รัฐธรรมนูญในฝัน : หลักการและเจตจำนงของคณะราษฎร พ.ศ. 2475

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ, 10 ธันวาคม 2475

บทความชิ้นนี้สืบเนื่องในวาระครบรอบ 89 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร หลักการสำคัญของคณะราษฎรในการวางรากฐานทางประชาธิปไตย คือ การเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ คือ สิ่งสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

แนวคิดรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรในช่วงแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ เริ่มตั้งแต่การบัญญัติศัพท์ ณ เวลานั้น ยังไม่มีการบัญญัติคำว่า รัฐธรรมนูญขึ้น ทำให้กฎหมายที่จัดระเบียบรัฐและมอบอำนาจแก่ประชาชน ฉบับแรกใช้ชื่อว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ประกอบด้วย 5 หมวด ได้แก่ หมวด 1 ข้อความทั่วไป หมวด 2 กษัตริย์ หมวด 3 สภาผู้แทนราษฎร หมวดที่ 4 คณะกรรมการราษฎร และหมวดที่ 5 ศาล และมีตัวบทจำนวน 39 มาตรา

โดยรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้ อาจถือได้ว่า เป็น “รัฐธรรมนูญในฝัน” ของปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือนของคณะราษฎร ที่เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น เมื่อพิจารณาถึงฉากหลังทางประวัติศาสตร์จากพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก “พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้” แสดงให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญในสยามมีลักษณะดุลอำนาจระหว่างชนชั้นนำและคณะราษฎร

จะเห็นได้ว่า ในตัวบทได้ให้อำนาจทางการปกครองประเทศเป็นของราษฎร โดยปรากฏในหมวดที่ 1 ข้อความทั่วไป มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย และมาตรา 2 ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดังจะกล่าวต่อไปนี้เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ 1. กษัตริย์ 2. สภาผู้แทนราษฎร 3. คณะกรรมการราษฎร 4. ศาล

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ, 10 ธันวาคม 2475

หากคำว่า รัฐธรรมนูญ ได้มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ 2 คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475  โดยหม่อมเจ้า วรรณไวทยากร วรวรรณ [1] ทรงอธิบายความหมายไว้ดังนี้ 

“…ตามศัพท์แปลว่าระเบียบอำนาจหน้าที่ในการปกครองแผ่นดิน “ธรรมนูญ” แปลว่า ระเบียบอำนาจหน้าที่ และ “รัฐ” แปลว่า การปกครองแผ่นดิน เป็นคำที่ดัดแปลงมาจากวลีที่ว่า “พระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” เพื่อให้กระทัดรัดขึ้นและเพื่อให้เป็นศัพท์ขลังตามสมควรแก่สภาที่ศักดิ์สิทธิ์ คำว่า “รัฐธรรมนูญ” นี้ เป็นคำแปลมาจากภาษาฝรั่งว่า “Constitution” เพราะวิธีปกครองแบบนี้เป็นวิธีดัดแปลงมาจากฝรั่ง…”

เมื่อพิจารณาจากการบัญญัติศัพท์ของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร และทั้งพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ 2 ที่เสนอว่า “…จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามประสิทธิประสาท ประกาศพระราชทานแก่ประชากรของพระองค์ ให้ดำรงอิสราธิปไตยโดยบริบูรณ์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…” สะท้อนว่า การกำเนิดขึ้นของรัฐธรรมูญสยามฉบับแรกและฉบับที่ 2 นี้ มีแนวคิดมาจากคณะบุคคลและชนชั้นนำที่ประนีประนอมเพื่อระบอบการปกครองใหม่ หากในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยรัฐบาลของคณะราษฎร มีความมุ่งมาดปรารถนาให้รัฐธรรมนูญของสยามนั้นมีความ “ถาวร”

กล่าวได้ว่าทั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการมีรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรของสยาม ถึงแม้จะมีวิธีการปกครองที่ดัดแปลงมาจากแนวคิดของตะวันตกจากคณะราษฎร แต่แนวทางปฏิบัติในการพระราชทานธรรมนูญการปกครอง กลับคลับคล้ายรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นในภายหลังการปฏิรูปเมจิ ค.ศ. 1868 โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1889 และใช้บังคับตั้งแต่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1890 จนถึง 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของระบบการปกครองและสถาบันการเมืองในเอเชียหลายประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ และในช่วงต้นของการเข้าสู่การสร้างรัฐสมัยใหม่อันคาบเกี่ยวกับสมัยอาณานิคม มักจะเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่รอมชอมกันระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และระบอบประชาธิปไตย โดยญี่ปุ่นและสยามได้ปรากฏการปกครองในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประทับรถลาก) ทอดพระเนตรร้านในงานฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2476 (ภาพจาก The Illustrated London News)

แนวคิดรัฐธรรมนูญของสยามในช่วงสองสามปีแรกนั้น แสดงให้เห็นในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยหลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน 

“…ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอเสนอให้มีกรรมาธิการอีกคณะหนึ่งสำหรับการสำหรับการเมือง ส่วนการเมืองเราก็ป้องกันไม่ให้ละเมิดรัฐธรรมนูญ ส่วนจะทำอย่างไร ข้าพเจ้าไม่สามารถจะแถลงในที่นี้ได้ ถ้าตั้งคณะกรรมการขึ้น ถึงแม้ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ในคณะนั้น แม้แต่จะตั้งต้นก็ไม่ผิดระเบียบ ขอยืนยันว่าที่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่จะมีประโยชน์มาก ข้าพเจ้ามีเจตนาจะให้รัฐธรรมนูญยั่งยืนอยู่ตลอดไปเท่านั้น…” [2]

และเสนอขอให้รัฐบาลตั้งกรรมาธิการพิจารณาหาทางว่า จะทำอย่างไรจึ่งจะให้รัฐธรรมนูญมีความมั่นคงอยู่ได้ ซึ่งมีหลวงประดิษฐมนูธรรม เป็นประธานคณะกรรมาธิการ [3] แล้วคณะกรรมาธิการได้เริ่มประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เดือนนี้ ได้พิจารณากันถึงหลักใหญ่ 3 ประการ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน คือ 

(1) การเพาะความเลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ 

(2) การป้องกันการปราบปรามผู้ละเมิดรัฐธรรมนูญ 

(3) การอบรมราษฎรให้มีความรู้ความคิดเหมาะแก่การดำเนินการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ… [4]

จากแนวคิดรัฐธรรมนูญแห่งสยามข้างต้น ที่เน้นไปที่การทำให้รัฐธรรมนูญถาวร จนอาจก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า แล้วประชาชนหรือราษฎรอยู่ที่ไหนในระบอบการปกครองใหม่ เพราะเห็นแต่ตัวแสดง คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง และทหาร ที่ประสานประโยชน์กัน หากในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ปรากฏเจตนารมณ์และการวางแนวนโยบายการปฏิบัติในทางสถาบันทางการเมืองอย่างเด่นชัดมีในรัฐธรรมนูญไทย จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่  

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาบัญญัติไว้เป็นครั้งแรก ในหมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม 

มาตรา 12 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี หรือโดยประการอื่นใดก็ดี ไม่กระทำให้เกิดเอกสิทธิ์อย่างใดเลย 

มาตรา 13 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาหรือลัทธิใด ๆ และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชน

มาตรา 14 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ [5]

ในช่วงแรกได้เป็นการวางหลักเกณฑ์เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวสยามในเชิงอุดมคติ แต่เมื่อมีการบัญญัติไว้ในระเบียบทางกฎหมายของรัฐก็ถือเป็นแนวทางการปฏิบัติให้หน่วยงานและองค์กรของรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มา แม้แต่ในรัฐธรรมนูญที่ได้รับอธิบายจากงานศึกษาของนักวิชาการในยุคหลังว่า เอื้อประโยชน์และเอกสิทธิ์ต่อชนชั้นนำ อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 ก็ปรากฏว่ามีบทบัญญัติในหมวดที่ 3 ว่า ให้อยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกันเป็นครั้งแรก ในมาตรา 26 บุคคลไม่ว่าเหล่ากำเนิด หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกัน [6]

แต่การคุ้มครองสิทธิ์เสรีภาพของประชาชนได้สะดุดหยุดลงในสมัยรัฐบาลของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร ระหว่าง พ.ศ. 2500-2514 และนับจากการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ที่มีบทบัญญัติลิดรอนสิทธิมนุษยชน คือ มาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย [7]

ซึ่งในมาตรานี้ได้นำมาจากมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญแห่งประเทศฝรั่งเศส คือ Constitution de la Republique Francaise 4 Octobre 1958 ในสมัยรัฐบาลของนายชาร์ล เดอ โกล [8] และในภายหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่ขบวนการนักศึกษาและประชาชนได้ขับไล่รัฐบาลของจอมพล ถนอม กิตติขจร และ 3 ผู้นำเผด็จการ คือ จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร และพันเอก  ณรงค์ กิตติขจร ออกไปจากประเทศ ได้ส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐธรรมนูญฉบับถัดมาที่บัญญัติถึงสิทธิทางการเมือง [9] และความเสมอของหญิงกับชายในทางการเมือง [10] ขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ที่อยู่ในยุคก้าวหน้าของแนวคิดประชาธิปไตยและสังคมนิยมในไทย

การชุมนุมในวันที่ 13 ตุลาคม 2516

และหลังจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม พ.ศ. 2535 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2540 [11] และ 2550 [12] ได้เพิ่มบทบัญญัติของมาตรา 26 ให้องค์กรรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของชนชาวไทยตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการจำกัดอำนาจขององค์กรรัฐไม่ให้กระทบสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2560 กลับไม่มีมาตรา 26 อีกแต่ได้บัญญัติมาตรา 25 โดยจำกัดอำนาจของปวงชนชาวไทยว่า มีสิทธิและเสรีภาพได้แต่ “ตราบเท่าที่การใช้สิทธิและเสรีภาพเช่นว่านั้น ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น” [13]

ซึ่งในคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 [14] เสนอว่า มาตรานี้เป็นบทบัญญัติแนวทางใหม่ที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพทุกกรณี ทั้งในและนอกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นไปอย่างมีเงื่อนไขและอ้างอิงการบัญญัติว่า มาจากผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พ.ศ. 2559 [15]

ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2560 คือ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 เมื่อเปรียบเทียบแบบย้อนกลับกับรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งนายอาเบะ ชินโซ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้เสนอในวาระการเป็นรัฐบาลของพรรคแอลดีพี (LDP) ว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่จากผลสำรวจทางโทรศัพท์พบว่า ร้อยละ 47.1 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1947 นี้

จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น สะท้อนว่า มีการสำรวจก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากในประเทศไทย เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภายหลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ดังนี้ จากโจทย์รัฐธรรมนูญในฝันของข้าพเจ้าที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญมีความมั่นคงและยั่งยืน ดูยิ่งจะห่างไกลทั้งในแง่ของการทำให้รัฐธรรรมนูญไทยถาวร ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญถาวรก็จะส่งผลต่อเสถียรถภาพทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐไทย รวมทั้งสอดรับกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่มีความต่อเนื่อง จากการคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่มีความชอบธรรมทางการเมือง และความห่างไกลประการที่สอง ที่สะท้อนให้เห็นในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ 20 คือ รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างมีเงื่อนไขให้อยู่ภายใต้ความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งไม่เคยมีบัญญัตินี้มาก่อนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 1-19 

ท้ายที่สุดนี้ อยากชวนผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนกลับไปสู่จุดตั้งต้นของแนวคิดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในรัฐธรรมนูญแห่งสยามจากปรีดี พนมยงค์ และหม่อมเจ้า วรรณไวทยากร วรวรรณ อันเป็นรากฐานของแนวคิดประสานที่เกิดการปะทะกันถึงปัจจุบัน ดังนี้ 

ในทรรศนะของปรีดี พนมยงค์ [16] “สาระสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้บัญญัติข้อความไว้พอเพียงแก่การให้สิทธิมนุษยชนแก่ปวงชนหรือไม่ และพอเพียงแก่การถือมติปวงชนเป็นใหญ่หรือไม่ ถ้ารัฐูธรรมนูญฉบับใดเขียนไว้ฟุ่มเฟือยยืดยาวทำให้สามัญชนเห็นว่าได้สิทธิมาก แต่ในสาระบั่นทอนสิทธิมนุษยชนและมิใช่การถือมติปวงชนเป็นใหญ่อย่างแท้จริง ความฟุ่มเฟือยยืดยาวก็ไม่อาจช่วยให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาได้” 

ในทรรศนะของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ [17] “การที่มีบทบัญญัติและหน้าที่ไว้เช่นนี้ (หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม) เป็นการชอบด้วยหลักการแล้ว…ลักษณะการตีความในสิทธิของชาวไทยเรา ตามหลักของอังกฤษซึ่งถือนิติกรรมสามัญ Common Law เป็นใหญ่นั้น บุคคลมีสิทธิอยู่แล้ว ถ้าหากว่าไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นแต่ตามหลักของฝรั่งเศสซึ่งถือตัวบทกฎหมายเป็นใหญ่แล้ว ต้องมีตัวกฎหมายจึงจะเกิดสิทธิขึ้น ในเมืองไทยเราก็คงจะถือตามหลักของฝรั่งเศส…” 

จากหลักการและเจตจำนงข้างต้นที่คณะราษฎร พ.ศ. 2475 เสนอ “รัฐธรรมนูญในฝัน” ไว้ และยังทอดส่งมายังคณะราษฎร พ.ศ. 2563 นั่นคือ หลักการออกแบบรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นธารแนวคิดของการยกร่าง และมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนที่จะร่างรัฐธรรมนูญ นั่นคือ การเคารพสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอันเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่ในศตวรรษที่ 21 ด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อเข้าใจหลักการและแนวคิดทางประวัติศาสตร์ของกำเนิดรัฐธรรมนูญไทย จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดดังในแบบเรียนที่ท่องจำกัน แต่รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายที่จัดระเบียบรัฐ และให้คำนึงถึงผลประโยชน์และสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐเป็นสำคัญ

 


เชิงอรรถ :

[1] การเปลี่ยนแปลงพระอิสริยยศของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ มีดังนี้ พ.ศ. 2434 – หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ, พ.ศ. 2482 – พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร, พ.ศ. 2486 – พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร, พ.ศ. 2495 – พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

[2] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รายงานประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16 (สมัยสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2476. หน้า 435-437.

[3] สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารสํานักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (3) สร.0201.66.1/7 เรื่อง กรรมาธิการพิจารณาหาทางทําให้รัฐธรรมนูญมั่นคง (1 ก.ย.-6 ธ.ค. 2476), หน้า 4.

[4] สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารสํานักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (3) สร.0201.66.1/7 เรื่อง กรรมาธิการพิจารณาหาทางทําให้รัฐธรรมนูญมั่นคง (1 ก.ย.-6 ธ.ค. 2476), หน้า 27.

[5] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475. มาตรา 12-14, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49 หน้า 536. วันที่ 10 ธันวาคม 2475.

[6] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2492. มาตรา 26, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 66 หน้า 14. วันที่ 10 ธันวาคม 2475.

[7] ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502. มาตรา 17, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 76 หน้า 7. วันที่ 28 มกราคม 2502.

[8] Charles André Joseph Marie de Gaulle เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกในยุคสาธารณรัฐที่ 5 ระหว่าง ค.ศ. 1958-ค.ศ. 1969

[9] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2517. มาตรา 29, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 91 หน้า 19. วันที่ 7 ตุลาคม 2517.

[10] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2517. มาตรา 28, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 91 หน้า 19. วันที่ 7 ตุลาคม 2517.

[11] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2540. มาตรา 26, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 หน้า 6. วันที่ 11 ตุลาคม 2540.

[12] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2550. มาตรา 26, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 หน้า 7. วันที่ 24 สิงหาคม 2550.

[13] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2560. มาตรา 25, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 หน้า 7. วันที่ 6 เมษายน 2560.

[14] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2562). ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. น. 36-37. 

[15] ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะดำเนินการได้ทุกเรื่อง แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นและประโยชน์สุขส่วนรวม พบว่า ประชาชนร้อยละ 80.5 เห็นด้วย และร้อยละ 19.5 ไม่เห็นด้วย โปรดดูเพิ่มเติม สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2559). ผลการสารวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 

[16] ปรีดี พนมยงค์. (2535). แนวคิดประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย.

[17] สิริ เปรมจิตต์. (2511). ประวัติรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรก พ.ศ. 2475 ถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: ประจักษ์การพิมพ์. หน้า 45. 


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 มิถุนายน 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป