วงเวียน 22 กรกฎาคม อนุสรณ์สถานสำคัญแห่งความมั่นคงของชาติ 

ภาพมุมสูง ย่านวงเวียน 22 กรกฎาคม เมื่อ พ.ศ. 2493 (ที่มา Dmitri Kessel LIFE magazine)

สำหรับคนเจนใหม่ทั้งหลาย คงไม่สนใจ 22 07 หรือ วันที่ 22 กรกฎาคม เท่า 707 หรือ 7 เดือน 7 หรือ 7 กรกฎาคม ที่มีมหกรรมสินค้าราคาถูกถล่มทลาย ในตลาดออนไลน์

สำหรับคนกรุงเทพรุ่นหนุ่มสาว คงไม่คุ้นกับคำว่า วงเวียน ผังการจราจรแบบเก่า ที่กำหนดให้รถยนต์ วิ่งอ้อมเป็นวงกลม ตรงที่ถนนสองสายหลักมาเจอกัน

สำหรับคนไทยที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ถ้าความจำยังดี อาจบอกได้ว่า วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 เป็นวันที่ สยามประเทศ ประกาศเข้าร่วมกับประเทศพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

แต่ที่มาของ วงเวียน 22 กรกฎาคม กลับเป็นเรื่องที่คนไทยทุกรุ่นทุกวัยรู้จักคุ้นเคย เหมือนอย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้ คนเมืองหลวงต้องอกสั่นขวัญแขวน เมื่อเกิดเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกที่ถนนกิ่งแก้ว สมุทรปราการ เนื่องจากมีสารเคมีหลากหลายชนิด จึงต้องใช้เวลาข้ามคืนข้ามวันกว่าจะดับเพลิงได้ ในขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

เหมือนช่วงเวลาเมื่อร้อยกว่าปีก่อนในพระนครนั้น ย่านการค้าอย่างสำเพ็งและบริเวณใกล้เคียง มีชาวจีนเปิดกิจการค้าและอยู่อาศัยอย่างแออัด สิ่งก่อสร้างยังเป็นวัสดุธรรมชาติ อย่างไม้ ไม้ไผ่ และใบจาก  ประกอบกับวัฒนธรรมการจุดธูปไหว้เจ้า รวมทั้งการหุงต้มอาหารด้วยไม้ฟืนและถ่าน ล้วนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้อยู่เสมอ

ดังเช่นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2460 เกิดเหตุไฟไหม้บริเวณตำบลหัวลำโพงเป็นบริเวณกว้างด้วยอาคารบ้านเรือนติดไฟง่าย การเข้าไปดับเพลิงทำได้ยากเพราะทางแคบ แม้จะเกิดช่วงกลางวันแต่ก็สูญเสียชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก

ดังที่บันทึกไว้ในราชกิจจานุเบกษาว่า เกิดเพลิงที่ปากตรอกบ่อนเบี้ยเก่าหัวลำโพง ตั้งแต่ช่วงเก้านาฬิกาก่อนเที่ยง กว่าจะเพลิงสงบเป็นเวลาตีสอง บ้านเรือนถูกเพลิงไหม้ 240 หลัง ตึกของกรมพระคลังข้างที่ และรถรางอีก 1 คัน ทรัพย์สินเสียหายมูลค่า 780,200 บาท ลูกเสือเสียชีวิตหนึ่งคน และมีผู้บาดเจ็บอีก 4 คน ส่วนสาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะนายซ่วย จุดธูปไหว้แล้วธูปคงไหม้ลุกลาม

ข่าวเพลิงไหม้ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 34 หน้า 3036

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น กระทรวงนครบาล โดยเจ้าพระยายมราช จึงทูลเกล้าฯ ถวายโครงการปรับปรุงพื้นที่บริเวณนี้ ต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้มีการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ เมื่อพระองค์ทรงเห็นชอบในโครงการดังกล่าว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีว่าด้วยการตัดถนนในที่เพลิงไหม้ตำบลหัวลำโพง เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2460 (2461) ดังนี้

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการตัดถนนในที่เพลิงไหม้ตำบลหัวลำโพง  

มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ทราบทั่วกันว่า ในการเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ตำบลหัวลำโพงใน ท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2460 นั้น ทรัพย์สมบัติของประชาชนเปนอันตรายเสียหายเปนอันมาก แต่หากเปนเวลากลางวันจึงยังพอป้องกันไว้ได้ ไม่ไหม้มากมายไป ทั้งนี้ก็เพราะพื้นที่ในละแวกนั้นมีบ้านเรือนปลูกสร้างเบียดเสียดเยียดยัดซับซ้อนกัน ไม่มีถนนหนทางใหญ่ๆ เพียงพอให้เป็นทางทำการป้องกันอันตรายได้สะดวกท่วงที นอกจากนี้ยังเป็นตำบลที่ไม่สะอาดพอ เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้มากกว่าตำบลใกล้เคียงอยู่เสมอ สมควรที่จะมีถนนผ่านเข้าไปในละแวกนี้ให้พอควร… 

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการตัดถนนในที่เพลิงไหม้ตำบลหัวลำโพง ลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2460 (พ.ศ.2461 ขณะนั้นนับวันที่ 1 เมษายน ขึ้นศักราชใหม่)

สำหรับถนนที่มีแผนจะตัดขึ้นใหม่ มีจำนวน 3 สาย สายที่หนึ่ง ตั้งแต่สามแยกถนนหัวลำโพงใน กับถนนกรุงเกษม เชิงสะพานเจริญสวัสดิ์ ไปออกสี่แยกถนนพลับพลาไชย กับถนนหลวง ระยะทาง 954 เมตร สายที่สอง ตั้งแต่ถนนเจริญกรุง ตรงถนนทรงวาด ผ่านถนนสายที่ 1 ไปออกสามแยก ถนนกรุงเกษมกับถนนหลวง เชิงสะพานนพวงศ์ ยาวประมาณ 692 เมตร และสายที่สาม เริ่มตั้งแต่ถนนพลับพลาไชย ผ่านสายที่ 1 และสายที่ 2 ไปออกถนนกรุงเกษมยาวโดยประมาณ 520 เมตร ถนนทั้งสามสาย ให้มีขนาดกว้างถึง 8 วา หรือ 16 เมตร และที่สำคัญคือ

…ให้มีวงเวียนเป็นรูปวงกลม ในที่บรรจบทางผ่านของถนน 3 สายนี้  มีขนาดกว้างเส้นผ่าศูนย์กลาง 120 เมตร เพื่อมีที่ว่างพอเป็นที่สำหรับทำการก่อสร้างถาวรวัตถุ อันเป็นประโยชน์ให้สมควรเป็นความสง่างามสำหรับพระนคร…  

พิมพ์เขียวแผนที่ถนนซึ่งจะตัดขึ้นใหม่ ระหว่างถนนวัวลำพอง(ถนนหัวลำโพง) ถนนพลับพลาไชย ถนนหลวง กับถนนกรุงเกษม เมื่อ พ.ศ.2463 มีรัศมีความยาวถนนแผ่ออกไปจนจรดถนนโดยรอบ (ที่มา สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อ้างถึงใน จดหมายเหตุเล่าเรื่องถนนเมืองบางกอก สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร)

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2457 แต่ด้วยสยามประเทศ ดำเนินความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดมาตลอด จนกระทั่งเยอรมันโจมตีเรือดำน้ำโดยที่มิได้ประกาศล่วงหน้า อันเป็นสิ่งมิชอบในยามสงคราม ดังความในพระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพิธีถวายบังคมพระบรมรูปบุรพกษัตริย์ 5 พระองค์ ว่า ผู้ประพฤติมิเป็นธรรม แลละเมิดต่อแบบธรรมเนียมธรรมะระหว่างประเทศ” โดยตัดสินพระทัยประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร  ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 และส่งทหารอาสาไปร่วมรบ ณ สมรภูมิทวีปยุโรป จนกระทั่งมีการลงนามในสัญญาพักรบหยุดยิง ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 อันเป็นชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรและสยามประเทศ

บริเวณวงเวียน 22 กรกฎาคม ในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2468- 2475 ยังระบุชื่อถนนว่า ถนน 22 กรกฎาคม (ที่มา หน่วยปฏิบัติการวิจัยแผนที่ฯ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

เพื่อเป็นอนุสรณ์วันที่สยามประเทศประกาศสงครามในครั้งนั้น จึงได้พระราชทานนาม วงเวียน 22 กรกฎาคม ส่วนถนนสามสาย โปรดเกล้าฯ ให้พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ปลัดกรมพระอาลักษณ์คิดชื่อถนนให้มีความหมายเกี่ยวเนื่องกัน ดังนี้ ถนนสายที่ 1 ถนนไมตรีจิตต์ ถนนสายที่ 2 ถนนมิตรพันธ์ และถนนสายที่ 3 ถนนสันติภาพ

ภาพมุมสูง ย่านวงเวียน 22 กรกฎาคม เมื่อ พ.ศ. 2493 (ที่มา Dmitri Kessel LIFE magazine)

สำหรับคนรุ่นปัจจุบัน คงไม่รู้ว่าการตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร จนได้รับชัยชนะ “นำมาซึ่งความมั่นคงในอิสรภาพของสยาม” สามารถขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในอดีต ระหว่างสยามกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทั้งหมด

วงเวียน 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 (ที่มา Thailand Illustrated เดือนตุลาคม พ.ศ. 2503 D-Library | National Library of Thailand (nlt.go.th))

ในวันที่บ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ ทั้งโรคระบาดและมหาอัคคีภัย ผู้คนล้วนวิตกกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คงไม่มีใครใส่ใจวงเวียนเล็กๆ ในย่านเมืองเก่าที่เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญแห่งความมั่นคงของชาติ 

บทความก่อนหน้านี้