จีนกับการเปิดประเทศ 3 ครั้งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชาติ

กำแพงเมืองจีน (ภาพจาก www.wikimedia.org)

บทความนี้เป็นเนื้อหาหนึ่งของเอกสารวิชาการทั่วไป โครงการตลาดวิชาการ มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ฉบับที่ 2/250/2007 “120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น: เอเชียตะวันออกกับอุษาคเนย์ (2430-2550)” ที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  จัดพิมพ์จากการถอดความในการเสวนา “เอเชียตะวันออกยุคใหม่: จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน” (28 กันยายน 2550)

ซึ่งข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ เป็นบางส่วนจากการนำเสนอของอาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ วิทยากรท่านหนึ่งบนเวทีการเสวนาข้างต้น กล่าวไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ)


ประวัติศาสตร์จีน 5,000 ปี แล้วก็คนจีนเกือบจะเป็นชาติเดียวในโลกนี้ ที่ลุกขึ้นมาสร้างกําแพงกันประเทศตัวเอง ท่านเคยเห็นรั้วบ้าน รั้ววัด รั้ววัง กําแพงเมือง แต่กําแพงประเทศล่ะ มีไหม ไม่มี!

จีนสร้าง แล้วไม่ใช่สร้างแป๊บเดียวเสร็จ มันสร้างมาหลายพันปี เพราะฉะนั้นใครที่รู้ว่ามีเลือดจีน ก็ให้รู้ว่าคุณมีเลือดบ้าอยู่ในตัว…เป็นคนบ้าที่ลุกขึ้นมาสร้างกําแพงที่ล้อมรอบประเทศตัวเอง

ตรงนี้ส่อนัยว่า จีนเป็นประเทศปิด ไม่เสวนากับใครเลย เฉียนหลงฮ่องเต้กล่าวใช่ไหมว่า “ของพวกป่าเถื่อนพวกนี้ฉันมีหมด” ไม่เพียงแต่จะเป็นด้านวัตถุอามิส เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องความคิด เรื่องปรัชญา จีนก็มีพร้อม

แล้วจีนจะต้องการอะไรจากต่างประเทศอีก? จีน Say No มาตั้ง 5,000 ปี เพราะฉะนั้นจีนเป็นประเทศปิด เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ก่อน แล้วก็มีนักประวัติศาสตร์จีนสรุปอย่างกว้างๆ แบบใช้มีดปังตอของกวนอูสับไป 3 ทีบอกว่า จีนเคยเปิดประเทศอยู่ 3 ครั้ง เท่านั้นคือ

ครั้งที่ 1 เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ราชวงศ์ฮั่นเปิดด้วยความเต็มใจ เปิดรับเอาศาสนาพุทธเข้ามา แล้วตอนที่ศาสนาพุทธเข้าไปในเมืองจีน จีนไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนนะ ขงจื๊อ ลงรากลึกแล้ว

ในขณะนั้น ร้อยสํานักพร้อมพรักประชันแข่ง ไม่ใช่ 2-3 สํานักนะ 100 สํานัก แต่พอศาสนาพุทธมาถึง ก็สามารถกลืนลงไปเป็นเนื้อนาบุญผืนเดียวกันกับแผ่นดินจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์นะ กลืนลงไปจนกระทั่งขึ้นไปถึงราชสํานัก ขึ้นไปถึงคหบดี ขึ้นไปถึงพวกมุขมนตรี แม้กระทั่งประชาชน พุทธศาสนาอยู่ทุกชนชั้น ตั้งแต่รากหญ้าจนถึงยอดต้นสน

ศาสนาพุทธอยู่อย่างละมุนละม่อม ไม่เสียเลือดสักหยดหนึ่ง ตรงนี้ ต้องพูดกันเป็น 10 ชั่วโมงเลย ว่าทําไมศาสนาพุทธจึงมาได้ แล้วทั้งๆ ที่จีน มีปรัชญาที่แน่นหนา เป็นระบบแล้ว กับพุทธที่เป็นระบบอยู่แล้วเช่นกัน แล้วสองระบบนี้กลืนกันได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

เปิดประเทศครั้งที่ 2 ก็เพราะสงครามฝิ่น เปิดครั้งแรกราชวงศ์ฮั่นเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เปิดครั้งที่ 2 ไม่ได้เปิดเอง แต่ถูกแหกหักให้เปิด

สงครามฝิ่นสมัยพระเจ้าเต้ากวง ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ของสยาม พระเจ้าเต้ากวง เป็นหลานของเฉียนหลงฮ่องเต้ และเป็นพ่อสามีของพระนางซูสี

การทะลักเข้าไปไม่ใช่ทะลักเข้าไปเฉพาะฝิ่น มันทะลักเข้าไป 2-3 สิ่ง สิ่งหนึ่งที่ทะลักเข้าไปก่อนฝิ่นจะเข้าไป คือ หมอสอนศาสนา เห็นไหมว่าไม่ใช่พุทธแล้ว

หมอสอนศาสนาเข้าไปด้วยอะไร คงจะไม่ได้เข้าไปเพราะไบเบิลอันเดียว คงมีเรื่องการเมืองพ่วง เรื่องการค้า เรื่องต่างๆ พ่วงเข้าไปด้วย

แล้วเมื่อสักครู่ลืมพูดไปนะว่า การเปิดประเทศในที่นี้ ขอ concept ว่า การเปิดประเทศนั้น จะต้องเปิดแล้วมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของจีน

ครั้งที่ 1 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างคือ พุทธเข้าไปแทรกอยู่เป็นหนึ่งของโครงร่าง เข้าไปเป็นเหล็กเส้นเสริมที่เข้าไป

