กำเนิด “โรงรับจำนำ” ยุคแรกสมัยรัชกาลที่ 4 เผยเทคนิค “จีนฮง” ทำกิจการรุ่งเรืองได้อย่างไร?

การรับจำนำนั้นเชื่อว่ามีมาแต่สมัยโบราณ จะเริ่มมีขึ้นในสมัยไหนนั้นยากที่จะสืบค้นหรือระบุได้แน่ชัด แต่การรับจำนำมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วอย่างแน่นอน ดังที่ปรากฏการรับจำนำในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชกำหนดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2284 ว่ามิให้จำนำสิ่งของในเวลากลางคืน ดังความว่า

“ถ้าผู้ใดต้องการเงิน จะเอาสิ่งรูปพรรณ ทอง นาก เงินและเครื่องทองเหลือง ทองขาว ดีบุก ผ้าแพรพรรณนุ่งห่มและเครื่องศาลตราวุธ ช้าง ม้า ทั้งโคแลกระบือมาขายและจำนำนั้น ให้เอาไปขายแลจำนำแก่กันในเวลากลางวัน ถ้าจะซื้อขายกันในเวลากลางคืนนั้น ก็ให้ซื้อกันแต่เครื่องกับข้าวของกิน และสิ่งของเอามาขายมาว่าทำเวลากลางวันนั้น ถ้าแลเป็นรูปพรรณเก่าใหม่ ผู้ซื้อผู้รับจำนำ เป็นคนรู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน เห็นสมควรจะเป็นของผู้นั้น ๆ ก็ให้ซื้อให้จำนำกันเถิด”

การรับจำนำในสมัยนั้นยังมิได้ตั้งเป็นโรงหรือสถานที่สำหรับการรับจำนำโดยเฉพาะ คงจะกระทำกันตามบ้านเรือนหรือสถานที่นัดพบกันเท่านั้น ในยุคต่อมาจึงคิดตั้งโรงรับจำนำขึ้นเป็นการเฉพาะ

โรงรับจํานําที่ตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2409 ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยคนจีนชื่อว่า “เจ๊กฮง” หรือ “จีนฮง” ตั้งโรงรับจำนำขึ้นเป็นแห่งแรกบริเวณประตูผี หรือสี่แยกสำราญราษฎร์ในปัจจุบัน มีชื่อว่าโรงรับจำนำ “ย่องเซี้ยง”

ในช่วงแรกที่เปิดโรงรับจำนำ มีผู้ไปจำนำของอยู่เพียงไม่กี่คน แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดและมีหัวในทางค้าขายของจีนฮง เขาจึงคิดใช้วิธีกำหนดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าทั่วไปครึ่งหนึ่ง และล่อใจด้วยการรับจำนำของในราคาสูง แม้บางครั้งของที่รับจำนำจะเป็นของที่ไม่ค่อยจะดีหรือไม่ค่อยมีราคา แต่หากเห็นว่าพอจะมีกำไรบ้างเล็กน้อย จีนฮงก็จะรับจำนำไว้ ไม่ให้ผู้ที่มาจำนำต้องผิดหวังกลับไป ด้วยการบริการที่ดี ดอกเบี้ยถูกกว่าเจ้าอื่น สถานที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องไปจำนำกันเองตามบ้านเรือนอีกต่อไป นี่จึงทำให้กิจการโรงรับจำนำของจีนฮงรุ่งเรืองและเป็นที่นิยมมาก

จีนฮงยังได้คิดทำบัญชีเล่มหนึ่งขึ้นที่มีชื่อ “ตึ๊งโผว” สำหรับจดวันที่รับจำนำและรายละเอียดสิ่งของที่จำนำ พร้อมทั้งมีตั๋วประทับตรายี่ห้อให้ไว้แก่ผู้จำนำด้วย เพื่อจะได้เป็นหลักฐานแก่ทั้งสองฝ่าย ป้องกันการหลงลืมและการคดโกง ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็กำหนดลงไว้ในตั๋วที่ให้แก่ผู้จำนำไป โดยมีข้อสัญญาชัดเจน ดังปรากฏในตั๋วว่า “ถ้าผู้ใดไม่ส่งดอกเบี้ยในเดือนไหน ของผู้นั้นก็เป็นหลุด จะขายเสียเมื่อไหร่ก็ได้”

