จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำเผด็จการ ที่เคยเป็น “ขวัญใจมหาชน”?!?

1 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (16 มิถุนายน 2451-8 ธันวาคม 2506) [ภาพจาก อสท., ปีที่ 4 ฉบับที่ 5 (ธันวาคม 2506)]

ชื่อของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ. 2451-2506) ในปัจจุบันมักจะออกไปในด้านลบเป็นส่วนใหญ่ ส่วนจะเป็นเรื่องใดบ้างนั้น คงไม่ต้องกล่าวถึง เพราะเป็นเรื่องที่แพร่หลายและสามารถหาอ่านกันได้โดยทั่วไป แต่ชีวิตของหลายคนก็เหมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่มีทั้งด้านบวก-ลบ จอมพล สฤษดิ์ก็เช่นกัน

หนังสือ “จอมพลของคุณหนูๆ” จัดทำโดย โดม แดนไทย ไพโรจน์ รัตตกุล ประเดิม เขมะศรีสุวรรณ และสมศักดิ์ กูรมะโรหิต แห่งกองบรรณาธิการ “เกียรติศักดิ์” จัดพิมพ์ในปี 2507 ขณะที่เกิดคดีมรดก เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวของ “แม่บ้าน” และ “หนูๆ” อีก 80 กว่าคนไว้อย่างละเอียด

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2564 จึงนำเสนอบทความเรื่อง “ประติมากรรมน้ำแข็ง : จาก ‘ขวัญใจ’ สู่ ‘ตัวร้าย’ ภาพลักษณ์ทางการเมืองของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อนการปฏิวัติ 20 ตุลาฯ” ที่ อิทธิเดช พระเพ็ชร เป็นผู้ค้นคว้าและเรียบเรียง ให้เห็นภาพลักษณ์ของ จอมพล สฤษดิ์ ที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์จากการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง (กันยายน 2500 และตุลาคม 2501) ของเขา

การรัฐประหารครั้งแรก วันที่ 16 กันยายน 2500 มิได้เป็นการรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนระบบการเมือง หรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ หากเป็นการเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหา “ความชอบธรรม” ในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยให้มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

หนังสือพิมพ์ในขณะนั้นรายงานข่าวว่า จอมพล สฤษดิ์ ในฐานะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งคณะทหารเองได้ออกมาประกาศแก่หนังสือพิมพ์ว่า จอมพล สฤษดิ์ และ จอมพล ถนอม จะไม่ยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจะพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่ประชาชนเลื่อมใสและไม่เป็นคณะทหารเด็ดขาด

จอมพล สฤษดิ์ยังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์หลังการรัฐประหาร ว่าไม่รู้สึกยินดีเลยต่อการรัฐประหารที่ตนกระทำ แต่เพราะสถานการณ์และความต้องการของประชาชนบังคับให้ต้องทำ ทั้งยังกล่าวปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “คิดว่าไม่รับ เพราะเป็นนักการเมืองที่เลว”

ทำให้ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ “ขวัญใจประชาชน” คนใหม่ ที่หลายคนหวังว่า จอมพล สฤษดิ์จะเป็น “ผู้นำประชาธิปไตย” มาสู่สังคมการเมืองไทย

ยิ่งเมื่ออ่านบทความของนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ในขณะกล่าวถึง จอมพล สฤษดิ์ ท่านผู้อ่านอาจแปลกใจว่าใช่ จอมพล สฤษดิ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้นำเผด็จการ” หรือไม่?  ซึ่งผู้เขียน (อิทธิเดช พระเพ็ชร) ได้รวบรวมจากสื่อต่างๆ ขอยกบางส่วนมานำเสนอดังนี้

สารคดีการเมืองเรื่อง “วอเตอร์ลูของจอมพลแปลก” ของไทยน้อย และ กมล จันทรสร กล่าวว่า จอมพล สฤษดิ์มิได้มีความทะเยอทะยานในการทำรัฐประหาร “หากแต่มติมหาชนบังคับให้ทำ หากท่านได้รักษาสัจจะวาจานี้เป็นเที่ยงแท้ไว้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็พอจะทำให้เรามีหวังได้เข้าถึงประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ได้ในไม่ช้านี้”

หนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แสดงความคิดเห็นว่า “การกระทำของคณะทหารครั้งนี้ทำให้คนนับถือตนเอง มีสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Self-respect ขึ้นใหม่ ผมเห็นจะไม่ลืมบุญคุณนี้ง่ายๆ”

หลักฐานร่วมสมัยอีกประเภทคือ “ภาพการ์ตูนการเมือง” ที่แสดงถึงภาพ จอมพล สฤษดิ์ในชุดทหาร ที่กำลังโอบอุ้มช่วยเหลือ “เด็ก” ที่ถูกนำเสนอให้เป็นภาพตัวแทน (representation) ของ “ประชาชน” จากการจมน้ำ คืนสู่โอ้มอกของแม่ แสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของ จอมพล สฤษดิ์ ขณะนั้นคือ “ฮีโร่” ในใจประชาชน

ภาพการ์ตูน จอมพล สฤษดิ์ในชุดทหารบกกำลังอุ้มช่วยเหลือ “เด็ก” ซึ่งถูกนำเสนอให้เป็นภาพตัวแทนของ “ประชาชน” (ข้อความจากบนเสื้อเด็ก) จากการตกน้ำคืนสู่โอ้มอกของแม่ อันแสดงให้เห็นถึงการสร้างภาพลักษณ์ จอมพล สฤษดิ์ในฐานะวีรบุรุษหรือ “ขวัญใจประชาชน” จากเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 16 กันยายน 2500 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สบ. 9.2. 3/10 เอกสารส่วนบุคคล เอก วีสกุล)

สุดท้ายก็เป็นไปดังที่ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยืนยันไว้แต่แรก ว่าจะไม่รับดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยประกาศต่อสาธารณะว่าได้เลือก นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า “เป็นบุคคลที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง คือเป็นคนดีเข้ากับพวกเรา เข้ากับประชาชน…เป็นที่พอใจของต่างประเทศ และไม่สังกัดพรรคการเมือง”

นั่นคือ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในบทบาทของ “ขวัญใจมหาชน”

อิทธิเดช พระเพ็ชร วิเคราะห์เหตุที่ จอมพล สฤษดิ์ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเพราะ 1. เวลานั้นจอมพล สฤษดิ์มีภาพลักษณ์ทางการเมืองแบบวีรบุรุษ ผู้ขับไล่รัฐบาลเผด็จการ มิใช่ในบทบาทของนักการเมืองหรือผู้บริหารทางการเมืองที่โดดเด่น การเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียเอง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าการรัฐประหารเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและจะสืบทอดอำนาจตัวเอง

2. เพื่อให้ต่างประเทศรับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จำเป็นต้องเลือกพลเรือนที่ต่างประเทศยอมรับเข้าดำรงตำแหน่งเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการรัฐประหารว่าทำไปเพื่อความเป็นประชาธิปไตย

ทว่า หากพิจารณาในรายละเอียด แม้หัวหน้าคณะรัฐบาลจะเป็นพลเรือน (นายพจน์ สารสิน) แต่คณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่กลับเป็นนายทหาร

ภารกิจสำคัญของรัฐบาล นายพจน์ สารสิน คือ จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 อย่างยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือในการรัฐประหารของคณะทหาร ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้นก็เป็นไปตามที่คาดหวังของ จอมพล สฤษดิ์ ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าทหารมิได้อยู่เหนือกฎหมาย และการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาทั้งสิ้น

ขณะเดียวกันก็เกิดสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อพรรคสหภูมิซึ่งมีนโยบายสนับสนุน จอมพล สฤษดิ์ ที่แม้จะมีสมาชิกได้รับเลือกมากกว่าพรรคอื่น หากก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เป็นพรรคเสียงข้างมากพรรคเดียวในสภาอย่างเด็ดขาด

จอมพล สฤษดิ์จึงวางตำแหน่ง “ขวัญใจมหาชน” ลง เพื่อรับบทบาทอื่นแทน

หลังการเลือกตั้งเพียง 6 วัน จอมพล สฤษดิ์จัดตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้นในนาม “พรรคชาติสังคม” เพื่อรักษาอำนาจและเสถียรภาพทางการเมืองของตน

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์อิสสระ ฉบับปฐมฤกษ์ แสดงให้เห็นว่า จอมพล สฤษดิ์ต้องคอยเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของการนอนพักรักษาตัวจากอาการป่วย เพื่อเข้าแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พลเอก ถนอม กิตติขจร และการปรากฏข่าวลือทางการเมืองว่าจะมีการจับกุมพวกนักหนังสือพิมพ์ครั้งใหญ่ ซึ่งต่อมาปรากฏขึ้นจริงในการ “ปฏิวัติ” วันที่ 20 ตุลาคม 2501 (ภาพจากอิสสระ 23 มีนาคม 2501 ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สบ. 9.2.1 เอกสารส่วนบุคคล เอก วีสกุล)

พรรคชาติสังคมมี จอมพล สฤษดิ์เป็นหัวหน้าพรรค, พลโท ถนอม กิตติขจร และ นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ เป็นรองหัวหน้าพรรค, พลโท ประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนสมาชิกพรรค รวบรวมจากสมาชิกพรรคสหภูมิ, อดีตสมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลาที่ได้การรับเลือกเป็นผู้แทนฯ และผู้แทนฯ ที่ยังไม่สังกัดพรรคใด รวมเข้ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 (ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหาร) จนทำให้พรรคชาติสังคมเป็นพรรคเสียงข้างมากที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ

การตั้งพรรคชาติสังคมกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อต่างๆ

“ปลาทอง” (ประจวบ ทองอุไร) คอลัมน์นิสต์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ วิจารณ์การจัดตั้งพรรค, จอมพล สฤษดิ์ (ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ควบคุมทั้ง 3 กองทัพ) และการเข้ามาเล่นการเมืองของทหารว่า

“ถ้าหากเล่นการเมืองอย่างเปิดเผย ก็ควรออกมาเสียจากทหาร”

“การปกครองที่ท่านจอมพลสฤษดิ์เรียกว่าประชาธิปไตย ก็กลายเป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจในบ้านเมืองเพียงไม่กี่คน”

“วิธีการตั้งพรรคแบบนี้เป็นวิธีเผด็จการโดยอาศัยพรรคการเมืองเท่านั้น”

จอมพล สฤษดิ์ กำลังชูหนังสือพิมพ์อิสสระ ต่อหน้าผู้สื่อข่าวและนักหนังสือพิมพ์ โดยกล่าวว่า “มันด่าแบบนี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ” (ภาพจาก http://www.thaitribune.org/contents/detail/316?content_id=22208&rand=1473349281)

ขณะที่ในสภาฯ พรรคชาติสังคมมีมติเสนอให้ นายพจน์ สารสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

แต่นายพจน์ได้ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าตนเองมิได้สมัครเข้ารับเลือกตั้งหรือได้รับการสนับสนุนจากประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย ที่ประชุมพรรคชาติสังคมจึงเสนอชื่อ พลโท ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะขณะนั้น จอมพล สฤษดิ์ยังคงป่วยและนอนพักรักษาตัวอยู่ ตลอดระยะเวลาของรัฐบาล พลเอก ถนอม [ได้ยศพลเอกเมื่อเป็นนายกฯ] จึงเกิดความยุ่งยากและวุ่นวาย ซึ่งก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ จอมพล สฤษดิ์เองด้วย และนำไปสู่การทำรัฐประหารของ จอมพล สฤษดิ์

นักหนังสือพิมพ์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการ “ขุด” พฤติกรรมทางการเมืองของ จอมพล สฤษดิ์ เช่น การโอนเงินอย่างลับๆ เข้าบัญชีของผู้มีอำนาจในคณะปฏิวัติ (ที่นำโดย จอมพล สฤษดิ์) หลายร้อยล้านบาท, จอมพล สฤษดิ์มีส่วนรู้เห็นและเข้าร่วมประชุมลับในการวางแผนสร้างสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นเองเพื่อทำรัฐประหารรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม, การเล่นการเมืองแบบ “สองหน้า” กล่าวคือ ในทางลับกับสหรัฐอเมริกาได้แสดงท่าทีสนับสนุนสหรัฐอเมริกาและต่อต้านคอมมิวนิสต์

เมื่อถูกหนังสือพิมพ์โจมตีมาก จอมพล สฤษดิ์ก็สั่งจัดการและจับกุมนักหนังสือพิมพ์จำนวนมาก

จอมพล สฤษดิ์ เจ้าของประโยคทองที่ว่า “แล้วพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” นายทหารผู้เคยได้ใจประชาชน เปลี่ยนเป็น ผู้นำเผด็จการ ท้ายที่สุด จอมพล สฤษดิ์ก็ตัดสินใจแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ด้วยการยึดอำนาจ “ปฏิวัติ 20 ตุลาฯ” และภาพลักษณ์ใหม่ก็เริ่มพัฒนาไป

ที่กล่าวมานี้ก็แค่สรุปเนื้อหาย่อๆ บางเรื่อง ส่วนข้อมูลและรายละเอียดที่เหลือโปรดติดตามอ่านจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤศจิกายนนี้


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 10 พฤศจิกายน 2564