พอครั้งที่ 2 ที่ถูกแหกหักเปิดมา โครงสร้างนี้ถูกรื้อถอนเลย มานั่งมองว่า จริงๆ แล้วฝรั่งมารื้อหรือเปล่า ใครมารื้อหรือเปล่า ฝรั่งก็เอาปืนใหญ่มายิง แต่ก็ยังแต่วัตถุ เอาของมาขาย แล้วเอาเงินไป ไม่ใช่ฝรั่งมันมารื้อนะ

คนจีนยุคนี้ มองย้อนกลับไปแล้วสรุปว่าคนที่รื้อถอนโครงสร้างของจีน ก็คือคนจีนเอง

คนจีนยืนรับอยู่ แล้วก็รับฝรั่ง รับปืนกลไม่ไหวแล้ว จึงมีสิ่งที่ฮิตขึ้น มาในยุคนั้น 2 ฮิต Mr. คือ Mr. D กับ Mr. S

Mr. D คือ Mr. Democracy  Mr. S คือ Mr. Science จะต้องเอา 2 Mr. นี้เข้ามาในเมืองจีนจึงจะกู้ชาติจีนขึ้นมาได้จากการรุกรานเข้ามา

ฉะนั้นคนจีนเองจึงลุกขึ้นมาล้มขงจื๊อ พวกปัญญาชนลุกขึ้นมา แต่การศึกษาของขงจื๊อแน่นหนามาก อย่างที่อาจารย์ Fairbank บอก สิ่งที่สร้างมาแล้ว 3,000 ปี มันอุ้ยอ้ายไปแล้ว และความอุ้ยอ้ายนี้ ไม่ใช่ฝรั่งมารื้อ จีนมารื้อเอง

รื้อไป รื้อมา รับไป รับมา Democracy ก็ทะลักเข้าไป Marxism ก็ทะลักเข้าไป อะไรๆ ก็ทะลักๆ เข้าไป ในที่สุดสิ่งที่ทะลักเข้าไปก็เปลี่ยนโครงสร้างจีน จากการเปิดประเทศครั้งที่ 2

ในที่สุด เมื่อคอมมิวนิสต์ Marxism ชนะแล้ว

เหมาก็ลุกขึ้นมาปิดประเทศเป็นครั้งที่ 3 อีกครั้งหนึ่ง ปิดเลยอย่างที่ อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย พูด 30 ปีที่แล้วใครไปจีนอันตรายมาก

ตลอดชีวิต เหมาไม่เคยทําเรื่องเศรษฐกิจเลย ทําแต่เรื่องการเมือง ทําแต่เรื่องการรณรงค์ กี่สิบปีที่เหมาก็อยู่ตรงนั้น เหมาสอนบอกว่า “หญ้าของสังคมนิยมหอมหวานกว่าต้นกล้าของทุนนิยม” แล้วก็ปลูกหญ้าให้ประชาชนกิน แล้วคนจีนก็โง่เป็นอยู่อย่างนั้นหลายปี จนกระทั่งเติ้งเสี่ยวผิงลุกขึ้น มาเปิดประเทศเป็นครั้งที่ 3 [ด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ]

แต่พอเปิดมาแล้ว คราวนี้ ไมเคิล แจ็กสัน ทะลักเข้าไป มาดอนน่า ทะลักเข้าไป (เสียงหัวเราะ) แล้วในจีนเหลืออะไร?

เราเข้าใจผิดอยู่หลายครั้งว่าวัฒนธรรมจีนถูกการปฏิวัติวัฒนธรรมรื้อถอนไปจนหมด จริงๆ การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมานั้น เป็นการมารื้อรอบสอง รอบแรกคือคนจีนรื้อไปแล้ว พวกหลู่ซิ่นรื้อไปรอบแรก

รื้อแล้วเหลืออะไร? ทุกวันนี้จีนมีเงินสะสมต่างประเทศอยู่ไม่รู้กี่ล้านล้านกับอีกกี่แสนล้านอเมริกันดอลลาร์ เงินสะสมต่างประเทศเยอะที่สุด เกินหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว GDP เยอะที่สุด ใช้พลังงานเยอะเป็นที่สองของโลก มี pollution เยอะเป็นที่สุดของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเยอะเป็นที่สุดของโลก ประชากรก็เยอะที่สุดในโลก แต่เป็นประเทศที่ไม่มีวัฒนธรรม ตอนนี้เป็น crisis ของวัฒนธรรม

น่าเสียดายว่าวัฒนธรรมจีนถูกรื้อไป 2 ครั้งในราชวงศ์ถัง ถังเปิดขึ้นมา ถึงแม้จะยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ยังไม่ได้เปิดประเทศ เพียงแต่รับให้ใครต่อใครเข้าไปเรียน เรียนเสร็จแล้วก็กลับไป ไม่ได้เปิดให้ใครมารื้อโครงสร้างของถังได้เลย คนที่วิ่งเข้าไปเรียนภาษาจีนก็ดี วิ่งเข้าไปหาจีนในสมัยราชวงศ์ถัง สมัยนั้น เข้าไปด้วยความ crazy วัฒนธรรม

แต่ทุกวันนี้ที่พวกเราวิ่งเข้าไปเรียนภาษาจีนยุคนี้ ยุคหูจินเทา crazy money ในทุกวันนี้คนที่จะเข้าไปเรียนภาษาจีนในจีน ไม่ใช่ไปเรียนเพราะวัฒนธรรมสูงส่ง

 


เผยแพร่ระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มิถุนายน 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป