวงวิญญาณของบูรพกษัตริย์หรือพระราชบรรพบุรุษในราชวงศ์จักรี

สำหรับเรื่อง “ป้ายชื่อจีน” ผู้เขียนหนังสือ “ภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง(ไม่)ห้ามเรื่องการเมือง?” แสดงความคิดเห็นว่า เป็นธรรมเนียมเดียวกับ “ป้ายวิญญาณ” ของบรรพชน (ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียก ซินจู๊) ซึ่งชาวจีนส่วนใหญ่ต้องกราบไหว้ น่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของไทยกับจีนเข้าด้วยกัน คือเอาป้ายวิญญาณจีนผสมกับเทวรูปสถิตผีตามแบบไทย

สำหรับเหตุผลของฝั่งที่มองว่า ไม่ควรนำพระสยามเทวาธิราชไปไว้ในซุ้มบนยอดอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ คมกฤช แสดงความคิดเห็นโดยให้เหตุผลเรื่องนี้ไว้ในหนังสือด้วยว่า

“พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาในความเชื่อแบบผี พราหมณ์ พุทธ และยังมีความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณของบูรพกษัตริย์อีก พระสยามเทวาธิราชจึงเป็นรูปเคารพ ‘ทางศาสนา’ ไม่ใช่สัญลักษณ์คุณค่าสากลทางการเมืองหรือจริยธรรม”

ทั้งนี้ คมกฤช ยังเสนอว่า รัฐไม่ควรใช้ความเชื่อทางศาสนามากดขี่ความเชื่อของความเป็นหลักประชาธิปไตยอันเป็นหลักสากล ควรเปลี่ยนให้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองจะดีกว่า อาทิ “พานรัฐธรรมนูญ” ที่เคยถูกยกย่องเชิดชูในสมัยคณะราษฎรและเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดขึ้นของการปกครองแบบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังตอกย้ำแก่ผู้เข้ามาในอาคารรัฐสภาได้อีกด้วยว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ทุกคนต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

คลิกอ่านเพิ่มเติม : การสร้าง “พระสยามเทวาธิราช” ในประวัติศาสตร์ไทย


อ้างอิง

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. ภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง(ไม่)ห้ามเรื่องการเมือง?. กรุงเทพฯ : มติชน, 2564.

ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม และธนพล บางยี่ขัน. “ถอดรหัสสถาปนิกการเมือง สร้างสัปปายะสภาสถาน”. โพสต์ทูเดย์. ออนไลน์. เผยแพร่เมื่อ 22 สิงหาคม 2553. เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2565. <https://www.posttoday.com/politic/report/45530>

รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์ และรุ่งรวิน แสงสิงห์. “สัปปายะสภาสถาน: รัฐสภาแห่งใหม่และความหมายที่สูญหายของประชาชน”. WAY. Online. เผยแพร่เมื่อ 24 พฤษภาคม 2562. เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2565. <https://waymagazine.org/interview-chatri-prakitnonthakan-sappayasaphasathan/>

สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุล. “รูปแบบรัฐสภาสะท้อนการเมืองการปกครองของประเทศนั้นๆ แล้วรัฐสภาใหม่ของไทยสะท้อนอะไรบ้าง”. Momentum. Online. เผยแพร่เมื่อ 8 สิงหาคม 2562. เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2565. <https://themomentum.co/form-of-parliament-and-democracy/>


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มกราคม 2565