หลังจากกิจการจีนฮงประสบความสำเร็จ จนอาจสร้างผลประโยชน์มหาศาล ทำให้มีการตั้งโรงรับจำนำผุดขึ้นมากมายเอาอย่างจีนฮงบ้าง เพราะการตั้งโรงรับจำนำในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายควบคุม ใครอยากตั้งก็ตั้งได้ ไม่ต้องมีการขออนุญาต และยังไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโรงรับจำนำโดยส่วนมากแล้วเป็นคนจีน มีทั้งคนจีนที่มีฐานะดี หรือหากมีฐานะปานกลางก็จะรวบรวมกันเป็นกลุ่มเอาเงินมารวมกันตั้งโรงรับจำนำ แล้วเพราะเหตุใด คนไทยถึงไม่นิยมตั้งโรงรับจำนำ? เรื่องนี้มีอธิบายไว้ในหนังสือ วชิรญาณวิเศษ เล่ม 6 เดือนมีนาคม ร.ศ. 109 ความว่า

“เหตุใดคนไทยเราก็ย่อมทราบอยู่ด้วยกันแล้วว่า เกิดผลมากในการรับจำนำ ทำไมไม่คิดออกตั้งเป็นโรงรับจำนำขึ้นบ้างเล่า ขอชี้แจงให้เห็นการรับจำนำนี้มีประโยชน์มากจริงอยู่ แต่ทว่าคนไทยจะคิดตั้งขึ้นแล้ว เกรงว่าจะตั้งอยู่ไม่ได้นาน เพราะเหตุที่เป็นข้าศึกแก่คนไทย ในเรื่องรับจำนำมีหลายอย่าง จะชี้ตัวอย่างที่พอเห็นความจริงด้วยกันได้ว่า วิไสยคนไทยเราเกรงความร้อนใจเป็นประมาณทั่วกันทั้งนั้น เรื่องรับจำนำนี้ มีแต่ความร้อนใจเป็นเบื้องต้นประเดี๋ยวต้องว่าความแทนคนนั้นด้วยเรื่องนั้น แทนคนนี้ด้วยเรื่องนี้ ตั้งแต่เสียเงินเสียทองเป็นเบื้องปลาย ไหนจะมีเรื่องอะไรต่ออะไรอีก ต้องตกเป็นผู้รับความร้อนใจอยู่อย่างนี้ร่ำไป แม้ถึงเห็นผลมีจริงก็ต้องเห็นโทษอยู่อย่างนี้ด้วยกัน จึงไม่สามารถตั้งโรงรับจำนำขึ้นได้เพราะเหตุนี้”

กิจการโรงรับจำนำรุ่งเรืองขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ในราว พ.ศ. 2433 ปรากฏว่ามีโรงรับจำนำในกรุงเทพฯ กว่า 200 โรง รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่ากิจการโรงรับจำนำมีทั้งคุณและโทษ ส่วนที่มีคุณ คือ ชาวบ้านที่ขัดสนเงินทุนที่จะนำมาหากินเลี้ยงชีพ ย่อมเอาทรัพย์สินไปจำนำเพื่อนำเงินไปทำทุนโดยง่าย แต่ส่วนที่มีโทษ คือ ชาวบ้านผู้มีสันดานทุจริตไม่ได้ทำมาหากินเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม ทำการปล้นชิงวิ่งราวเอาทรัพย์สินผู้อื่นมาแล้วนำไปจำนำได้เงินมาโดยสะดวก จึงเป็นช่องทางให้โจรผู้ร้ายก่อการกำเริบ แต่จะเลิกหรือห้ามตั้งโรงรับจำนำนั้นก็จะเป็นการเดือดร้อนแก่ชาวบ้านที่หากินเลี้ยงชีพโดยสุจริต ด้วยเหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ร.ศ. 114 ตรงกับ พ.ศ. 2438

พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ร.ศ. 114 มีหลักการสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้จะดำเนินกิจการโรงรับจำนำสิ่งของที่มีต้นเงินต่ำกว่า 400 บาทลงมา ต้องขอใบอนุญาต โดยเสียค่าใบอนุญาตเดือนละ 50 บาท และต้องชำระล่วงหน้า หากในเดือนต่อไปมิใด้ชำระค่าธรรมเนียม ถือว่าใบอนุญาตนั้นขาดอายุ ผู้ใดฝ่าฝืนตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หรือใบอนุญาตขาดอายุ ถือว่ามีความผิด นอกจากนี้ ยังมีสาระสำคัญอื่น ๆ เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย, การกำหนดให้ทำตั๋วจำนำและบัญชีเป็นหลักฐาน ฯลฯ

การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเป็นการเริ่มต้นบทบาทของรัฐ ในการเข้ามาควบคุมโรงรับจำนำทั้งหลาย ซึ่งกลายเป็นสาเหตุให้โรงรับจำนำที่ตั้งกันมาแต่ก่อนต้องสลายตัวเลิกล้มกิจการไปทั้งหมด เนื่องจากไม่มีผู้ใดมาติดต่อขอใบอนุญาตตั้งโรงรับจำนำขึ้นเลย

กระทั่งในปีต่อมา นายเล็ก โทณะวณิก ได้ขออนุญาตตั้งโรงรับจำนำที่มีชื่อว่า “ฮั่วเส็ง” ขึ้น โดยตั้งที่ตำบลบ้านหม้อ ถนนพาหุรัด ดังนั้น โรงรับจำนำฮั่วเส็งจึงถือว่าเป็นโรงรับจำนำที่ถูกกฎหมายแห่งแรกของประเทศ โดยเปิดกิจการเรื่อยมานับแต่นั้น กระทั่งเลิกกิจการไปเมื่อถูกลูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โรงรับจำนำ (ภาพจากศูนย์ข้อมูลมติชน)

หลังจากตั้งโรงรับจำนำฮั่วเส็งขึ้นมานั้น จึงเริ่มมีคนจีนขออนุญาตจัดตั้งโรงรับจำนำเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงรับจำนำเพื่อให้เหมาะแก่กาลสมัย โดยได้มีการตราพระราชบัญญัติโรงรับจำนำขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2480 มีสาระสำคัญ คือ การอนุญาตให้ตั้งโรงรับจำนำจะต้องทำโดยการประมูล กำหนดระยะดำเนินงานคราวละ 5 ปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่

อย่างไรก็ตาม โรงรับจำนำมีเฉพาะในกรุงเทพฯ (ธนบุรีและพระนคร) เท่านั้น รัฐยังไม่อนุญาตให้ตั้งในต่างจังหวัด เนื่องจากจังหวัดที่อยู่ในภูมิภาคนั้น การตรวจตราควบคุมโรงรับจำนำ และสิ่งของที่นำมาจำนำทำได้ยาก ไม่รวดเร็ว เป็นช่องให้คนร้ายนำสิ่งของที่ขโมยนำไปจำนำได้สะดวก เพราะไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่ ดังนั้น การตั้งโรงรับจำนำขึ้นตามต่างจังหวัดจะมีผลร้ายมากกว่าผลดี ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติโรงรับจำนำฉบับ ร.ศ. 114 และฉบับ พ.ศ. 2480 จึงอนุญาตให้ตั้งโรงรับจำนำขึ้นแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

ใน พ.ศ. 2498 มีโรงรับจำนำเฉพาะในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 69 โรง แต่วงเงินที่นำออกบริการรับจำนำมีอยู่อย่างจำกัด ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้านที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี มิหนำซ้ำโรงรับจำนำบางแห่งยังเลี่ยงกฎหมาย คิดค่าบริการเพิ่มเติมซึ่งสร้างภาระให้กับชาวบ้านมากขึ้น ดังนั้น ในปีดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ตั้ง “โรงรับจำนำของรัฐ” ขึ้นเป็นครั้งแรกพร้อมกัน 2 โรง คือ ที่บริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ โรงหนึ่ง และต้นถนนเทอดไทยอีกโรงหนึ่ง

ต่อมา พ.ศ. 2500 ได้เปลี่ยนชื่อ “โรงรับจำนำของรัฐ” มาเป็น “สถานธนานุเคราะห์” เพื่อให้แตกต่างจากโรงรับจำนำของเอกชน ถึง พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้อนุญาตให้เทศบาลสามารถตั้งโรงรับจำนำขึ้นได้ โดยมีชื่อว่า “สถานธนานุบาล”

โรงรับจำนำ (ภาพจากศูนย์ข้อมูลมติชน)

อ้างอิง :

อรสรวง บุตรนาค. (2542). โรงรับจำนำ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เลิฟแอนด์ลิพเพรส.

โรม บุนนาค. (2554). 100 แรกมีในสยาม. กรุงเทพฯ : กิเลนการพิมพ์.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 มิถุนายน 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป